โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ขบวนประชาชน จับตาตั้งรัฐบาลใหม่ หวั่น ‘อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว’ บวก ‘ทุนผูกขาด’ กระทบสิทธิประชาชน

Thai PBS

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

สะท้อนสถานการณ์ประเทศไทย เผชิญอำนาจรัฐรวมศูนย์ การขยายตัวของทุนใหญ่ จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน กระทบสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ย้ำ สิทธิการพัฒนา ต้องไม่ถูกกำหนดจากรัฐ-ทุน ขณะเดียวกัน กฎหมายต้องเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่ควบคุม จนทำให้เสียงประชาชนเงียบลง

วันนี้ ( 6 มี.ค. 69) ในเวที ขบวนประชาชน x ประเทศไทย บนทางแยกสิทธิมนุษยชน ภายใต้อนุรักษ์นิยมสุดขั้วและทุนสุดทาง จัดโดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และขบวนประชาชนทั่วประเทศ อาทิ ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แห่งประเทศไทย, สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.), ขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (PDMT), ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move, เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่, เครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปาตานี, คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน), เครือข่าย 304 กินได้, สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.), คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน-กป.อพช., มูลนิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม, โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมจับตาการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมแถลงการณ์ข้อเท็จจริงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากขบวนประชาชนทั่วประเทศ

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ระบุว่า ค่อนข้างกังวลต่อการเดินหน้าจะจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะออกในแนวที่ไม่มี หรือไม่ เหลือพรรคใดเลยที่จะไม่เป็นพรรคอนุรักษ์นิยม ขบวนประชาชนจึงได้รีบประสานกันอย่างเร่งด่วน เพื่อตั้งหลัก จัดทัพรับมือการจัดตั้งรัฐบาลอนุรักษ์นิยมสุดขั้วแต่เนิ่น ๆ เพราะกังวลกับการบริหารราชการแผ่นดินน่าจะมีอะไรซ่อนเร้นเต็มไปหมด

“ยังมีการโกหก อ้างความจำเป็นส่งน้ำมันให้กับลาว เพื่อแลกกับไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานน้ำ ทั้งที่ความเป็นจริง เป็นเรื่องสัญญารับซื้อไฟฟ้าของเอกชนกับรัฐบาลลาว ที่โชว์ตัวเลขกันเป็นพันล้าน คำถามคือมันไปเกี่ยวอะไรกับการที่จะต้องส่งน้ำมันไปที่ลาว อันนี้คือความผิดเพี้ยนจากรัฐบาลอนุรักษ์นิยม ที่กำลังสร้างความเข้าใจผิด”

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

นอกจากความกังวลในการเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมของธนาคารโลก (World Bank) และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ช่วงปลายปีนี้ เป็นสิ่งที่ต้องจับตาและวางแผนเพื่อสะท้อนปัญหา เพราะมองว่า องค์กรดังกล่าวอยู่ในคราบประชาธิปไตย แต่กลับไม่เคยสนใจว่าประเทศต่าง ๆ ที่กำลังกู้เงินเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ขอแค่ให้ประเทศเหล่านี้กู้เงินก็พอ ทั้งนี้จะมีการเตรียมนำเสนอแผนพัฒนาประเทศไทยระยะยาว โดยเน้นหนักในส่วนของอุตสาหกรรม 5 ด้าน ทั้งเรื่องคาร์บอนเครดิต อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ที่ต้องนำเสนอแผนประเทศไทยระยะยาว ก็เพื่อที่จะให้ประเทศไทยไปกู้เงินเอามาพัฒนาตามแผนนั้น และนโยบายพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่หาเสียงมาว่าจะส่งเสริมคุณภาพชีวิตพี่น้องอย่างไร จะมีสวัสดิการอย่างไร จะติดขัดกับแผนพัฒนาระยะยาวของธนาคารโลก และ IMF หรือไม่ ซึ่งก็อาจจะถูกตัดทิ้งหรือถูกลดทอนไป

