โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

เปิดจักรวาล "โบราณดาราศาสตร์" ภูมิปัญญาคนโบราณสร้างศาสนสถาน

Thai PBS

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดตัวนิทรรศการโซนใหม่ "โบราณดาราศาสตร์" ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา ให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.2569 เป็นต้นไป

งานโบราณดาราศาสตร์ เป็นสหวิชาการ หากมาดูนิทรรศการจะได้ไอเดีย ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย หากไปวัดจะเข้าใจว่า คนโบราณทำไมจึงวางผังวัดกับดวงดาวลักษณะนี้ จะนำไปสู่คำถามและต่อยอดดาราศาสตร์ กับประวัติศาสตร์ต่อไป

อรพิน ริยาพร้าว หัวหน้ากลุ่มวิจัยประวัติศาสตร์และมรดกดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวถึงแนวทางการศึกษา "โบราณดาราศาสตร์" (Archaeoastronomy) ในประเทศไทยเริ่มต้นไม่กี่ปี ก่อนหน้านั้นประเทศไทยมีองค์ความรู้เรื่องเกี่ยวข้องมนุษย์กับท้องฟ้ามาอย่างยาวนาน แต่กระจายในศาสตร์สาขาต่างๆ ซึ่งการโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาว เชื่อมโยงฤดูกาลในสังคมเกษตรกรรม

ประเทศไทยแม้จะมีองค์ความรู้ท้องฟ้ามาอย่างยาวนาน การศึกษาอย่างเป็นระบบร่วมกัน เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา หรือเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา รศ.สมัย ยอดอินทร์ ผู้ริเริ่มการศึกษาองค์รวม เปรียบเทียบศาสนสถานเปรียบเทียบกับประเพณีท้องถิ่น เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทย

อรพิน ริยาพร้าว หัวหน้ากลุ่มวิจัยประวัติศาสตร์และมรดกดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หนึ่งผู้ริเริ่มรวบรวมการศึกษาโบราณดาราศาสตร์

อรพิน กล่าวต่อว่า การศึกษาโบราณดาราศาสตร์ได้นำองค์ความรู้ศึกษาและวิจัยร่วมกัน ประสานองค์ความรู้ทางดาราศาสตร์สมัยใหม่ เข้ามาช่วยจนเกิดเป็นงานวิจัยด้านโบราณดาราศาสตร์อย่างเป็นระบบและเกิดขึ้นครั้งแรกของประเทศไทย

โบราณดาราศาสตร์ เป็นตัวเสริมการศึกษาด้านดาราศาสตร์ และโบราณคดี กำหนดทิศและอายุของศาสนสถาน หรือโบราณสถาน ปัจจุบันเน้นหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการขุดทางโบราณคดีใต้ดิน แต่การศึกษาดาราศาสตร์ สามารถใช้ตำแหน่งดวงดาวกำหนดค่าอายุโบราณสถานได้

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ประธานกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ งานเปิดตัวนิทรรศการโซนใหม่ “โบราณดาราศาสตร์” ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่( 2 ต.ค.69)

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ประธานกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ กล่าวว่า สดร.ได้ศึกษาวิจัยทางโบราณดาราศาสตร์ เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว การพบคัมภีร์อินเดียโบราณ เชื่อมโยงระหว่างการวางทิศของโบราณสถานและศาสนสถาน โดยเฉพาะวัฒนธรรม พราหมณ์-ฮินดู พุทธ ในกลุ่มดาวนักษัตรฤกษ์ที่เป็นกลุ่มดาวด้านดาราศาสตร์ เชื่อมโยงกับมรดกทางวัฒนธรรม การวางทิศของโบราณสถาน

ที่มาของวัฒนธรรมไทยในอดีตได้รับวัฒนธรรมจากอินเดียเยอะ ใช้ภูมิปัญญาวางทิศตามดาวนักขัตฤกษ์ (คือกลุ่มดาว 27 กลุ่มบนท้องฟ้าที่ใช้ในทางโหราศาสตร์ไทยและอินเดีย เพื่อกำหนดฤกษ์ยามและทำนายชะตาชีวิต) ไม่เหมือนเรียกปีแบบจีน ในอดีตพราหมณ์จะเป็นผู้กำหนดทิศและถ่ายทอดองค์ความรู้

