โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กรุงเทพฯ ไร้เจ้าภาพดูแลผู้ป่วยระยะท้าย “คนจนเมือง” เสี่ยงหลุดจากสิทธิ “ตายดี”

Thai PBS

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

กลุ่ม Peaceful Death เสนอรัฐออกแบบระบบเชื่อม Nursing Home พร้อมแรงจูงใจที่เป็นธรรม มอง “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” แต่ระบบยังตั้งรับไม่ทัน ชี้ ต้องลงทุนดูแลก่อนติดเตียง-คุยวาระสุดท้ายตั้งแต่ยังตัดสินใจได้

แม้แนวคิดเรื่องการดูแลแบบประคับประคองและการวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) จะเริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้น แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้กระทั่งว่าตนเองมีสิทธิ์เข้าถึงบริการเหล่านี้

“อย่าว่าแต่การตายดีเลย แค่จะเข้าสู่กระบวนการดูแลประคับประคอง หลายคนก็ยังไม่ทราบว่ามีสิทธิ์แบบนี้อยู่” วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา และประธานกลุ่ม Peaceful Death ให้สัมภาษณ์ The Active เพื่อฉายภาพความเปราะบางของระบบดูแลผู้สูงอายุใน “กรุงเทพมหานคร” ว่าเมืองหลวงยังขาด “เจ้าภาพ” ที่ชัดเจนในการรับผิดชอบกลุ่มผู้มีภาวะพึ่งพิงและผู้ป่วยระยะท้าย ส่งผลให้การเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองยังคงขึ้นอยู่กับเครือข่ายและทรัพยากรส่วนบุคคล

“วันนี้มันเป็นการดิ้นรนเอาตัวรอด ใครรู้จักโรงพยาบาลไหน มีคอนเน็กชันกับใคร ก็ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่คนจนเมืองหรือคนที่อยู่ลำพังจะลำบากมาก เพราะขาดทั้งทรัพยากรและโอกาส”

สิ่งที่กรุงเทพฯ ขาดไปไม่ใช่เพียงบริการ แต่คือ “สภาพแวดล้อมทางสังคม” ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ทั้งในช่วงที่ยังแข็งแรง และเมื่อเข้าสู่ระยะพึ่งพิง รวมถึงระบบสนับสนุนที่เปิดให้ผู้ดูแลสามารถลางานหรือได้รับสวัสดิการเพียงพอสำหรับการดูแลคนในครอบครัวระยะยาว

วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา และประธานกลุ่ม Peaceful Death

เมืองใหญ่ ไม่ใช่ชุมชนจัดตั้ง

บริบทของกรุงเทพฯ แตกต่างจากต่างจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่มีโครงสร้างชุมชนจัดตั้งที่เข้มแข็งทั่วถึง การเข้าดูแลผู้ป่วยในบ้านจึงเผชิญทั้งข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความหวาดระแวงของคนเมือง

“ในเมืองมีคนหลากหลาย บางครั้งก็เกิดความไม่ไว้วางใจ ใครจะเข้ามาในบ้านเรา เขาจะมาทำอะไร การออกแบบระบบต้องตอบคำถามว่า ใครจะคัดกรอง ใครจะเชื่อมต่อการดูแล และถ้าอาสาสมัครดูแลเกินศักยภาพ จะส่งต่อไปที่ไหน”

ประเด็นเหล่านี้ถูกพูดถึงมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ถูกผลักดันให้เป็นระบบที่จับต้องได้

Nursing Home ต้องเชื่อมกับโรงพยาบาล

สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังหรือไม่มีญาติดูแล Nursing Home คือทางเลือกที่ขาดไม่ได้ แต่การจะให้รองรับผู้ป่วยระยะท้ายได้จริง ต้องมีระบบสนับสนุนทางการแพทย์จากโรงพยาบาลควบคู่ไปด้วย ทั้งการให้คำปรึกษา การจัดการอาการปวด และการเข้าถึงยาเฉพาะทาง

“ถ้าไม่มีระบบโรงพยาบาลที่เชื่อมต่อ Nursing Home ก็จะกังวลว่า หากมีผู้เสียชีวิตในสถานที่แล้วจะจัดการอย่างไร กรณีผู้ป่วยปวดมาก ต้องมียาที่เหมาะสม ต้องมีหน่วยบริการที่ทำงานคู่กัน”

