“เอกนิติ” ชูเวที IMF–World Bank ดึงทุนโลก–ดัน “Bangkok Blueprint”
ผ่านไป 35 ปี ไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง กับการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค.2569 นับว่าเป็นครั้งที่ 2 ของไทยที่กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง โดยครั้งแรกเริ่มขึ้น ปี 2534 โดยการประชุมครั้งนั้นเป็นการส่งสัญญาณให้ทั่วโลกเห็นว่าไทยพร้อมรับเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออก ผลลัพธ์หลังจากนั้นคือคลื่นทุนหลั่งไหลเข้ามามหาศาล โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและชาติตะวันตก ทำให้ภาคการเงินขยายตัวอย่างก้าวกระโดด
ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2534 ไทยสร้างงานในระบบเพิ่มเกือบ 11 ล้านตำแหน่ง ขณะที่ GDP ต่อหัวเพิ่มจากราว 57,400 บาท เป็น 261,800 บาทในปี 2025 และ GDP เพิ่มเป็นประมาณ 18.75 ล้านล้านบาท โดย FDI สุทธิอยู่ที่ราว 618,700 ล้านบาท หรือ 3.3% ของ GDP และในปีนี้ ประเทศไทยนับว่าเป็นเพียงหนึ่งใน 3 ประเทศ ที่ได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้ว่าการ IMF และ World Bank และไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพถึง 2 ครั้ง จากสมาชิกทั้งหมด 191 ประเทศ
“ไทยพีบีเอส” มีโอกาส สัมภาษณ์พิเศษ "นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาษ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง" ถึงการจัดประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โดยรองนายกฯ เปิดเผยว่า เวทีประชุม IMF–World Bank จะเป็นจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ เปิดทาง CEO บริษัทชั้นนำพบธุรกิจไทย ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมผลักดัน “Bangkok Blueprint” ด้าน Digital Public Infrastructure หวังต่อยอดไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงินอาเซียน
ดึงทุนโลก–ถ่ายทอดเทคโนโลยี เป้าหมายหลักประชุม IMF–World Bank
รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวอีกว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค.2569 จะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการสร้างโอกาสการลงทุนและเชื่อมโยงธุรกิจไทยกับบริษัทชั้นนำระดับโลก
โดยรัฐบาลวางเงื่อนไขสำคัญ สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ 2 ด้าน คือ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะ (Technology Transfer & Upskilling) โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Local Supply Chain Integration) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยและ SME เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระดับโลก
ภายในงานยังเตรียมนำเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสินค้าภูมิภาคจากผู้ประกอบการ SME ไทยมาจัดแสดงต่อผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการต่อยอดทางการค้าและการลงทุน พร้อมกระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก ลดการกระจุกตัวของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่
ดัน “Bangkok Blueprint” ต้นแบบการเงินดิจิทัล รับมือสแกมเมอร์
นอกจากนี้ไทยเตรียมผลักดัน “Bangkok Blueprint” ซึ่งเป็นการถอดบทเรียนและงานวิจัยร่วมระหว่าง IMF ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง เพื่อพัฒนาแนวทางการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทางการเงินที่ปลอดภัย ครอบคลุม และช่วยลดปัญหาการทุจริต
ไทยจะนำประสบการณ์จากระบบ PromptPay เป๋าตัง ถุงเงิน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนมาแลกเปลี่ยนกับนานาชาติ รวมถึงการรับมือบัญชีม้า การโอนเงินที่เกิดจากการหลอกลวง และภัยคุกคามจากเทคโนโลยีใหม่อย่าง Deepfake
นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเทคโนโลยี AI ที่ใช้ช่วยผู้ประกอบการรายย่อย เช่น นวัตกรรม “นกกระซิบ” ในแอปพลิเคชันถุงเงิน มานำเสนอเป็นกรณีศึกษาในการใช้เทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า วางแผนการขาย และเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์
ชูไทย “Trusted Connector” ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว
รองนายกฯ ยังกล่าวอีกว่า ไทยยังมีจุดแข็งจากการเป็นประเทศขนาดกลางที่ไม่ได้อยู่ในขั้วมหาอำนาจ ทำให้สามารถทำหน้าที่เป็น “Trusted Connector” หรือผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจระหว่างขั้วเศรษฐกิจต่าง ๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความขัดแย้งและการแบ่งขั้ว