การค้นพบสำคัญมาก นักโบราณคดีปัจจุบัน จะไม่ค่อยเข้าใจด้านดาราศาสตร์ แต่ในความเป็นจริง การสร้างศาสนสถาน โบราณสถาน อาคาร สิ่งปลูกสร้างในอดีตจะมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับความดี หรือ ความไม่ดี รวมถึงวัตถุประสงค์การใช้งาน

อรพิน ระบุว่า การศึกษาในช่วงแรกเมื่อ 10 ปีก่อน เกิดข้อสงสัยการวางผังศาสนสถาน แต่ละแห่งมีการวางทิศทางเข้าแตกต่างกัน แต่เมื่อศึกษาลงลึกรายละเอียด ถ้าเป็นนิกายเดียวกันและสร้างยุคเดียวกัน จนเป็นที่มาของการศึกษาว่าจะต้องมีคัมภีร์ในการออกแบบศาสนสถานเหล่านี้

การศึกษาออกแบบสร้างศาสนสถาน พบว่าในอดีต มีคัมภีร์ วาสดุศาสตร์ พบว่าศาสนสถานที่สำคัญของประเทศไทยมีการวางผังสอดคล้อง วาสดุศาสตร์เกือบทุกที่

การวางผังศาสนสถานมีความเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ดวงดาวจะสามารถบอกได้ว่า ถ้าวางกับทิศดวงดาวดวงนี้ ก่อสร้างขึ้นเพื่อประกอบพิธีกรรมอะไร ช่วงไหน และยังบอกสถานะข้างในบรรจุอะไร

ดังนั้นศาสนสถานในอดีตไม่ใช่แต่เพียงอาคาร หรือสถานที่ประกอบศาสนกิจเท่านั้น แต่ศาสนสถานในอดีตคือ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์ และจักรวาล โดยเฉพาะดวงอาทิตย์ ดวงดาว

ภาพจำลอง : วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ การวางแนวก่อสร้างไม่ได้หันไปทางทิศตะวันออก เหมือนต้นแบบมหาสูปสาญจี แต่ถูกออกแบบให้เอียงไปทางทิศเหนือมุม 59.74 องศา ให้ตรงกับการขึ้นของกลุ่มดาวมงกุฎเหนือ หรือดาวขอบด้ง ซึ่งชาวล้านนาใช้กำหนดวันวิสาขบูชา

ดร.ศรัณย์ กล่าวสรุปว่า การศึกษาโบราณดาราศาสตร์ คือ ฮวงจุ้ยแบบอินเดีย มีคัมภีร์มากมาย เช่น วัสดุศาสตรา การวางทิศให้เหมาะสม ดังนั้นโบราณสถานในประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากอินเดีย จะวางทิศสัมพันธ์กับฤกษ์ หรือ ความเชื่ออะไร เช่น วิสาขะ ฤกษ์ที่สำคัญนิกายเถรวาท โบราณสถานจะวางทิศให้เกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวฤกษ์วิสาขะ

ทิศที่เป็นมงคล ตามความเข้าใจคือทิศตะวันออก แต่ในความเป็นจริง หากดูภาพถ่ายดาวเทียม จะพบว่าจะวางผังเมืองไม่เหมือนกัน เช่น ทำไมวัดพระธาตุดอยสุเทพ จึงหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงขึ้นไปทางทิศเหนือ 30 องศา หรือ ปราสาทพนมรุ้งไม่ได้วางแกนหลักเป็นทิศตะวันออก โบราณสถานเฉียงไปในทิศต่างๆ

การวางทิศศาสนสถานไม่ได้เกิดจากความคาดเคลื่อนแต่เกิดจากความจงใจ มองความสำคัญวัตถุประสงค์การสร้างศาสนสถานให้เข้ากับความเชื่อ ดวงดาว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันจะส่งผลในแง่ความดี หรือ ไม่ดีอย่างไร

