Non-human Personas: ออกแบบให้ธรรมชาติพูดได้
ในปี 2017 หลังการต่อสู้ยาวนานกว่า 160 ปี ชนเผ่า Whanganui ในนิวซีแลนด์ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการผลักดันให้แม่น้ำ Whanganui ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายในฐานะ “บุคคลตามกฎหมาย” กลายเป็นแม่น้ำสายแรกของโลกที่ได้รับสถานะนี้
การให้สถานะ “บุคคลตามกฎหมาย” แก่แม่น้ำ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากแนวคิดหลักของโลกตะวันตกที่วางมนุษย์ไว้เหนือระบบนิเวศ สู่แนวคิดที่ว่าธรรมชาติมีจิตวิญญาณและคุณค่าในตนเองเท่าเทียมกับมนุษย์
“ฉันมองเห็นแม่น้ำและต้นไม้เป็นเหมือนบรรพบุรุษ” อูอาปูคุน เมสโตโคโช (Uapukun Mestokosho) สมาชิกกลุ่ม Mutehekau Shipu ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันสิทธิทางกฎหมายของแม่น้ำ กล่าว “พวกเขาอยู่ที่นี่มานานก่อนพวกเรา และสมควรได้รับสิทธิในการดำรงอยู่”
การรับรองสถานะทางกฎหมายในครั้งนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดกรณีคล้ายกันทั่วโลก หนึ่งปีให้หลัง ศาลสูงสุดของประเทศโคลอมเบียได้มอบสิทธิทางกฎหมายให้กับแม่น้ำอเมซอน ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เมื่อผู้คนเริ่มตระหนักถึงสิ่งมีชีวิตรอบกายมากขึ้น แนวคิดนี้จึงแทรกซึมเข้าสู่วงการออกแบบเช่นกัน “คิด” ขอชวนมาเปิดมุมคิดใหม่ผ่านการออกแบบที่ไม่จำกัดอยู่เพียงตัวละครที่เป็นบุคคลมนุษย์ แต่ยังคำนึงถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่มีอยู่ร่วมโลกกับเรา หรือที่ในวงการออกแบบเรียกกันว่า Non-human Personas
(Meina Yin / Unsplash)
Non-human personas คืออะไร?
Non-human personas คือแนวคิดการออกแบบที่ไม่จำกัดแค่การเข้าใจ “มนุษย์” แต่ยังรวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่ร่วมโลกกับเรา โมนิก้า สเนล (Monika Sznel) นักมานุษยวิทยาด้านการออกแบบ ได้ให้นิยามการออกแบบที่ยึดสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลาง (Environment-Centered Design) นี้ไว้ ซึ่งเป็นการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการโดยมุ่งให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยไม่เพียงรับฟังความต้องการของมนุษย์ แต่ยังมองเห็น “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ไม่ใช่มนุษย์” อย่างมีกลยุทธ์และเป็นระบบ
แนวคิดนี้ถือเป็นพัฒนาการถัดจากกรอบการออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยขยับให้เหมาะสมยิ่งขึ้นกับบริบททางสิ่งแวดล้อม สังคม และเทคโนโลยีในโลกปัจจุบันที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
“Personas ไม่ใช่บุคคลจริง ๆ แต่เป็นต้นแบบสมมติ (Hypothetical Archetypes) ที่สร้างขึ้นจากลักษณะของผู้ใช้จริง เพื่อให้ทีมออกแบบเข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ และแรงจูงใจของกลุ่มเป้าหมายได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” อลัน คูเปอร์ (Alan Cooper) ผู้คิดค้นแนวคิดการใช้ Personas ในงานออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX Design) เคยกล่าวไว้
การออกแบบไม่ว่าจะด้านไหนก็ตามล้วนแล้วแต่สามารถนำการสร้างบุคลิกภาพ หรือ Personas เข้ามาพัฒนาและเสริมมุมคิดอินไซต์ให้แข็งแรงรอบด้าน ตัวอย่างเช่นด้านการตลาด ที่ใช้สร้างบุคลิกภาพของกลุ่มเป้าหมายเพื่อเจาะใจกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำ หรือกระบวนการเขียนบทภาพยนตร์ ซีรีส์ เกม ที่ยิ่งให้รายละเอียดของตัวละครเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เรื่องราวมีความสมจริงและมีพลังน่าเชื่อถือมากเท่านั้น
