กพฉ.สั่งปรับหน่วยปฏิบัติการแพทย์ 2 ราย ฝ่าฝืนกฎหมาย
วันนี้ (28 ม.ค.2569) คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (กพฉ.) เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด มีมติเอกฉันท์สั่งปรับทางปกครองหน่วยปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน 2 แห่ง หลังตรวจพบการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ทั้งการออกปฏิบัติการโดยไม่ได้รับคำสั่ง การปฏิบัตินอกเขตพื้นที่ และการไม่ประเมินคัดแยก การไม่รายงานหน่วยปฏิบัติการอำนวยการ ทั้งนำส่งผู้ป่วยตาม “สิทธิการรักษา” อันเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ไกลออกไป แทนโรงพยาบาลที่ใกล้อันเป็นไปตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์บริเวณถนนพระราม 9 โดยพบว่า หน่วยปฏิบัติการดังกล่าวออกปฏิบัติการฉุกเฉินโดยไม่รายงานหน่วยปฏิบัติการอำนวยการเพื่อขอรับการอำนวยการหรือคำสั่งการแพทย์ ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
นอกจากนั้น ยังไม่ดำเนินการประเมินและคัดแยกระดับความฉุกเฉินของผู้ป่วยให้ถูกต้องตามมาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉิน และที่สำคัญคือ นำประเด็นสิทธิการรักษาและการขึ้นทะเบียนสถานพยาบาลมาเป็นเหตุในการตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลเพื่อนำส่งผู้ป่วย ทำให้ต้องนำส่งโรงพยาบาลที่อยู่ไกลจากจุดเกิดเหตุ แทนที่จะพิจารณาจากโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้อันเป็นไปตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ของผู้ป่วยฉุกเฉิน ส่งผลให้ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออันตรายร้ายแรงถึงชีวิต
กพฉ. เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจฝ่าฝืน มาตรา 29 (1) แห่งพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 อย่างร้ายแรง และกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จึงมีมติสั่งปรับทางปกครอง ตามมาตรา 37 ในอัตราสูงสุด 100,000 บาท
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้พิจารณาอีกกรณีหนึ่ง เป็นหน่วยปฏิบัติการแพทย์ระดับพื้นฐานใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ออกปฏิบัติการฉุกเฉินใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย และไม่ได้รับคำสั่งหรือการอำนวยการทางการแพทย์ การกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดความสับสนและอุปสรรคต่อการทำงานของหน่วยปฏิบัติการที่ได้รับมอบหมายโดยชอบด้วยกฎหมาย
แม้กรณีนี้จะไม่พบความเสียหายต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน แต่ กพฉ. ระบุว่า หน่วยปฏิบัติการแพทย์จะต้องปฏิบัติการฉุกเฉินโดยเป็นไปตามการอำนวยการหรือคำสั่งทางการแพทย์เท่านั้น ดังนั้น การปฏิบัติงานนอกระบบสั่งการถือเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย และกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉินโดยรวม การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจฝ่าฝืนมาตรา 29 (1) แห่งพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 เช่นเดียวกัน กพฉ. จึงมีมติสั่งปรับทางปกครอง ตามมาตรา 37 เป็นเงิน 40,000 บาท
กพฉ. ย้ำว่า การแพทย์ฉุกเฉินเป็นเรื่องของ “เวลาและชีวิต” ในการช่วยผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤตฉุกเฉินภายใต้มาตรฐานการปฏิบัติงานที่คำนึงถึงความรวดเร็วในการนำส่งผู้ป่วยเพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันทวงที หน่วยปฏิบัติการทุกระดับต้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ หลักเกณฑ์ เงื่อนไขและมาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด ยึดความความจำเป็นและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
การลงโทษหน่วยปฏิบัติการทั้ง 2 แห่งในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า รัฐจะบังคับใช้กฎหมายการแพทย์ฉุกเฉินอย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และสร้างมาตรฐานเดียวกันให้กับระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศ
อ่านข่าว :
ประเมินผลกระทบขัดแย้งไทย-กัมพูชา 6 เดือน สูญ 80,000 ล้านบาท
ไทยพบ Hotspot 501 จุด มากสุดนครนายก ส่วนใหญ่นาข้าว
ไม่เลือกเราเขามาแน่ แล้วก็มา "กาเชิงยุทธศาสตร์"