การศึกษาโบราณดาราศาสตร์ในประเทศไทยปัจจุบัน

ปราสาทพนมรุ้ง ทำไม? ดวงอาทิตย์ตรงกับ 15 ช่องประตู

"ปราสาทพนมรุ้ง" การศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเดือนเมษายน การขึ้นดวงอาทิตย์ตรงกับ 15 ช่องประตูเป็นเรื่องมหัศจรรย์? ดร.ศรัณย์ กล่าวว่า คณะวิจัยฯค้นพบ คือ การวางทิศของปราสาทพนมรุ้ง ที่เฉียงไปทางเหนือเล็กน้อย สอดคล้องกับฤกษ์เถลิงศก แบบขึ้นปีใหม่อินเดีย ทิศกลุ่มดาวย้ายไปราศีเมษ คนในอดีตการสังเกตกลุ่มดาวราศีเมษ ทำไม่ได้เนื่องจากดวงอาทิตย์สว่างมาก คนโบราณจึงสังเกตจากการตกของ "ดาวสไปกา" หรือ "ดาวจิตราฤกษ์" จะตกลับขอบฟ้าพร้อมกับดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก

"ปราสาทพนมรุ้ง" ความอัศจรรย์ คือ การวางทิศให้ตรงกับการตกของดาวสไปกาผ่าน 15 ช่องประตูก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น เป็นสิ่งสามารถคำนวนย้อนกลับทางโบราณดาราศาสตร์ เมื่อกำหนดทิศทางแกนหลักของปราสาทพนมรุ้งเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

ภาพจำลอง : ปราสาทหินพนมรุ้ง ศาสนสถานฮินดู สมัยพุทธศตวรรษที่ 14 มีสถาปัตยกรรมเชื่อมโยงกับโบราณดาราศาสตร์ ปรากฎหการณ์ดวงอาทิตย์ส่องลอดช่อง 15 ช่องประตูเกิดจากการคำนวณทิศโดยใช้ดาวสไปกา(ดาวรวงข้าว) อ้างอิงฤกษ์จิตรา เพื่อให้สอดรับกับประเพณี “วันเถลิงศก” หรือวันขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์

"พระมหาธาตุนครศรีธรรมราช" ทำไมตั้งตรงนั้น? มีคำกล่าวพระธาตุไร้เงา

พระมหาธาตุนครศรีธรรมราช ดร.ศรัณย์ ระบุว่า การวางทิศสัมพันธ์กับวันขึ้นปีใหม่ของอินเดีย การเถลิงศก หรือการวางทิศในอดีต จะเป็นวันเดียวกับวันพระธาตุไม่มีเงาตอนเที่ยงวัน หรือวันพระอาทิตย์ตั้งฉากเหนือพระธาตุ ซึ่งทีมวิจัยฯค้นพบในปี 2568 เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความตั้งใจของผู้สร้างในการวางตำแหน่ง หรือวางทิศ

ส่วน อรพิน กล่าวถึงการศึกษาโบราณดาราศาสตร์ในประเทศไทย ได้เริ่มศึกษาที่ จ.เชียงใหม่ เมืองหลวงอาณาจักรล้านนา เช่น ผังเมือง ผังวัดสำคัญ เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ วัดเจ็ดยอดฯ วัดเจดีย์หลวงฯ

เมื่อได้องค์ความรู้ในเมืองเชียงใหม่ได้เริ่มขยายไป จ.ลำพูน ศึกษาวัดพระธาตุหริภุณชัย หรือ จ.ลำปาง ศึกษาวัดพระเเก้วดอนเต้า วัดพระธาตุลำปางหลวง จ.เชียงราย วัดพระธาตุดอยตุง และ จ.พะเยา วัดศรีโคมคำ วัดพระธาตุจอมทอง

ส่วน จ.สุโขทัย ศึกษาวัดสำคัญในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา และศึกษาวัดสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น วัดอรุณฯ วัดพระเชตุพนฯ วัดสระเกษฯ และวัดสุทัศน์ฯ ภาคใต้ เช่น พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช

