โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประเทศไทยจะไม่หลุดพ้นวังวน ‘คอร์รัปชัน’ ถ้ายังมี ป.ป.ช.แบบนี้

The Momentum

อัพเดต 25 เมษายน 2569 เวลา 2.08 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

แม้ว่าวันนี้ (24 เมษายน 2569) ศาลฎีกาจะ ‘ประทับรับคำร้อง’ คดี 44 สส.พรรคก้าวไกลร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อปี 2564 ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเข้ามาให้พิจารณาว่าผิดจริยธรรมหรือไม่

ทว่าศาลกลับ ‘ไม่ได้’ สั่งให้ สส.พรรคประชาชนทั้ง 10 คนซึ่งประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ณัฐวุฒิ บัวประทุม และณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และ สส.เขตกรุงเทพฯ 2 คน คือ ธีรัจชัย พันธุมาศ และเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน ศาลฎีกายังออกกฎเด็ดขาด สั่งห้ามไม่ให้ทั้ง 10 สส.กระทำซ้ำหรือกระทำการใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหาในคำร้องของ ป.ป.ช.

แม้ว่าชะตากรรมของแกนนำพรรคประชาชนคนสำคัญในวันนี้จะยังไม่ขาดเสียทีเดียว แต่เกมนิติสงครามนี้ยังเดินต่อไป…

ทั้งหมดนี้ ถือว่า ‘ไม่ใช่เรื่องใหม่’ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับพรรคส้มหลังการเลือกตั้งทั่วไปเฉกเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา ที่หัวหน้าพรรคและแกนนำคนสำคัญของพรรคมักโดนดำเนินคดีจนกระทั่งหลุดออกจากเกมการเมือง

ไล่มาตั้งแต่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่โหมกระแสคนรุ่นใหม่คว้าจำนวนที่นั่ง สส.มาได้ถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 ด้วยจำนวน 81 คน หลังจากนั้นไม่นานธนาธรก็โดนเล่นในคดีถือหุ้นใน บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกอบกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน แม้ว่าธนาธรจะโอนหุ้นในบริษัทดังกล่าวไปให้กับ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นมารดา ก่อนการลงสมัครรับเลือกตั้งกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 โดยมีมติ 7 ต่อ 2 เสียง ว่า ธนาธรยังคงมีหุ้นในบริษัทดังกล่าว จนทำให้ต้องพ้นจากสถานะการเป็น สส.

ต่อมาเมื่อเกมนิติสงครามเดินหน้าเอาธนาธรออกจากสภาฯ ได้เป็นที่เรียบร้อย ก็มีคำร้องของ กกต.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ กรณีที่ธนาธรปล่อยเงินกู้จำนวน 191.2 ล้านบาทให้กับพรรคอนาคตใหม่ไปดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 พร้อมติดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ทั้ง 16 คน เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งรวมไปถึงตัวของธนาธร

ข้ามมาที่พรรคก้าวไกล ภายหลังชนะการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ด้วยจำนวน สส.151 คน ทำให้เกมนิติสงครามเดินหน้ากลับมาทำลายพรรคส้มอีกครั้ง กับความพยายามเล่นงาน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในคดีหุ้นสื่อ ITV แม้ว่าพิธาพยายามบอกว่า เป็นเพียง ‘ผู้จัดการมรดก’ ต่อจากบิดาที่ล่วงลับไปแล้วเท่านั้น

แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567 ว่า พิธายังคงเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ITV ทว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการหรือมีรายได้จากกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ทำให้สถานะ สส.ของพิธาไม่ได้หลุดไป

แม้ว่าคดีหุ้นสื่อของพิธาจะไม่ทำให้เขาต้องหลุดจากสถานะผู้แทนราษฎร แต่ยังมีอีกคดีที่ทำให้พรรคก้าวไกลเดินมาถึงตอนอวสาน กับกรณีที่ สส.พรรคก้าวไกลเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ กกต.ได้ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคก้าวไกล จากการเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายการหาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566

ถึงที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลในวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้เหตุผลว่า พฤติการณ์ของพรรคก้าวไกลเสนอนโยบายดังกล่าวเพื่อหวังผลคะแนนเสียงและชนะการเลือกตั้ง เป็นการมุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะ ‘คู่ขัดแย้ง’ กับประชาชน

รวมถึงพรรคก้าวไกลมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์หรือทำให้อ่อนแอลง นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด

“การกระทำของผู้ถูกร้องจึงเข้าลักษณะการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอีกด้วย”

นอกจากจะสั่งยุบพรรคก้าวไกลแล้วนั้น ในวันเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญยังได้สั่งตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งหมายรวมถึงพิธาและ ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล

กลับมาที่พรรคประชาชน แม้ว่าตอนนี้แกนนำคนสำคัญของพรรคจะยังเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรต่อไปได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะรอดจากคดีที่ ป.ป.ช.ได้ยื่นให้ศาลฎีกาพิจารณาแต่อย่างใด

เพราะก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ชี้มูลแล้วว่าพวกเขา “กระทำอันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง”

เป็นผลสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2567 ที่ยุบพรรคก้าวไกลด้วยเหตุเดียวกัน

มีการตีความกันว่า หากศาลฎีกาตัดสินว่า คนเหล่านี้ผิดจริยธรรมร้ายแรง พวกเขาอาจถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต เช่นเดียวกับนักการเมืองที่โดนข้อหาเดียวกันอีกหลายคน

หากพรรคประชาชนพ่ายในนิติสงครามเช่นนี้อีก จุดจบของแกนนำคนสำคัญอาจเวียนซ้ำเป็นรอบที่ 3

คำถามสุดท้ายก็คือ ในประเทศนี้ สภาฯ ยังเป็นพื้นที่ของการแก้ปัญหาหรือไม่ หรือเหลือไว้เพียงพื้นที่ให้ผู้มีอำนาจชี้ว่า ใครควรได้อยู่ และใครควรถูกทำให้หายไปจากสนามการเมืองเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...