แต่เมื่อการตระหนักรู้ถูกขยับจากมนุษย์สู่สิ่งแวดล้อมหรือนิเวศรอบกาย นั่นจึงหมายรวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์เข้ามาข้องเกี่ยว ตรงนี้เองที่วิธีคิด Non-human Personas เข้ามามีบทบาท
(fr0ggy5 / Unsplash)
เมื่อพอสซัมกลายเป็น "ผู้ใช้งาน"
มาร์ติน โทมิตช์ (Martin Tomitsch) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ ได้ทดลองใช้แนวคิดนี้กับโครงการออกแบบเฟอร์นิเจอร์สาธารณะประดับในเมืองสมมติของออสเตรเลีย โดยนอกเหนือ Personas จากบุคลิกภาพของผู้คนในเมือง เช่น พนักงานออฟฟิศหรือคนงานก่อสร้าง ทีมวิจัยยังได้ทดลองออกแบบบุคลิกภาพจำลองให้กับ "พอสซัม" ซึ่งเป็นสัตว์ท้องถิ่นของออสเตรเลีย
พวกเขาศึกษาวิถีชีวิต พฤติกรรม และความท้าทายที่พอสซัมต้องเผชิญในเมือง เช่น การขาดแหล่งน้ำหรือแสงไฟในตอนกลางคืนที่อาจไปรบกวนจังหวะชีวิตของสัตว์เหล่านี้ เพื่อใช้ข้อมูลเหล่านั้นในกระบวนการออกแบบร่วมกับมนุษย์ ผลผลลัพธ์คือการสร้างองค์ประกอบใหม่ในพื้นที่เมือง ตัวอย่างเช่น ระบบกักเก็บน้ำฝนเพื่อเป็นแหล่งน้ำให้กับพอสซัม และการควบคุมมลภาวะทางแสงในเวลากลางคืน เพื่อไม่ไปรบกวนสัตว์ที่ตื่นกลางคืน
แนวคิดนี้ช่วยเปิดประตูให้เรามองเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นในฐานะ "ผู้ใช้งาน" ร่วมกับมนุษย์ แทนที่จะเป็นเพียงแค่ฉากหลังของการออกแบบเท่านั้น
สามารถอ่านตัวอย่างการออกแบบ non-human personas เพิ่มเติมได้ที่นี่
(averie woodard / Unsplash)
ตัวอย่างและการปรับใช้
Life Centered Design School จากประเทศสเปน ได้จัดเวิร์กช็อปทั้งออนไลน์และออนไซต์สำหรับนักออกแบบที่สนใจแนวคิดการออกแบบโดยไม่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางที่เมืองบาร์เซโลนา ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันระดมสมองสร้างบุคลิกภาพให้กับสายน้ำที่ไหลโอบล้อม Design Museum ของเมือง และได้ให้ชื่อแม่น้ำสมมตินี้ว่า Ophelia
“ฉันหยุดร้องไห้แล้ว แต่ไม่มีใครฟัง
ตอนนี้ฉันทำได้แค่กระซิบเงียบ ๆ
เข้ามาใกล้เถอะ ฉันจะไม่ทำร้ายคุณ…”
ข้อความข้างต้นคือส่วนหนึ่งของคำบรรยายตัวตน Ophelia ซึ่งบางส่วนมาจากการระดมสมองเพื่อจำลองชีวิตให้แม่น้ำมีชีวิตจิตใจ การทำให้เแม่น้ำมีชีวิต มีเสียงเล่าเรื่องราวของตัวเอง ทำให้เรื่องราวของเธอสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการที่เราปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น และกลายเป็นสะพานเชื่อมต่อที่ทรงพลังระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อแม่น้ำ “พูดได้” แม่น้ำก็ “เข้าถึงใจ” ได้เช่นกัน Ophelia จึงไม่ใช่แค่ตัวละครสมมติ แต่เป็นจินตนาการที่กระตุ้นให้เราตั้งคำถามใหม่กับโลกธรรมชาติ และขยับการออกแบบไปสู่แนวคิดที่ยึด “ชีวิต” เป็นศูนย์กลาง
อีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นผลลัพธ์ของการไม่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางก็คือ สะพานและทางลอดสำหรับสัตว์ป่า ในยุคที่เมืองคืบคลานเข้าไปในเขตป่ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของสัตว์อื่นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา มีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์จำนวน 21 สายพันธุ์ที่การอยู่รอดของพวกมันกำลังถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุบนถนน ตัวอย่างเช่นกวางคีย์ (Key Deer) ในรัฐฟลอริดา แกะเขาใหญ่ (Bighorn Sheep) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และเต่าท้องแดง (Red-bellied Turtles) ในรัฐอลาบามา