“เลยงงว่าตกลงที่เราไปเลือกตั้งมา อำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชน แต่มันมีองค์กรโลกที่ควบคุมเราอีกทีนึง นี่จึงเป็นเหตุผลของการรวมตัวกันเพื่อตั้งหลักระยะยาว วางแผนรับมือพรรคอนุรักษ์นิยมระยะยาว ภายใต้ที่เรากำลังมองโจทย์ระยะยาวที่ว่า กป.อพช. และขบวนประชาชนของเราจะอยู่ตรงไหน และควรก้าวไปอย่างไรบนเส้นทางเดินสู่ 100 ปีอภิวัฒน์ 2475 ถึง 2575 ซึ่งก็อีกไม่กี่ปี”

“เราอาจจะปลาบปลื้มดีใจกับประชามติเห็นชอบที่ถล่มทลายเกือบ 22,000,000 เสียง รู้สึกดีใจมากแต่กลับกลายว่าเรากำลังสุขเศร้าเสียใจกับการจัดตั้งรัฐบาลในนามพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งกำลังขโมยชัยชนะของเราไป เรากำลังจะตั้งหลักระยะยาว เพื่อจะกอบกู้และทวงคืนชัยชนะของเราคืนมา อันนี้เป็นเหตุผลสำคัญ และพอหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย ก็คงจะต้องมีการวางแผนเตรียมการรับมือกับการจัดเวทีขององค์กรโลกบาลต่าง ๆ”

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

ลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)

กป.อพช. และขบวนประชาชน ยังได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ สะท้อนสถานการณ์ร่วมว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการรวมศูนย์อำนาจรัฐ การขยายตัวอย่างสุดทางของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ และการหวนกลับของความคิด และการปกครองแบบอนุรักษ์นิยมที่กำลังผสานตัวเข้ากับกลไกรัฐ พร้อมกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อ สิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

จากเสียงสะท้อนของชุมชนและขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาค เวทีจึงได้สรุป ประเด็นเร่งด่วนและแนวรบสำคัญของการต่อสู้ของประชาชน เพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ ดังต่อไปนี้

1. เรียกร้องความโปร่งใสต่อกระบวนการเลือกตั้ง และจับตาการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งกำลังจะกำหนดทิศทางนโยบายที่ส่งผลโดยตรงต่อสิทธิของประชาชน

เครือข่ายขบวนประชาชนแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย และต่อความหมายที่แท้จริงของเสียงประชาชน

ภาคประชาชนจากทั่วประเทศกำลังจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิด เพราะรัฐบาลที่กำลังก่อร่างอยู่นี้ ไม่ใช่เพียงการจัดสรรเก้าอี้ทางการเมือง หากแต่เป็นการรวมศูนย์อำนาจระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดกับกลไกรัฐแบบอนุรักษ์นิยม ที่กำลังผสานตัวกันอย่างแนบแน่น ภายใต้ถ้อยคำที่ดูสวยงามอย่าง “เสถียรภาพ” และ “การพัฒนา” แต่ในความเป็นจริง ประชาชนคนธรรมดาคือผู้ที่ต้องจ่ายราคาให้กับการจัดระเบียบอำนาจครั้งนี้ ราคาทางการเมือง ราคาของสิทธิ และราคาของเสรีภาพ

เครือข่ายจึงแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าการกำหนดนโยบายของรัฐภายใต้โครงสร้างอำนาจเช่นนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิชุมชนและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศ หลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

2. เตือนภัย “ทุนผูกขาด–ทุนจีน–ทุนสีเทา” ที่เร่งโครงการพัฒนาและผลักภาระให้ชุมชน

เสียงสะท้อนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศบ่งชี้ตรงกันว่า โครงการพัฒนาอุตสาหกรรม เหมืองแร่ พลังงาน และเขตเศรษฐกิจพิเศษกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภายใต้การเชื่อมโยงของ ทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ทุนต่างชาติ และทุนสีเทา ซึ่งกำลังผสานตัวกับกลไกรัฐเพื่อเร่งผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยที่ต้นทุนของ “การพัฒนา” เหล่านั้นกลับถูกผลักไปให้ชุมชนต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียที่ดิน การทำลายสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพ และการสั่นคลอนของวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนในพื้นที่ จนก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาคของประเทศ

