เช็กสัญญาณ “สงครามใหญ่” โลกเดือด-น้ำมันแพง “ความเสี่ยงการเงิน กระทบไทยแค่ไหน”
การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA สมัยที่ 81 ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งมีการประชุมระดับผู้นำในช่วงวันที่ 22–28 กันยายน 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ซับซ้อนกว่าหลายปีที่ผ่านมา ทั้งสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหายูเครน ความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ ตลอดจนคำถามต่อบทบาทของสหประชาชาติและโครงสร้างความมั่นคงโลก
ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบมาวิเคราะห์ในรายการ “นิวส์รูม ห้องข่าวไทยพีบีเอส” โดย รศ.จักรี ไชยพินิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งข้อสังเกตว่า UNGA ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของสหประชาชาติ ภายใต้คอนเซปต์ “Restoring Trust, Managing Transformation: a United Nations that delivers for all” หรือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและบริหารการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ UN ยังสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกหลักของประชาคมโลกได้ แต่หลังจบช่วงการประชุมระดับผู้นำ สถานการณ์ไม่ได้คลี่คลายลงอย่างชัดเจน
ล่าสุด สหรัฐฯ และอิหร่าน ยังมีความพยายามทางการทูตผ่านกาตาร์เกี่ยวกับข้อเสนอเปิดช่องแคบฮอร์มุซและลดความตึงเครียด แต่ยังมีช่องว่างในการเจรจา ขณะที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง โดย Brent เดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และตลาดประเมินว่าราคาน้ำมัน Brent อาจเพิ่มขึ้นราว 13% ในเดือนกันยายน …นั่นทำให้คำถามที่ถูกตั้งขึ้นบนเวที UNGA ไม่ได้จบลงพร้อมกับการประชุม แต่กำลังถูกส่งต่อไปยังเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย
3 โจทย์ใหญ่ UNGA โลกเผชิญ “สงครามซ้อนสงคราม”
รศ.จักรี มองว่า ความแตกต่างของ UNGA ครั้งนี้อยู่ที่ระดับความซับซ้อนของความขัดแย้ง ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสงครามใดสงครามหนึ่ง แต่มีหลายพื้นที่ที่เชื่อมโยงกัน หนึ่งในประเด็นสำคัญคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงผลกระทบต่อเลบานอน กาซา เยเมน และเส้นทางเดินเรือสำคัญในภูมิภาค
ระหว่างการประชุม มีการเรียกร้องจากกลุ่มประเทศจำนวนมากให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเส้นทางดังกล่าวมีความสำคัญต่อการค้าและความมั่นคงด้านพลังงานของโลก ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าการดำเนินการของตนเป็นเรื่องด้านความมั่นคงและการตอบโต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ภาพดังกล่าวสะท้อนสิ่งที่ รศ.จักรี เรียกว่า “สงครามซ้อนสงคราม” เพราะความขัดแย้งหนึ่งสามารถส่งแรงกระเพื่อมไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง ทั้งด้านความมั่นคง การเดินเรือ พลังงาน และเศรษฐกิจโลก และเมื่อสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ผลกระทบก็เริ่มปรากฏในตลาดการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จับตา “สัญญาณ” ผันผวน ตลาดพันธบัตรทั่วโลก
ข้อมูลของ Reuters วันที่ 30 กันยายน ระบุว่า เดือนกันยายนเป็นหนึ่งในเดือนที่ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงขายอย่างหนักในรอบหลายปี โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
อีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ตลาดกังวลว่า ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งหมายถึงต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล ธุรกิจ และประชาชนที่อาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้น
ดังนั้นคำว่า “วิกฤตการเงินโลก” ในเวลานี้จึงอาจยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเกิดขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่เห็นได้คือ แรงกดดันต่อระบบการเงินโลกกำลังเพิ่มขึ้นจากการซ้อนทับกันของสงคราม ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และต้นทุนทางการเงิน นี่คือจุดที่ประเด็นความมั่นคงเริ่มเดินทางมาบรรจบกับเศรษฐกิจของคนทั่วไป
โลกตั้งคำถาม“5 ประเทศ” เพียงพอหรือไม่
อีกประเด็นที่ รศ.จักรี หยิบขึ้นมาคือโครงสร้างของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ซึ่งมีสมาชิกถาวร 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน
ข้อจำกัดสำคัญคือทั้ง 5 ประเทศมีสิทธิยับยั้ง หรือ Veto ซึ่งทำให้หลายครั้งการดำเนินการด้านความมั่นคงระหว่างประเทศติดข้อจำกัดทางการเมือง …คำถามเรื่องการปฏิรูป UNSC จึงถูกหยิบขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อเรียกร้องจากกลุ่ม G4 ได้แก่ เยอรมนี ญี่ปุ่น อินเดีย และบราซิล ที่ผลักดันให้มีการปฏิรูปโครงสร้างคณะมนตรีความมั่นคงให้สะท้อนโลกในปัจจุบันมากขึ้น