ปัจจัยดังกล่าวประกอบกับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ไทยมีโอกาสรองรับการลงทุนในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกไม่ได้พิจารณาเฉพาะต้นทุนอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีความมั่นคงและสามารถรองรับความเสี่ยงได้ โดยไทยมีจุดแข็งทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป การแพทย์และสุขภาวะ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
ใช้เวทีโลกกำหนดวาระเศรษฐกิจ 3 ด้าน
ในฐานะเจ้าภาพ ไทยมีโอกาสกำหนดหัวข้อหารือ หรือ Set Agenda โดยเสนอ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.Entering New Horizons ก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่ รับมือความขัดแย้ง สงคราม การกีดกันทางการค้า การขึ้นภาษีศุลกากร และความผันผวนของราคาพลังงาน
2.Empowering People การเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้ประชาชนสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และ 3. Building Resilience การสร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจและสังคม เพื่อรับมือภัยพิบัติ น้ำท่วม น้ำแล้ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในส่วนความร่วมมือกับธนาคารโลก ไทยเตรียมผลักดันโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงานสะอาด โดย World Bank จะให้การสนับสนุนทั้งด้านวิชาการและเงินกู้สำหรับการวางระบบระบายน้ำ การบำบัดและรีไซเคิลน้ำเสียในพื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงการนำกลับมาใช้ใหม่
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Low Carbon City เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะ Solar Power เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ซึ่งมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
“โอลิมปิกทางการเงิน” ส่องศักยภาพไทยสู่สายตาโลก
อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ถือเป็น “โอลิมปิกทางการเงิน” เนื่องจากเป็นหนึ่งในเวทีเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกที่สำคัญที่สุด ผู้นำประเทศ รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ ตลอดจน CEO ของบริษัทชั้นนำทั่วโลกจะเดินทางมายังประเทศไทย
การเป็นเจ้าภาพจึงไม่ใช่เพียงการจัดงาน แต่เป็นโอกาสให้ไทยใช้ “สปอตไลต์” จากทั่วโลกนำเสนอศักยภาพประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว การแพทย์ สาธารณสุข และทรัพยากรบุคคล
รองนายกฯยัง เปรียบว่า เวทีดังกล่าวมีลักษณะคล้ายแพลตฟอร์มระดับโลกอย่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ฟุตบอลโลก หรือรายการที่มีผู้ชมทั่วโลก เพียงแต่ครั้งนี้เป็น “เวทีเศรษฐกิจและการเงิน” ที่ทั่วโลกจับตามอง
ไทยชูศักยภาพเจ้าภาพครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ ไทยเป็นเพียงหนึ่งใน 3 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ตุรกี และไทย ที่ได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้ว่าการ IMF และ World Bank และไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพถึง 2 ครั้ง จากสมาชิกทั้งหมด 191 ประเทศ
สิ่งดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน ทั้งความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรบุคคล การท่องเที่ยว การแพทย์ และระบบคมนาคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับการประชุมระดับโลกและการลงทุนระหว่างประเทศ
ในช่วงการประชุมยังเตรียมจัดนิทรรศการพิเศษ “Royal Pavilion” เพื่อเผยแพร่แนวคิดและประสบการณ์การพัฒนาของประเทศไทย โดยเฉพาะหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แนวทางการบริหารจัดการน้ำ และโครงการพระราชดำริต่าง ๆ โดยนิทรรศการดังกล่าวจะนำเสนอแนวทางการพัฒนาที่ไทยมองว่าสามารถเป็นบทเรียนให้กับนานาชาติ โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เหลือเวลาอีก 6 วัน ที่ประเทศไทยจะเปิดเวทีต้อนรับผู้นำจาก 191 ประเทศทั่วโลก หรือ 25,000 คนที่มีจุดหมายเดียวกันในการผลักดันเศรษฐกิจโลกให้เดินหน้าในยุคที่เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิประเทศรวดเร็ว รวมถึงสิ่งที่ไทยจะ “ได้กลับมา” คือ เม็ดเงินลงทุนใหม่ เทคโนโลยีและทักษะใหม่ ตลาดส่งออกใหม่ การเชื่อม SME เข้ากับบริษัทระดับโลก และเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต
สัมภาษณ์ โดย นายนิติเทพ กิ่งชา ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ
อ่านข่าว:
"สีหศักดิ์" เชื่อประชุม IMF-World Bank ส่งผลดีต่อไทย ชี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่น
"เอกนิติ" ถก IMF เตรียมพร้อมไทยเจ้าภาพประชุมIMF-WB ต.ค.นี้
ประชุม World Bank-IMF เงินสะพัด 1 หมื่นล้าน ดึงทุน AI-EV-Data Center เข้าไทย