ตัวอย่างสถานการณ์จากพื้นที่ที่ถูกสะท้อนจากเวที ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ชุมชนกำลังเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิลที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เหมืองหินในจังหวัดชัยภูมิ และเหมืองโปแตซในด่านขุนทด ซึ่งกำลังสร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรในพื้นที่

โครงการกังหันลมในป่าภูยูง จังหวัดมุกดาหาร ที่กระทบต่อแหล่งอาหาร ระบบนิเวศ และต้นน้ำของชุมชน โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของผู้คนทั้งภูมิภาค การต่อสู้ของชุมชนในการปกป้องสายน้ำแหล่งชีวิตจากผลกระทบของโครงการพัฒนา เช่น กรณีเขื่อนปากมูลและสายน้ำปาตานี สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การพัฒนา” ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศกำลังถูกกำหนดโดยโครงสร้างอำนาจของรัฐและทุนขนาดใหญ่ มากกว่าจะเกิดจากความต้องการและการมีส่วนร่วมของประชาชน

เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจึงยืนยันอย่างชัดเจนว่า“สิทธิในการพัฒนา” ต้องเป็นสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่การพัฒนาที่ถูกกำหนดจากเบื้องบนโดยรัฐและทุน โดยที่ชุมชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงกลับไม่มีที่ยืนในกระบวนการตัดสินใจ

3. ยุติการใช้กฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพ และคุกคามนักปกป้องสิทธิฯ ผ่านกระบวนการยุติธรรม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กฎหมายจำนวนมากถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมและจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 รวมถึงการดำเนินคดีในลักษณะ การฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ต่อประชาชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่า กระบวนการยุติธรรมกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาระทางกฎหมาย ค่าใช้จ่าย และความหวาดกลัว จนการใช้สิทธิเสรีภาพกลายเป็นสิ่งที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยง

หลายกรณีทำให้ประชาชนตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบในกระบวนการยุติธรรม และต้องแบกรับภาระทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจ เพียงเพราะพวกเขาออกมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ

เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชน จึงเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตย ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพ และปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

พร้อมทั้งยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านที่ดิน ป่าไม้ ชาติพันธุ์ และสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานของความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย ได้แก่ พ.ร.บ.สิทธิชุมชน, พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน, พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า และพ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อนำไปสู่การคุ้มครองรับรองสิทธิชุมชน รวมถึงการทบทวนกฎหมายที่ดินและกฎหมายป่าไม้ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และกลายเป็นกลไกในการผลักชุมชนออกจากพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยและดูแลมาอย่างยาวนาน

เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชน ยืนยันด้วยว่า กฎหมายต้องเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่เครื่องมือในการควบคุมและทำให้ประชาชนเงียบเสียง

4. จัดตั้งกลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และรับประกันสิทธิเสรีภาพทางการเมืองตามบรรทัดฐานสากล

ในหลายกรณี ชุมชนที่ออกมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมในพื้นที่ต่าง ๆ ยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ ทั้งที่การปกป้องสิทธิและทรัพยากรเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ขณะเดียวกัน ในแทบจะทุกกรณีกลับพบว่าผู้ที่ออกมาใช้สิทธิกลับต้องเผชิญกับการคุกคาม การดำเนินคดี หรือแรงกดดันทั้งจากหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึง ช่องว่างสำคัญในระบบการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ซึ่งยังไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และเสรีภาพของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิได้อย่างแท้จริง

เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชน จึงเรียกร้องให้รัฐจัดตั้งและพัฒนากลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพ มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และสามารถเข้าถึงได้จริงสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่ ยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชน และยุติการดำเนินคดีเชิงกลั่นแกล้งต่อชุมชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรม

