คนสมัยก่อนเขาทำอะไร?...เปิดประวัติศาสตร์ ชาวอังกฤษสมัยก่อนเขาใช้เวลาว่างทำอะไรกัน
ในขณะที่พนักงานออฟฟิศอย่างพวกเราต้องนั่งจ้องหน้าจอคอมตั้งแต่เช้าจรดเย็นกันตลอดห้าวันจนออฟฟิศซินโดรมถามหา และเหลือเวลาเพียงน้อยนิดหลังจากทำงาน แม้แต่วันหยุดสุดสัปดาห์อันแสนสั้นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่ทันได้ใช้เวลากับงานอดิเรกที่รัก แต่หากย้อนกลับไปยังประเทศในแถบยุโรป โดยเฉพาะประเทศอังกฤษในสมัยยุคกลาง (คริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15) ก่อนการเกิดขึ้นของยุคอุตสาหกรรม ผู้คนในสมัยนั้นกลับมีเวลาว่างเหลือเฟือสำหรับความบันเทิงและใช้เวลาเพื่อพักผ่อนอย่างไม่รู้จบ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าด้านวิทยาศาตร์ในสมัยการปกครองของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (คริสต์ศักราช 1837 จนถึง 1901) ส่งผลให้เกิดงานอดิเรกที่น่าสนใจหลายชนิดจนกลายเป็นกิจกรรมที่นิยมของชนชั้นสูงชาวอังกฤษ
Europeana/Unsplash
เวลาว่างของคนยุคกลาง
จูเลียต ชอว์ (Juliet Schor) ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาแห่งวิทยาลัยบอสตันผู้เขียนหนังสือ “The Overworked American: The Unexpected Decline of Leisure” ได้เล่าว่า ประเทศอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 14 คนทำงานเพียง 150 วันต่อปีเท่านั้น ถึงแม้ว่างานส่วนใหญ่จะเป็นการไถนาหรือเก็บเกี่ยวพืชผลซึ่งล้วนเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อย แต่พวกเขาก็ทำงานเฉพาะในเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงตกดินเท่านั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละฤดูกาล โดยช่วงฤดูร้อนอาจต้องทำงานถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน แต่ช่วงฤดูหนาวที่พระอาทิตย์ตกเร็ว พวกเขาก็ทำงานเพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้นเอง
อีกหนึ่งเหตุผลหนึ่งที่คนมีเวลาว่างมากมายนั้นมาจากนโยบายของโบสถ์ ที่ต้องการรักษาความพึงพอใจของชาวบ้านไม่ให้เกิดการขัดขืน ก่อกบฏ หรือประท้วงขึ้นมา การมีวันหยุดอย่างสม่ำเสมออย่างการหยุดทำงานทุกวันอาทิตย์ รวมไปถึงการได้หยุดเพื่อเข้าร่วมพิธีแต่งงาน งานศพ งานฉลองการเกิดของเด็กทารกที่กินเวลาเป็นสัปดาห์ ตลอดจนการได้พักยาวประมาณ 8 สัปดาห์จนถึงครึ่งปีในช่วงพ้นฤดูเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวแล้ว ก็ช่วยให้คนในสมัยนั้นสามารถอยู่ว่าง ๆ ได้ยาวนาน และมีเวลาเหลือเฟือที่จะหาอะไรทำสนุก ๆ แก้เบื่อ ซึ่งบางกิจกรรมก็ยังคงสืบทอดมาถึงทุกวันนี้
เล่นฟุตบอลข้ามหมู่บ้าน