เรื่องนี้ไม่อาจแก้ได้โดยสถานพยาบาลเพียงลำพัง แต่ต้องกลายเป็นนโยบายระดับเมืองและระดับประเทศที่หลายหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อน

สปสช. จ่าย 10,442 บาทต่อคนต่อปี ไม่จูงใจใครเข้าร่วม

หนึ่งในอุปสรรคที่เป็นรูปธรรมที่สุด คืองบประมาณสนับสนุนการดูแลระยะยาวที่อยู่ในระดับราว 10,442 บาทต่อคนต่อปี จาก สปสช. ผ่านหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียน มาตรา 3 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่ง วรรณา ชี้ตรง ๆ ว่า “ถามว่าจะมี Nursing Home ที่ไหนเข้าร่วม ถ้าดูแลคนระยะยาวแล้วได้งบปีละ 10,442 บาท มันไม่คุ้มต้นทุน”

หากรัฐต้องการให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมรองรับกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ ต้องมีแรงจูงใจที่เหมาะสม อาจเป็นในรูปแบบร่วมจ่าย (co-payment) สำหรับผู้ที่มีกำลังจ่าย โดยรัฐสนับสนุนส่วนหนึ่ง เพื่อให้ระบบเดินได้โดยไม่ผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบกรับเพียงลำพัง

เมื่อประเมินภาพนโยบาย ประธานกลุ่ม Peaceful Death สังเกตว่าหลายพรรคการเมือง ทั้งเพื่อไทย ภูมิใจไทย และประชาชน ต่างเคยพูดถึงการดูแลผู้สูงอายุและการตายอย่างมีศักดิ์ศรี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าวาทกรรมบนเวทีหาเสียง คือ“แนวทางปฏิบัติ” ที่ทำให้เกิดผลจริงในชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ยังไม่มีเจ้าภาพชัดเจน

สูงวัยระดับสุดยอด แต่ระบบยังตั้งรับไม่ทัน

ไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” แล้ว แต่ระบบรองรับการดูแลระยะยาวยังตามไม่ทัน โดยเฉพาะการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในช่วงก่อนที่ผู้สูงอายุจะเข้าสู่ภาวะติดเตียง ซึ่งเป็นหน้าต่างสำคัญของการชะลอความเสื่อม

“ผู้สูงอายุที่ยังออกจากบ้านได้ ควรมีพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย ระบบขนส่งที่เอื้อต่อการเดินทาง และกิจกรรมทางกายที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส สิ่งเหล่านี้ช่วยชะลอความเสื่อมและทำให้เขาปรับตัวอยู่ในสังคมได้ดีขึ้น”

ยกตัวอย่าง “ภาวะสมองเสื่อม”

วรรณา บอกว่า “ภาวะสมองเสื่อม” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกสามารถชะลอและบริหารจัดการได้ แต่ปัจจุบันสังคมยังขาดทั้งการคัดกรองและการเตรียมความพร้อมในระยะเริ่มต้น

เมื่อผู้ป่วยสมองเสื่อมเข้าสู่ระยะท้าย จะสูญเสียความสามารถในการสื่อสารและตัดสินใจ หากไม่มีการพูดคุยล่วงหน้าเรื่องความต้องการในการรักษา ครอบครัวจะต้องแบกรับการตัดสินใจในสถานการณ์กดดัน

“วันหนึ่งเมื่อผู้ป่วยกลืนไม่ได้ เราจะใส่สายให้อาหารหรือไม่ จะปั๊มหัวใจหรือไม่ จะยื้อชีวิตต่อหรือไม่ คำถามเหล่านี้หนักมากสำหรับลูกหลาน หากไม่เคยได้ยินความต้องการของผู้ป่วยมาก่อน”

ไม่เฉพาะผู้ป่วยสมองเสื่อม วรรณา เน้นว่าผู้สูงอายุทุกคนควรวางแผนดูแลล่วงหน้า เพราะโรคเรื้อรังหรือปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อาจทำให้อาการทรุดลงได้อย่างไม่คาดคิด การเตรียมการไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดทั้งความทรมานของผู้ป่วยและความรู้สึกผิดของผู้ดูแล