พร้อมกันนี้ เครือข่ายขอยืนยันหลักการสำคัญเรื่อง สิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ปาตานี/สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชาชนควรได้รับการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ได้แก่ สิทธิในการกำหนดรูปแบบการปกครองและการจัดการตนเองให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และบริบททางสังคมของพื้นที่ สิทธิในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ และการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเสรี สิทธิของคนพื้นเมือง คนดั้งเดิม และกลุ่มชาติพันธุ์ ในฐานะประชาคมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และความสัมพันธ์กับพื้นที่และทรัพยากร

นอกจากนี้ รัฐต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนในการแสวงหาทางออกต่อความขัดแย้งด้วยวิธีการทางสันติ ผ่าน กระบวนการสันติภาพ (Peace Process) ที่ตั้งอยู่บนการมีส่วนร่วมของประชาชน และสอดคล้องกับ บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน (International human rights norms)

เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนยืนยันว่า สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องรับประกันความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และต้องเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้โดยปราศจากความหวาดกลัว

5. ความขัดแย้งด้านทรัพยากรและการพัฒนาปะทุเพิ่มขึ้น ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง พร้อมมาตรการป้องกันผลกระทบก่อนเดินหน้าโครงการต่าง ๆ

หลายพื้นที่ทั่วประเทศรายงานตรงกันว่า ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีเหมืองหินที่ชัยภูมิและการใช้ระเบิดในพื้นที่เหมืองแร่โปรแตซที่ด่านขุนทด โครงการกังหันลมในพื้นที่ป่าภูยูง เขื่อนกรงปีนัง ปัญหาช้างป่าและผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงความไม่เป็นธรรมในการจัดการที่ดินและทรัพยากรที่ส่งผลต่อสวัสดิภาพและความมั่นคงในชีวิตของประชาชน สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนความจริงพื้นฐานประการหนึ่งว่า สิทธิในที่ดิน สิทธิในแม่น้ำ และสิทธิในการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี คือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

“เราต่อสู้เพื่อยืนยันว่า ที่ดินคือ รากของชีวิต และสายน้ำก็สอนเราว่า ชีวิตไม่รู้จักพรมแดน”

แม่น้ำโขง หล่อเลี้ยงผู้คนหลายล้านชีวิต แต่วันนี้เขื่อนพูงอย (Phou Ngoy) กำลังจะขวางสายน้ำ โดยยังไม่มีการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างครบถ้วน ราวกับว่าสายน้ำจะหยุดไหลตามเส้นแบ่งบนแผนที่

เราจึงต้องถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ไฟฟ้านั้นส่องสว่างให้ใคร เมื่อชุมชนริมฝั่งต้องแบกรับความเสี่ยง ขณะที่ผลประโยชน์ไหลไปสู่อุตสาหกรรมและกำไรที่ห่างไกลจากผู้คน

เราจึงเรียกร้องให้มีการจัดทำ Transboundary EIA อย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วมก่อนตัดสินใจใด ๆ เพราะ แม่น้ำโขงไม่ใช่ของรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่คือมรดกร่วมของผู้คนและทุกชีวิตที่ริมฝั่ง

โฉนดชุมชน จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางนโยบาย หากแต่เป็นการคืนอำนาจในการจัดการที่ดินและทรัพยากรให้กับประชาชนทั่วประเทศ แร่หายากไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว การขุดแร่หายากจากผืนดินของชุมชน ทิ้งไว้เบื้องหลังคือดินที่เป็นพิษ น้ำที่ดื่มไม่ได้ และอากาศที่หายใจไม่ออก แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าในเมืองใหญ่ ถูกประกอบขึ้นจากชีวิตของผู้คนที่ไม่มีชื่ออยู่ในแผนพัฒนาใด ๆ สีเขียวที่ต้องการเลือดของคนจน ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม เราปฏิเสธโครงการคาร์บอนเครดิตที่ทำให้ป่าไม้ของเรากลายเป็นสินค้า และยึดเอาที่ดินของชุมชนไป ภายใต้ข้ออ้างว่าเป็น “ทางออก” ต่อวิกฤตภูมิอากาศ เพราะการแก้ไขวิกฤตของโลก ไม่ควรถูกสร้างขึ้นบนการละเมิดสิทธิของผู้คน