ก่อนที่จะกลายเป็นกีฬาฟุตบอลที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ฟุตบอลไม่ได้เริ่มจากการแบ่งทีมแข่งกันในสนามหญ้านุ่ม ๆ แต่เป็นการประลองกำลังเพื่อแย่งลูกบอลกันเสียมากกว่า ฟุตบอลในสมัยนั้นไม่มีกฎกติกาชัดเจน ไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น เพียงแบ่งเป็นสองทีมหรือสองตำบล ส่วนลูกบอลก็ทำจากกระเพาะปัสสาวะของหมูหรือแกะที่นำมาเป่าลมและเย็บปิดรู หรือบางกรณีก็ห่อด้วยหนังสัตว์เพื่อความทนทาน
เป้าหมายของเกมคือต้องนำบอลได้ยังจุดหมายของฝั่งตรงข้ามให้ได้ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโบสถ์ประจำตำบล ทำให้ผู้เล่นและผู้ชมต้องวิ่งข้ามตำบลกันหลายกิโลเมตร ผ่านทั้งทุ่งหญ้า ป่า แม่น้ำ เพื่อไปยังโบสถ์ของอีกฝ่าย อีกทั้งเมื่อไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น บางครั้งจึงมีชาวบ้านมากถึง 200 คน วิ่งไล่ตะลุมบอนกันไปตามบ้านเรือนและร้านค้า เกิดเหตุให้มีคนกระดูกหัก หรือทำร้ายกันจนได้รับบาดเจ็บ บางครั้งก็หยุดเล่นกลางคันเมื่อต่างฝ่ายต่างเหนื่อยกันไปก่อน โดยเกมจะจบก็ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพาบอลไปยังจุดหมายได้นั่นเอง
แม้ว่าจะไม่มีชื่อเรียกการละเล่นประเภทนี้อย่างเป็นทางการ แต่ก็มีชื่อเรียกที่หลากหลายอย่าง “Mob football” “Folk football” หรือ “Shrovetide football” ซึ่งเป็นการละเล่นในวันอังคารสารภาพบาป (Shrove Tuesday) ก่อนวันพุธรับเถ้า (Ash Wednesday) ที่เป็นวันแรกของเทศกาลมหาพรตของชาวคริสต์ ไม่เพียงเท่านี้การเล่นฟุตบอลมหาชนยังแพร่หลายไปหลายประเทศในยุโรปอย่าง La soule ของฝรั่งเศส และ Calcio Fiorentino ที่เป็นการเล่นฟุตบอลของชนชั้นสูงของอิตาลีในช่วงสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา โดยมีความนิยมถึงขั้นที่สมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 7, ลีโอที่ 1 และเออร์บันที่ 8 ยังเล่นภายในนครรัฐวาติกัน ส่วนในเมืองฟลอเรนซ์มักใช้จัตุรัสซันตา โกรเช (Piazza Santa Croce) ที่เป็นการแข่งฟุตบอลระหว่างนายทหารชั้นสูง ขุนนาง และเหล่าเชื้อพระวงศ์
ภาพ wikipedia.org
ฟุตบอลของชนชั้นสูงชาวอิตาลีที่จัตุรัสซันตา โกรเช
เนื่องจากเป็นการละเล่นที่อันตรายและอาจสร้างความเสียหายมากมายให้กับสาธารณะ กษัตริย์หลายพระองค์จึงต้องออกกฎควบคุมไม่ให้เกิดความวุ่นวาย โดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษ ได้ห้ามการเล่นฟุตบอล และสั่งลงโทษโดยการจำคุก นอกจากนี้ชนชั้นปกครองยังเห็นว่าการเล่นฟุตบอลเป็นการทำให้ไขว้เขวจากการฝึกธนู ซึ่งเป็นหน้าที่พลเมืองอย่างหนึ่งของชาวอังกฤษในยุคกลางที่ต้องมีทักษะการใช้ธนูเพื่อเป็นประโยชน์ในช่วงสงคราม ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีกฎหมายใดหยุดชาวบ้านจากการเล่นฟุตบอลมหาชนได้ แม้จะมีการสั่งห้ามหลายต่อหลายครั้งตลอดหลายร้อยปี จนในที่สุดจึงมีการกำหนดกฎกติกาและเกิดเป็นการแข่งขันที่เป็นทางการอย่างในปัจจุบัน
