ประเทศไทยจะไม่หลุดพ้นวังวน ‘คอร์รัปชัน’ ถ้ายังมี ป.ป.ช.แบบนี้
แม้ว่าวันนี้ (24 เมษายน 2569) ศาลฎีกาจะ ‘ประทับรับคำร้อง’ คดี 44 สส.พรรคก้าวไกลร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อปี 2564 ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเข้ามาให้พิจารณาว่าผิดจริยธรรมหรือไม่
ทว่าศาลกลับ ‘ไม่ได้’ สั่งให้ สส.พรรคประชาชนทั้ง 10 คนซึ่งประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ณัฐวุฒิ บัวประทุม และณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และ สส.เขตกรุงเทพฯ 2 คน คือ ธีรัจชัย พันธุมาศ และเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน ศาลฎีกายังออกกฎเด็ดขาด สั่งห้ามไม่ให้ทั้ง 10 สส.กระทำซ้ำหรือกระทำการใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหาในคำร้องของ ป.ป.ช.
แม้ว่าชะตากรรมของแกนนำพรรคประชาชนคนสำคัญในวันนี้จะยังไม่ขาดเสียทีเดียว แต่เกมนิติสงครามนี้ยังเดินต่อไป…
ทั้งหมดนี้ ถือว่า ‘ไม่ใช่เรื่องใหม่’ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับพรรคส้มหลังการเลือกตั้งทั่วไปเฉกเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา ที่หัวหน้าพรรคและแกนนำคนสำคัญของพรรคมักโดนดำเนินคดีจนกระทั่งหลุดออกจากเกมการเมือง
ไล่มาตั้งแต่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่โหมกระแสคนรุ่นใหม่คว้าจำนวนที่นั่ง สส.มาได้ถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 ด้วยจำนวน 81 คน หลังจากนั้นไม่นานธนาธรก็โดนเล่นในคดีถือหุ้นใน บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกอบกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน แม้ว่าธนาธรจะโอนหุ้นในบริษัทดังกล่าวไปให้กับ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นมารดา ก่อนการลงสมัครรับเลือกตั้งกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 โดยมีมติ 7 ต่อ 2 เสียง ว่า ธนาธรยังคงมีหุ้นในบริษัทดังกล่าว จนทำให้ต้องพ้นจากสถานะการเป็น สส.
ต่อมาเมื่อเกมนิติสงครามเดินหน้าเอาธนาธรออกจากสภาฯ ได้เป็นที่เรียบร้อย ก็มีคำร้องของ กกต.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ กรณีที่ธนาธรปล่อยเงินกู้จำนวน 191.2 ล้านบาทให้กับพรรคอนาคตใหม่ไปดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 พร้อมติดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ทั้ง 16 คน เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งรวมไปถึงตัวของธนาธร
ข้ามมาที่พรรคก้าวไกล ภายหลังชนะการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ด้วยจำนวน สส.151 คน ทำให้เกมนิติสงครามเดินหน้ากลับมาทำลายพรรคส้มอีกครั้ง กับความพยายามเล่นงาน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในคดีหุ้นสื่อ ITV แม้ว่าพิธาพยายามบอกว่า เป็นเพียง ‘ผู้จัดการมรดก’ ต่อจากบิดาที่ล่วงลับไปแล้วเท่านั้น
แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567 ว่า พิธายังคงเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ITV ทว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการหรือมีรายได้จากกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ทำให้สถานะ สส.ของพิธาไม่ได้หลุดไป
แม้ว่าคดีหุ้นสื่อของพิธาจะไม่ทำให้เขาต้องหลุดจากสถานะผู้แทนราษฎร แต่ยังมีอีกคดีที่ทำให้พรรคก้าวไกลเดินมาถึงตอนอวสาน กับกรณีที่ สส.พรรคก้าวไกลเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ กกต.ได้ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคก้าวไกล จากการเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายการหาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566
ถึงที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลในวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้เหตุผลว่า พฤติการณ์ของพรรคก้าวไกลเสนอนโยบายดังกล่าวเพื่อหวังผลคะแนนเสียงและชนะการเลือกตั้ง เป็นการมุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะ ‘คู่ขัดแย้ง’ กับประชาชน
รวมถึงพรรคก้าวไกลมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์หรือทำให้อ่อนแอลง นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด
“การกระทำของผู้ถูกร้องจึงเข้าลักษณะการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอีกด้วย”
นอกจากจะสั่งยุบพรรคก้าวไกลแล้วนั้น ในวันเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญยังได้สั่งตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งหมายรวมถึงพิธาและ ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล
กลับมาที่พรรคประชาชน แม้ว่าตอนนี้แกนนำคนสำคัญของพรรคจะยังเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรต่อไปได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะรอดจากคดีที่ ป.ป.ช.ได้ยื่นให้ศาลฎีกาพิจารณาแต่อย่างใด
เพราะก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ชี้มูลแล้วว่าพวกเขา “กระทำอันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง”
เป็นผลสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2567 ที่ยุบพรรคก้าวไกลด้วยเหตุเดียวกัน
มีการตีความกันว่า หากศาลฎีกาตัดสินว่า คนเหล่านี้ผิดจริยธรรมร้ายแรง พวกเขาอาจถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต เช่นเดียวกับนักการเมืองที่โดนข้อหาเดียวกันอีกหลายคน
หากพรรคประชาชนพ่ายในนิติสงครามเช่นนี้อีก จุดจบของแกนนำคนสำคัญอาจเวียนซ้ำเป็นรอบที่ 3
คำถามสุดท้ายก็คือ ในประเทศนี้ สภาฯ ยังเป็นพื้นที่ของการแก้ปัญหาหรือไม่ หรือเหลือไว้เพียงพื้นที่ให้ผู้มีอำนาจชี้ว่า ใครควรได้อยู่ และใครควรถูกทำให้หายไปจากสนามการเมืองเท่านั้น