และไม่มี “ทางออกสีเขียว” ใดที่ชอบธรรม หากมันถูกสร้างขึ้นบนการพรากที่ดิน ป่าไม้ และอนาคตของชุมชนไปจากมือของประชาชน ความเขียวที่ปราศจากความเป็นธรรม ก็ยังคงเป็นลัทธิล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่

6. เตรียมติดตามเวทีเศรษฐกิจโลกในไทย ประเด็น “พลังงานสะอาดที่ไม่สะอาด” และการลงทุนขนาดใหญ่ที่ละเมิดสิทธิ

การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมของ ธนาคารโลก (World Bank) และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ทำให้เครือข่าย กป.อพช. และขบวนประชาชนจากทั่วประเทศต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเวทีดังกล่าวไม่ใช่เพียงการประชุมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หากแต่เป็นพื้นที่กำหนดทิศทางนโยบายการเงิน การลงทุน และการพัฒนาที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ในกระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า

“พลังงานสะอาดที่ไม่สะอาด” เมื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานถูกขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างอำนาจเดิม ระหว่างรัฐ ทุนขนาดใหญ่และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ โดยที่ชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และทรัพยากรกลับไม่ได้มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ

โครงการพลังงานที่ถูกนำเสนอในนามของความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ กังหันลม เขื่อนโซลาร์ลอยน้ำ หรือการทำเหมืองแร่หายากเพื่ออุตสาหกรรมพลังงาน ล้วนต้องการพื้นที่ขนาดมหาศาล ซึ่งมักทับซ้อนกับที่ดินทำกินของชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม และแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน ผลลัพธ์คือสิ่งที่ถูกเรียกว่า “พลังงานสะอาด” ในเชิงคาร์บอน อาจกลับกลายเป็น พลังงานที่สกปรกในเชิงสิทธิมนุษยชน

เพราะเมื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานถูกออกแบบโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของชุมชน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการแก้ไขวิกฤตภูมิอากาศ หากแต่เป็นการย้ายภาระของวิกฤตไปสู่ผู้คนที่เปราะบางที่สุด

เราจึงย้ำถึงความจำเป็นในการจับตาการประชุม IMF และ World Bank ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม 2026 อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลไทยอาจเร่งประกาศดีลพลังงานและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจสีเขียวต่อสายตานานาชาติ ในขณะที่ความจริงคือ เม็ดเงิน “สีเขียว” จากกลไกการเงินระหว่างประเทศกำลังไหลผ่านรัฐและทุนขนาดใหญ่ มากกว่าจะถูกนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างอำนาจให้กับชุมชน

และในกระบวนการนี้ ชุมชนที่ออกมาตั้งคำถามหรือคัดค้านโครงการพัฒนา อาจถูกทำให้กลายเป็น “ปัญหา” หรือแม้กระทั่งถูกทำให้เป็น “ความอับอายทางการทูต” ในสายตาของรัฐ

เราจึงขอเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งออกใบอนุญาตโครงการขนาดใหญ่โดยข้ามขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) การใช้คดีความในลักษณะการฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ต่อผู้ปกป้องสิทธิในที่ดินและทรัพยากร การใช้กฎหมายป่าไม้หรือกฎหมายที่ดินเพื่อไล่รื้อชุมชน การเฝ้าระวัง คุกคาม หรือสร้างแรงกดดันต่อแกนนำชุมชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง เวทีโลกครั้งนี้ก็อาจกลายเป็น โอกาสสำคัญที่ขบวนประชาชนจะสื่อสารความจริงของประเทศไทยต่อสายตาของประชาคมโลก เพื่อยืนยันว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนความเป็นธรรม สิทธิมนุษยชน และการมีส่วนในการตัดสินใจร่วมของประชาชน เพราะไม่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงานใดที่จะเรียกว่า “ยั่งยืน” ได้ หากมันถูกสร้างขึ้นบนการละเมิดสิทธิของผู้คนที่อาศัยอยู่บนผืนดินนั้น