นอกจากนี้ยังศึกษาศาสนสถานในศาสนาอื่น เช่น กลุ่มปราสาทหินในประเทศไทย เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมวัน

ภาพจำลอง : ปราสาทหินพิมาย ศาสนสถานในศาสนาพุทธ สร้างช่วง พ.ศ. 1550-1700 แกนหลักปราสาทไม่ได้หันไปหาเมืองพระนครตามที่เคยเข้าใจ แต่หันไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มุม 69.5 องศา เพื่อรองรับกับการขึ้นของดาวลูกไก่ สัมพันธ์กับทิศทางของพระอัคนี(เทพแห่งไฟ) และเทศกาลเฉลิมฉลองด้วยไฟในวันปีใหม่ตามจันทรคติ (คล้ายประเพณีลอยกระทง)

ความเชื่อทางด้านศาสนาที่แตกต่างกัน รูปแบบของศาสนสถาน ที่น่าสนใจที่ซ่อนอยู่ คือการวางผังศาสนสถาน ล้วนเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ดาวแต่ละดวงเชื่อมโยงกับเทพเจ้า พิธีกรรมทางศาสนา

อรพิน ยกตัวอย่างกรณีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ การวางทิศดวงดาวจะต้องเป็นดาวอ้างอิงฤกษ์วิสาขะเท่านั้น ถ้าไม่ใช่พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันต์องค์อื่นจะวางทิศกับดาวดวงแก้ว ซึ่งผลกระทบจากจุดวิษุวัต (จุดตัดบนทรงกลมท้องฟ้า)

แกนโลกส่ายทำให้การดูตำแหน่งดาวปัจจุบัน ย้อนกลับไปปีแกนทิศ จะทำให้ทราบปีที่วางผังสร้าง ซึ่งเป็นประโยชน์ดวงดาวสามารถไขอายุโบราณสถานได้ นอกจากนั้นดวงดาว ยังเชื่อมโยงกับเทพเจ้า ฤกษ์แต่ละฤกษ์จะมีดาวอ้างอิงจะมีเทพเจ้าประจำฤกษ์ การวางทิศกับเทพเจ้าใดๆก็ตามจะมีพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าองค์นั้น

อรพิน กล่าวว่า การค้นพบสำคัญแต่ละท้องที่ หากวางทิศเป็นศาสนสถานนิกายเดียวกัน จะวางทิศกับดวงดาวเดียวกัน เช่น พุทธศาสนานิกายใดวางทิศกับนิกายมหาวิหาร ศูนย์กลางเมืองอนราชปุระ ศรีลังกา จะวางศาสนสถานกับดาวรวงข้าว เมื่อดวงอาทิตย์ตกขอบฟ้า จะสื่อถึงวันเถลิงศกสงกรานต์ตามปฏิทินสุริยคติ ในประเทศไทยพบ เช่น พระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราช วัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย วัดป่าแดงหลวง จ.เชียงใหม่

กรณีวางทิศนิกายอภัยคีรีวิหาร ต้นแบบของนิกายมหายาน หรือวัชรยานปัจจุบัน ศาสนสถานทุกที่จะวางทิศกับดาวไถ หรือดาวเข็มขัดนายพราน ดังนั้นการออกแบบ หรือวางทิศไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามทางสถาปัตยกรรม แต่เป็นการส่งต่อคติความเชื่ออัตลักษณ์ของนิกายที่ฝากไว้ในแผ่นดิน

ความสำคัญโบราณดาราศาสตร์ต่อสังคมไทย?