ประเด็นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องจำนวนสมาชิก แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “เมื่อโครงสร้างอำนาจของโลกเปลี่ยนไป กลไกที่ถูกออกแบบขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังสามารถจัดการกับความขัดแย้งในโลกปัจจุบันได้มากน้อยเพียงใด”
“นิวเคลียร์” เส้นแบ่งบาง ๆ ระพลังงานและอาวุธ
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาคือเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ในวันที่ 29 กันยายน 2569 สหประชาชาติยังได้จัดการประชุมระดับสูงเพื่อรำลึกและส่งเสริมวันสากลเพื่อการกำจัดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในสมัชชาใหญ่ฯ ประเด็นนี้มีความสำคัญเมื่อเชื่อมโยงกับข้อพิพาทระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล เพราะข้อถกเถียงไม่ได้อยู่เพียงเรื่อง “อาวุธนิวเคลียร์” แต่รวมถึงสิทธิในการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติด้วย
สถานการณ์ล่าสุดยังสะท้อนว่าการเจรจายังคงเปราะบาง แม้จะมีความพยายามใช้กาตาร์เป็นคนกลาง โดยอิหร่านเสนอแผนที่เชื่อมโยงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซกับการลดความตึงเครียดและการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ ขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านยังมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน จึงเป็นอีกบททดสอบว่า เวทีพหุภาคีจะสามารถลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจและประเทศคู่ขัดแย้งได้มากเพียงใด
จาก UNGA สู่คำถาม“ไทยอยู่มุมไหนในโลกหลายขั้ว”
แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ รศ.จักรี มองว่า ความท้าทายของโลกย่อมย้อนกลับมาเป็นความท้าทายของไทย โดยเฉพาะหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายวงกว้างไปยังอินโด-แปซิฟิก ประเทศในอาเซียนจะกลายเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญมากขึ้นจากทั้งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ตลาด และเส้นทางการค้า โดยอาเซียนตั้งอยู่บริเวณจุดเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก และมีเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบมะละกา รวมถึงช่องทางเดินเรืออื่น ๆ ในภูมิภาค
ในมุมมองของ รศ.จักรี นี่เป็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “แต้มต่อ” ของอาเซียน เพราะในวันที่มหาอำนาจแข่งขันกันเพื่อสร้างอิทธิพลในอินโด-แปซิฟิก ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของอาเซียนย่อมมีความสำคัญเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน อาเซียนยังเดินหน้าผลักดันการรวมตัวทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงตลาด โดยการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนล่าสุดให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของอาเซียนในฐานะตลาดและฐานการผลิตร่วม รวมถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้า
ทางรอดไทย “เลือกข้าง” หรือ “กระจายความเสี่ยง”
.คำถามสำคัญสำหรับไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยอยู่ข้างใคร แต่คือ ไทยจะรักษาพื้นที่ทางการทูตและเศรษฐกิจของตัวเองอย่างไร ในวันที่โลกไม่ได้มีศูนย์กลางอำนาจเพียงขั้วเดียว…
รศ.จักรี มองว่า การวางตำแหน่งของไทยต้องคำนึงถึงทั้งโลกเหนือ หรือ Global North และโลกใต้ หรือ Global South ขณะเดียวกันต้องใช้ความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง
เพราะในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งด้านความมั่นคงสามารถส่งผลต่อราคาน้ำมัน การขนส่ง เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และตลาดการเงินได้อย่างรวดเร็ว การทูตจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน
“ความท้าทายโลก คือความท้าทายไทย”
คำถามที่ UNGA ทิ้งไว้จึงอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า สงครามจะขยายตัวหรือไม่ แต่อาจต้องถามต่อว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อและกลไกพหุภาคีไม่สามารถลดความตึงเครียดได้ โลกจะรับมือกับผลกระทบที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่อย่างไร และเมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย คำถามสำคัญคือไทยจะใช้จุดแข็งของอาเซียนและพื้นที่ทางการทูตที่มีอยู่ เพื่อรับมือกับโลกหลายขั้วได้มากน้อยเพียงใด …เพราะในวันที่สถานการณ์โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ การวางตำแหน่งของไทยอาจไม่ได้หมายถึงการเลือกว่าจะอยู่กับใครเพียงฝ่ายเดียว แต่อาจหมายถึงการทำอย่างไรให้ประเทศไทย มีพื้นที่เพียงพอที่จะรักษาผลประโยชน์ของตัวเองได้ ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนระเบียบครั้งใหญ่
อ่านข่าว:
“เอกนิติ” ชูเวที IMF–World Bank ดึงทุนโลก–ดัน “Bangkok Blueprint”