เกมคาบแอปเปิ้ลเสี่ยงรัก (Apple Bobbing)
การละเล่นประเภทนี้ใครเห็นคงส่ายหัวโดยเฉพาะในยุคโควิด-19 เพราะผู้เล่นจะต้องแข่งขันกันใช้ปากคาบลูกแอปเปิ้ลที่ลอยอยู่ในถังน้ำ โดยผู้เล่นจะถูกมัดมือไพล่หลังเพื่อป้องกันไม่ให้ใช้มือช่วย ในอังกฤษสมัยยุคกลางเกมคาบแอปเปิ้ลเป็นการละเล่นของหญิงสาวที่ต้องการหาคู่ ซึ่งแอปเปิ้ลจะถูกเขียนชื่อของชายหนุ่มในหมู่บ้านที่ตัวเองหมายปอง ผู้เล่นจะต้องแข่งขันกันใช้ปากคาบแอปเปิ้ลขึ้นมาให้ได้ หากทำได้ในครั้งแรกก็หมายความว่าโชคชะตาถูกวางไว้ให้ทั้งคู่ได้รักกัน หากคาบได้ในครั้งที่สองจะหมายถึงฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายเข้ามาจีบ แต่หากคาบได้ในครั้งที่สาม ความรักของทั้งคู่จะไม่มีวันเกิดขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีการเล่นอีกรูปแบบหนึ่ง คือหญิงสาวหลายคนต้องแข่งขันคาบแอปเปิ้ลให้ได้ ผู้ชนะจะเป็นผู้ที่ได้แต่งงานเป็นคนแรก นอกจากนี้ยังมีความเชื่อกันว่าคนที่ได้แอปเปิ้ลกลับไป หากนำไปวางใต้หมอนแล้ว คืนนั้นคนที่แอบรักจะมาเข้าฝัน
เกมคาบแอปเปิ้ลได้รับความนิยมอย่างมากในเกาะอังกฤษ แต่เมื่อเวลาผ่านไป การละเล่นนี้ก็เริ่มหายไปตามกาลเวลา จนกระทั่งชาวอเมริกันที่สืบเชื้อสายมาจากเกาะอังกฤษได้นำประเพณีดังกล่าวกลับมาให้เด็ก ๆ ได้เล่นกันในช่วงวันฮาโลวีน และยังคงมีคนเล่นกันอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากเกมนี้ กิจกรรมยามว่างอื่น ๆ ที่ผู้คนนิยมทำร่วมกันก็มักเป็นกิจกรรมที่เน้นความสนุกสนาน เช่น เกมลูกเต๋า สกิทเทิล (Skittles: ต้นกำเนิดของโบว์ลิ่ง) เกมฮาซซาร์ด (Hazard: เกมพนันลูกเต๋า) ไปจนถึงกิจกรรมที่ไม่ถูกยอมรับอีกแล้วในโลกใหม่อย่างการจับสัตว์มาต่อสู้กันหรือดูการประหารชีวิตที่เคยเป็นกิจกรรมที่ใช้เพื่อให้ผ่านความเบื่อหน่ายไปในแต่ละวัน
Birmingham Museums Trus/Unsplash.com
ชาววิกตอเรียนกับงานอดิเรก
ผ่านมาอีกสามร้อยปี ในช่วงการปกครองของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย งานอดิเรกในสมัยวิกตอเรียมีความคล้ายคลึงกับสมัยปัจจุบันมากกว่ากิจกรรมของคนยุคกลาง อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมของชนชั้นกลางที่มีเวลาและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป นอกจากนี้ความรุ่งเรืองของวิทยาศาตร์และเทคโนโลยียังกระตุ้นความสนใจให้คนในสมัยนั้นพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยแรงบันดาลใจสำคัญที่ส่งผลให้ชาววิกตอเรียนหลงใหลไปกับการสร้างงานอดิเรกก็คือ งานนิทรรศการ The Great Exhibition ในปี 1851 งานจัดแสดงวัฒนธรรมและนวัตกรรมจากทั่วโลกที่มีผู้ร่วมแสดงงานกว่า 14,000 ราย และดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศ รวมทั้งผู้มีชื่อเสียงในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่าง ชาลส์ ดาร์วิน, ไมเคิล ฟาราเดย์, ซามูเอล โคลท์, ชาลส์ ดิกคินส์ และคาร์ล มาคส์ ให้มาร่วมงานได้ด้วย
อิทธิพลของวิทยาศาสตร์และชีววิทยายังทำให้เกิดกิจกรรมหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับความคลั่งไคล้ในธรรมชาติ หรือทัศนคติที่ผูกติดกับชีวิตหลังความตาย จนเกิดขึ้นเป็นงานอดิเรกที่มีความพึลึกพิลั่นและแปลกประหลาดไปจากการรับรู้ของคนในปัจจุบัน อาทิเช่น
แต่งเติมสัตว์สตัฟฟ์ให้ดูมีชีวิตชีวา (Anthropomorphic taxidermy)
การสตัฟฟ์สัตว์เป็นวิธีการเก็บรักษาซากสัตว์ให้ยังคงรูปอย่างสมบูรณ์ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้สำหรับการศึกษา หรือพรานที่ต้องการเก็บรางวัลจากการล่า แต่เมื่อผลงานของเฮอร์แมนน์ ปลอเกต์ (Hermann Ploucquet) นักสตัฟฟ์สัตว์ชาวเยอรมันถูกจัดแสดงในงาน The Great Exhibition ก็ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมเป็นจำนวนมาก เพราะเขานำสัตว์สตัฟฟ์มาแต่งเติมจินตนาการด้วยการจัดพวกมันให้อยู่ในลักษณะละครนิ่ง (Tableaux) คล้ายกับมนุษย์ อย่างการจับตัวเพียงพอนมาทำท่าทางสอนหนังสือให้กับกระต่ายในห้องเรียน จับตัวเม่นมาเล่นสเก็ต หรือจัดปาร์ตี้น้ำชาของเหล่าแมว
การทำละครนิ่งสัตว์สตัฟฟ์ของปลอเกต์ ก็เรียกได้ว่าเป็นงานอดิเรกหนึ่งของเจ้าหน้าที่สตัฟฟ์สัตว์ในพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองชตุทการ์ทที่เขาทำงานอยู่ แต่ผู้ที่หลงใหลผลงานของปลอเกต์จนเรียนรู้การสตัฟฟ์สัตว์ด้วยตัวเอง ก็คือลูกชายเจ้าของโรงแรมชาวอังกฤษอย่างวอลเตอร์ พอตเตอร์ (Walter Potter) ที่ความหมกมุ่นของวอลเตอร์พาให้เขาสร้างผลงานที่ชื่อว่า “The Death & Burial of Cock Robin” ด้วยการใช้เวลายาวนานถึง 7 ปีเพื่อสตัฟฟ์นก 98 ตัวให้อยู่ในตู้โชว์ขนาดสองเมตร และ “The Kittens' Wedding” กับการจับลูกแมวสตัฟฟ์ 12 ตัวมาแต่งตัวเข้าร่วมพิธีแต่งงาน นอกจากนี้เขายังสตัฟฟ์สัตว์ที่เกิดมาผิดธรรมชาติอย่างลูกแมวสองหัว หรือไก่สี่ขา ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้รวมทั้งสัตว์สตัฟฟ์อีกจำนวนกว่าหมื่นตัวถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของเขาเองในหมู่บ้านบรามเมอร์ มณฑลซัสเซกซ์ และปัจจุบันผลงานทั้งหมดถูกประมูลไปด้วยเงิน 5 แสนปอนด์ ก่อนจะถูกย้ายไปยังแสดงต่อในมณฑลคอร์นวอลล์