ดร.ศรัณย์ กล่าวว่า โบราณดาราศาสตร์ มีความสำคัญต่อสังคมไทย สิ่งแรกคือทำให้ทราบถึงภูมิปัญญาของบรรพชน เรื่องของอำนาจละมุน (Soft power) เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าถึงความเป็นมา ที่มาของโบราณสถาน ทำให้คนสนใจงานด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์มากขึ้น รวมถึงความสนใจภูมิปัญญาที่ซ่อนอยู่ในแต่ละชุมชนที่รอการค้นพบ และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วย

การศึกษาโบราณดาราศาสตร์ในอนาคต ? สดร.ได้การขยายการศึกษาไปต่างประเทศ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ศึกษาประเทศต้นตำรับภูมิปัญญา ความเชื่อ สิ่งที่คนโบราณนำมาใช้กำหนดทิศทาง รูปแบบศาสนสถานในสมัยโบราณ ซึ่งทางศาสนาพราหมณ์การกำหนดเรื่องเหล่านี้มีความสำคัญมาก ในประเทศไทยความรู้เหล่านี้ขาดช่วงตอนเสียกรุงครั้งที่ 2

การจำลองแผนผังศาสนสถานสำคัญในประเทศไทย สัมพันธ์กับดวงดาว ผ่านการจัดแสดงที่เข้าใจง่ายและเน้นมีส่วนร่วมเรียนรู้ด้วยตัวเองและผ่านวิดีทัศน์

โบราณดาราศาสตร์ คือ การศึกษาวิจัย มีส่วนทำให้เข้าใจภูมิปัญญาของบรรพชนในไทยและภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ดาราศาสตร์เป็นเครื่องมือที่สำคัญให้ย้อนเวลาเข้าใจบรรพชนคิดอย่างไร ในองค์ความรู้ต่างๆ

ด้าน อรพิน กล่าวว่า หลังจากทำงานมา 10 กว่าปี เริ่มมีมัคคุเทศก์ จัดทริปการท่องเที่ยวโบราณดาราศาสตร์หลายแห่ง การศึกษาด้านโบราณดาราศาสตร์ได้เปิดมิติใหม่การท่องเที่ยว สามารถท่องเที่ยวตอนกลางคืนเชื่อมโยงทางดาราศาสตร์ ตำแหน่งดาว พิธีกรรมและประเพณี นอกจากนี้ดวงดาว ยังบ่งบอกสิ่งก่อสร้างเพื่อพิธีกรรมใด เพื่ออะไร ประตูทางทิศเหนือ ทำไมเชื่อมโยงทางทิศนี้ เชื่อมโยงเทพเจ้าองค์ไหน และทำไมจึงมีพิธีกรรมแบบนี้

เรื่องราวและความรู้ทางโบราณดาราศาสตร์ ทำให้คนได้รับฟังการวางผังศาสนสถานของไทย ไม่ได้มีแค่ความสวยงามภายนอก แต่คือองค์ความรู้มหาศาลที่ซ่อนอยู่ เช่น ทางคณิตศาสตร์ ระบบปฏิทิน ภูมิปัญญาด้านดาราศาสตร์ ไม่ได้น้อยหน้าชาติใดในโลก

รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

อ่านข่าว :

ครม.ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ 3 จังหวัดชายแดนใต้ อีก 3 เดือน ถึง 19 ม.ค.70

เช็กสัญญาณ "สงครามใหญ่" โลกเดือด-น้ำมันแพง "ความเสี่ยงการเงิน กระทบไทยแค่ไหน"

สสส.แจงปมเงินลงทุน ย้ำบริหารเงินสำรองไม่ใช่เพื่อหากำไร

จี้แก้คอขวด Air Cargo สุวรรณภูมิ หอการค้าฯ หวั่นกระทบส่งออก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

เก็บ“ค่าเหยียบแผ่นดิน” 450 บาทนักเที่ยวต่างชาติ คาดเริ่มไตรมาส1ปีหน้า

37 นาทีที่แล้ว

สบส.ลงสอบ "เนอร์สซิ่งโฮม" ท่าม่วง พบตกเกณฑ์หลายด้าน

53 นาทีที่แล้ว

"พิพัฒน์" ถกแก้น้ำท่วมใต้ ลั่น ทำเต็มที่ รับไม่มีใครเอาชนะธรรมชาติได้

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เริ่ม 6 โมงเย็นวันนี้ เปิดทดลองมอเตอร์เวย์ M6 ช่วงบางปะอิน–หินกอง

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ภูมิภาค อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...