ขาดคน ขาดอุปกรณ์ ขาดแรงจูงใจ

แม้บางจังหวัดจะมีโครงสร้างดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแล้ว แต่ยังขาดแคลนทั้งจำนวนผู้ดูแล (Caregiver) และแรงจูงใจด้านค่าตอบแทน ทำให้งานที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจนี้ไม่ดึงดูดแรงงานรุ่นใหม่

“หลายพื้นที่มีสถานที่รองรับ แต่ไม่มีคนทำงาน ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีระบบสนับสนุน ก็ไม่สามารถเป็นสถานชีวาภิบาลได้จริง”

เป้าหมายที่แท้จริงควรเป็นการสนับสนุนให้ผู้ป่วยอยู่บ้านได้นานที่สุด ด้วยระบบครบวงจรที่มีทั้งอุปกรณ์ รถรับส่ง การติดตามอาการ และทีมดูแลในชุมชน ซึ่งจะช่วยลดภาระโรงพยาบาลไปพร้อมกับยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

เสนอ “Health Connector” แทนการเพิ่มภาระพยาบาล

ต่อแนวคิด “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา” ประธานกลุ่ม Peaceful Death มองว่าในภาวะที่บุคลากรพยาบาลขาดแคลนอยู่แล้ว การเพิ่มภาระหน้าที่ไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน

เธอเสนอให้ยกระดับ Caregiver หรือบุคลากรในชุมชนให้ทำหน้าที่ “Health Connector” ผู้เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และโรงพยาบาล โดยต้องได้รับการอบรมอย่างเหมาะสมและมีค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

“คนกลุ่มนี้ควรรู้ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนว่า มีผู้ป่วยติดเตียงกี่ราย ผู้ป่วยระยะสุดท้ายกี่ราย ต้องจัดการดูแลอย่างไร และประสานงานกับโรงพยาบาลอย่างไร”

ในระยะยาว เธอมองว่าระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนมีศักยภาพพัฒนาไปสู่ “เศรษฐกิจการดูแล” (care economy) ที่มีการฝึกอบรม ยกระดับทักษะ และสวัสดิการที่ชัดเจน เพื่อให้การดูแลกลายเป็นอาชีพที่มีคุณค่าและยั่งยืนอย่างแท้จริง

ถ้าไม่เริ่มวันนี้ ช่องว่างจะยิ่งกว้างขึ้น

วรรณา บอกว่าหากปล่อยให้ระบบเป็นเช่นนี้ต่อไป ความเหลื่อมล้ำจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คนมีฐานะอาจเข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพได้ แต่คนหาเช้ากินค่ำ แรงงานนอกระบบ และคนไร้บ้าน อาจเข้าไม่ถึงแม้แต่การดูแลสุขภาพพื้นฐาน

“มันจะกลายเป็นการยื้อชีวิตโดยไม่ตั้งใจ ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง ทั้งที่เจ้าตัวอาจไม่ได้ปรารถนาเช่นนั้น เพราะไม่เคยมีโอกาสวางแผนล่วงหน้า”

วรรณา กล่าวว่า หลักการง่าย ๆ ที่ควรเป็นรากฐานของระบบสุขภาพไทยคือ “คนไทยควรมีสิทธิ์เข้าถึงการตายดีอย่างเท่าเทียม ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มีเงินก็ตาม”

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ขบวนประชาชน จับตาตั้งรัฐบาลใหม่ หวั่น ‘อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว’ บวก ‘ทุนผูกขาด’ กระทบสิทธิประชาชน

25 นาทีที่แล้ว

ใบหน้าปลอมสร้างโดย AI ใครชอบใช้ระวังเข้าทางมิจฉาชีพ

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จับตาตั้งรัฐบาลใหม่ ชี้ข้อกังวล อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ทุนผูกขาด กระทบสิทธิ (6 มี.ค. 69) I ตรงประเด็น

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หนี้ท่วมหัว ท่วมซ้ำซากยาวนานขึ้น เหตุชาวบ้านบางบาลถวายฎีกา (6 มี.ค. 69) I ตรงประเด็น

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...