Girl with red hat/Unsplash
ปัจจุบันยังคงมีผู้ชื่นชอบการสตัฟฟ์สัตว์และกลายเป็นมืออาชีพ เช่น มิคกี้ อลิช ควาปิส (Mickey Alice Kwapis) ศิลปินสตัฟฟ์สัตว์ที่เดินทางไปทั่วโลกเพื่อให้ความรู้ด้านการสตัฟฟ์สัตว์ หรือ อัลลิส มาร์กแฮม (Allis Markham) ศิลปินผู้ก่อตั้งสตูดิโอ Prey ที่สร้างผลงานเพื่อพิพิธภัณฑ์และการให้ความรู้โดยเฉพาะ นอกจากนี้เทคนิคการสตัฟฟ์ยังถูกพัฒนาให้รักษาร่างกายของสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งดูแล้วสวยงามสมจริง ไม่ได้น่ากลัวเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป
กระแสคลั่งเฟิร์นของชาววิกตอเรียน
ความชื่นชอบต้นเฟิร์นของชาวอังกฤษในยุควิกตอเรียนั้นมีมากถึงระดับบ้าคลั่ง จนผลิตภัณฑ์ทุกอย่างเต็มไปด้วยลวดลายของใบเฟิร์น ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย สำรับถ้วยชา กระจก เฟอร์นิเจอร์ ประตูบ้าน หรือแม้แต่ป้ายหลุมศพ จุดเริ่มต้นเกิดจากการตีพิมพ์หนังสือของสองนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ คือ “A History of British Ferns” (1840) โดยเอ็ดเวิร์ด นิวแมน (Edward Newman) และ “The Ferns of Great Britain and Ireland” (1855) โดยโทมัส มอร์ (Thomas Moore) รวมทั้งตำราด้านพฤกษศาสตร์อีกหลายร้อยเล่มเกี่ยวกับต้นเฟิร์นที่สร้างความหลงใหลกับชาววิกตอเรียน
กระแสความคลั่งเฟิร์นยังถูกกระตุ้นด้วยความบังเอิญของ นาธาเนียล แบ็กชอว์ วาร์ด (Nathaniel Bagshaw Ward) แพทย์ชาวอังกฤษผู้มีความสนใจด้านพฤกษศาสตร์ โดยหลังจากที่เขารู้สึกท้อแท้กับความล้มเหลวในการปลูกต้นเฟิร์นในสวนหลังบ้าน เนื่องจากภาวะฝนกรดและมลพิษทางอากาศอันเป็นผลจากกรดซัลฟิวริกที่ล่องลอยอยู่ในควันจากอุตสาหกรรม เพื่อเป็นการปกป้องต้นเฟิร์นจากสภาพอากาศภายนอก วาร์ดจึงนำต้นเฟิร์นไปเก็บไว้ในขวดโหลที่ปิดสนิท พร้อมด้วยรังไหมของผีเสื้อกลางคืน เมื่อเจอสภาพแวดล้อมที่พอเหมาะ ต้นเฟิร์นจึงเติบโตขึ้นอย่างมหัศจรรย์ แต่เขาก็ยังไม่แน่ใจว่ามันรอดชีวิตได้อย่างไร จึงวางทิ้งไว้โดยปล่อยให้เฟิร์นเติบโตไปด้วยตัวเอง ผ่านไป 4 ปีที่ต้นเฟิร์นไม่ได้ถูกใส่ใจ ประกอบกับสภาพของขวดโหลที่ขึ้นสนิม ทำให้ต้นไม้ตายลงเพราะอากาศภายในไม่สะอาด เขาจึงขอความช่วยเหลือจากช่างไม้เพื่อจำลองภาชนะที่มีคุณสมบัติคล้ายกับขวดโหลไว้สำหรับปลูกต้นไม้โดยเฉพาะ จนกลาย “ตู้กระจกปลูกต้นไม้” ตู้แรกของโลกที่สามารถปลูกต้นเฟิร์นได้ตามที่เขาตั้งใจ วาร์ดจึงได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า “On the Growth of Plants in Closely Glazed Cases” (1842) เพื่อเล่าการทดลองที่ประสบความสำเร็จ