จากการศึกษาในหลายกรณีต่าง ๆ แสดงให้เห็นตรงกันว่า การสร้างทางข้ามสำหรับสัตว์ป่าไม่เพียงช่วยชีวิตสัตว์ แต่ยังช่วยประหยัดงบประมาณ และลดอุบัติเหตุที่กระทบกับชีวิตมนุษย์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกยกย่องอย่างมากในด้านความสำเร็จ คือโครงการสะพานสัตว์ป่าบนทางหลวงทรานส์-แคนาดา (Trans-Canada Highway) ซึ่งตัดผ่านอุทยานแห่งชาติแบนฟ์ (Banff) ในประเทศแคนาดา
จากการศึกษาในพื้นที่เพียงสองไมล์พบว่า จำนวนอุบัติเหตุระหว่างรถยนต์กับสัตว์ป่าลดลงจากเฉลี่ย 12 ครั้ง/ปี เหลือเพียง 2.5 ครั้ง/ปี ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณจากอุบัติเหตุได้มากกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับค่ารักษาพยาบาล ความเสียหาย และการสูญเสียสัตว์ป่าได้ถึง 90%
ด้วยสถิติที่น่าประทับใจนี้ โครงการสร้างสะพานและทางลอดสัตว์ป่าจึงถูกขยายต่อเนื่องตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อการออกแบบมองเห็นชีวิตอื่น ๆ นอกเหนือจากมนุษย์ สิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนมุมมอง จากการใช้ประโยชน์ ไปสู่การอยู่ร่วม และจากการควบคุม ไปสู่การเข้าใจ
Non-human Personas จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือในการออกแบบ แต่เป็นเครื่องมือในการ ฟังเสียงของสิ่งมีชีวิตอื่นที่เคยถูกทำให้เงียบงัน
(Peter Robbins / Unsplash)
ออกแบบให้กับ “เสียงที่ไม่มีเสียง”
“เราต้องเห็นว่าเราไม่อยู่เหนือสายน้ำหรือสัตว์อื่น ๆ เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด เมื่อเรารักษาโลก เราก็กำลังรักษาตัวเอง” อูอาปูคุน เมสโตโคโชกล่าว
คำพูดข้างต้นคือสารจากโลกธรรมชาติที่กำลังขอให้เรารับฟัง วิธีคิดแบบ Non-Human Personas จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการออกแบบ แต่เป็นประตูสู่แนวคิดแบบองค์รวม ที่ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างเท่าเทียม
การจำลองบุคลิกภาพให้กับสิ่งที่ “ไม่มีเสียง” ทั้งแม่น้ำ สัตว์ป่า หรือแม้แต่ป่าไม้ ไม่เพียงช่วยเปิดมุมมองใหม่ในกระบวนการออกแบบ แต่ยังกระตุ้นให้เรากล้าสำรวจขอบเขตใหม่ ปลุกจินตนาการ และพาเราเข้าใกล้โลกในแบบที่เรายังไม่เคยเห็นมาก่อน
ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน การออกแบบที่ขยายขอบเขตออกไปเพื่อครอบคลุม “เสียงที่ไม่มีเสียง” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความรับผิดชอบทางจริยธรรม แต่คือ กุญแจสำคัญ ที่จะพาเราไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน และเท่าเทียมยิ่งขึ้น—สำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้
ที่มา : บทความ “Non-human personas” โดย Jeroen Spoelstra
บทความ “Your next persona will be non-human — tools for environment-centered designers” โดย Monika Sznel
บทความ “How wildlife bridges over highways make animals—and people—safer” โดย Starre Vartan
บทความ “The time for Environment-Centered Design has come” โดย Monika Sznel
บทความ “Tools for environment-centered designers: Actant Mapping Canvas” โดย Monika Sznel
บทความ “The New Zealand river that became a legal person” โดย Kate Evans
บทความ “This Canadian river is now legally a person. It’s not the only one.” โดย Chloe Berge
บทความ “The case for using non-human personas in design” โดย Martin Tomitsch
บทความ “Non-Human Personas in Urban Environments.” โดย Jeroen Spoelstra
บทความ “Personas in user experience design” จาก rohles.net