7. ยืนยันพลังประชาชน เดินหน้ารัฐธรรมนูญของประชาชน และต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ

เวทีประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ประชาชนในหลายพื้นที่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากโครงการพัฒนา การรวมศูนย์อำนาจของรัฐ และการจำกัดสิทธิเสรีภาพทางการเมือง แต่เครือข่ายประชาชนทั่วประเทศยังคงยืนหยัดอย่างเข้มแข็งในการปกป้องที่ดิน แม่น้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิชุมชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้คนทุกคนในสังคม

เครือข่าย กป.อพช. และขบวนประชาชน ยืนยันว่า พลังของประชาชนยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความเป็นธรรมในสังคม และเราจะยังคงร่วมกันติดตาม ตรวจสอบ และท้าทายนโยบายของรัฐที่กระทบต่อสิทธิของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันเรายืนยันอย่างชัดเจนว่าเจตจำนงของประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ เพราะทุกประเด็นของสิทธิ เสรีภาพ ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการจัดการทรัพยากรของประเทศ ล้วนผูกพันอยู่กับรัฐธรรมนูญ

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเดินหน้า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ผ่านกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยมี สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดกติกาสูงสุดของประเทศด้วยตนเอง

เรายืนยัน สิทธิในการพัฒนา ในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนและชุมชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง และประกาศจุดยืนร่วมกันในการต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ เราปฏิเสธความรุนแรงที่ถูกเรียกว่า ความมั่นคง เราปฏิเสธกระสุนที่ถูกเรียกว่า นโยบาย เราปฏิเสธการสูญเสียชีวิตที่ถูกเรียกว่า ความจำเป็น

ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่คร่าชีวิตผู้คนในปาตานี/สามจังหวัดชายแดนใต้ ในชายแดนไทย–กัมพูชา หรือสงครามที่จักรวรรดินิยมอย่างอเมริกาและอิสราเอลก่อขึ้นในตะวันออกกลาง ที่ซึ่งชีวิตของผู้คนในอิหร่านและที่อื่น ๆ กำลังถูกแลกด้วยผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามไม่เคยเกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับประชาชน สงครามเกิดขึ้นเพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจแทนคนที่ต้องตาย

“เรายืนยันใน สันติภาพที่เป็นธรรม ในสิทธิของทุกชีวิตที่จะดำรงอยู่โดยปราศจากความกลัว และในพลังของประชาชนที่จะลุกขึ้นปฏิเสธการละเมิดสิทธิและสงครามทุกรูปแบบ เพราะอนาคตที่เป็นธรรมจะไม่เกิดขึ้นจากอำนาจของรัฐหรือทุนเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องเกิดจากพลังของประชาชนที่ลุกขึ้นมากำหาดชะตากรรมของตนเองร่วมกัน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

โจทย์ใหญ่สังคมสูงวัย ผู้ป่วยสมองเสื่อมไทยใกล้ 1 ล้านคน เร่งเชื่อมระบบชุมชนดูแล

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ลิซ่า" เยี่ยม "พันช์คุง" ชูตุ๊กตาแม่ลิงให้กำลังใจลิงน้อยสู้ชีวิต

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ชนนพัฒฐ์" ยังไม่เห็น "หมายเรียก" จากดีเอสไอ ให้ไปชี้แจง

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คมนาคมสั่งคุมเข้มค่าขนส่ง ขณะที่เครือข่ายแท็กซี่ไทยวอนรัฐดูแล

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ธุรกิจ-เศรษฐกิจ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...