Lachlan Gowen/Unsplash
ความนิยมของตู้กระจกปลูกต้นไม้ได้กระจายไปสู่ชาววิกตอเรียนทั่วอังกฤษ จนมีชื่อเล่นว่า “Wardian Case” เมื่อผู้คนเห็นความเป็นไปได้ในการขนย้ายต้นไม้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ความต้องการ Wardian Case ก็มีมากขึ้นจนเป็นงานอดิเรกยอดนิยมของชาวอังกฤษ เพราะเหล่านักสะสมสามารถขนส่งพืชได้จากทั่วโลก ประกอบกับกระแสคลั่งเฟิร์นของชาวอังกฤษทำให้ความต้องการตู้กระจกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ผู้คนต่างออกเดินทางไปตามสวนสาธารณะ ป่า หรือสำรวจถ้ำเพื่อค้นหาเฟิร์นชนิดหายาก และกลายเป็นกิจกรรมยามว่างของชาวลอนดอนที่จะมีการเปิดหนังสือเกี่ยวกับเฟิร์นคุยกันระหว่างการล้อมวงจิบชา อย่างไรก็ตามการความต้องการต้นเฟิร์นชนิดหายากทำให้ราคาของเฟิร์นสูงขึ้นตามความทุ่มเทในการค้นหา จึงทำให้การสะสมเฟิร์นกลายเป็นกิจกรรมชนชั้นสูงแทบทั้งนั้น
ถึงแม้ว่าประเทศอังกฤษจะมีเฟิร์นอยู่กว่า 40 ชนิดทั่วประเทศ แต่นักสะสมตัวยงก็ยังคงทุ่มเทชีวิตออกไปค้นหาต้นเฟิร์นถึงอเมริกาใต้อย่างฮอนดูรัสและปานามา งานอดิเรกที่เกิดจากนวัตกรรมของวาร์ด กลายเป็นประตูสู่โลกใบใหม่ของการศึกษาพฤกษศาสตร์และผู้รักต้นไม้ จนต่อยอดมาเป็นเทอร์ราเรียม (Terrarium) งานอดิเรกของใครหลายคนในวันนี้
ความสนใจพืชของชาววิกตอเรียนยังขยายไปสู่กิจกรรมอื่น อย่างเช่นการสะสมพืชทะเลในสมุดบันทึก หรือการจัดช่อดอกไม้เพื่อสื่อสารข้อความแทนภาษาพูด นอกจากนี้ชาววิกตอเรียนก็ยังมีค่านิยมเกี่ยวกับโลกหลังความตายในการเก็บเส้นผมของผู้เสียชีวิตไว้ในเครื่องประดับ หรือติดต่อกับวิญญาณผ่านคนทรง อีกทั้งการบันทึกภาพร่างไร้วิญญาณของคนอันเป็นที่รักเอาไว้ ซึ่งกิจกรรมบางอย่างที่ว่ามานี้ก็สูญหายไปบ้างตามกาลเวลา แต่งานอดิเรกบางอย่างก็ยังดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้
ที่มา : บทความ "The 10 Most Bizarre Medieval Forms of Entertainment" โดย Alexander Yung จาก historyofyesterday.com
บทความ "A brief history of the football" โดย Oliver Irish จาก theguardian.com
บทความ "THE ORIGINS OF FOOTBALL: A GAME BORN OF SAVAGERY" โดย EUAN RICE-COATES จาก thesefootballtimes.co
บทความ "Medieval Peasants Actually Had A Lot Of Free Time (And Here's What They Did With It)" โดย Kathy Benjamin จาก ranker.com
บทความ "What is bobbing for apples?" โดย MARIEL SYNAN จาก history.com
บทความ "Anthropomorphic Taxidermy: How Dead Rodents Became the Darlings of the Victorian Elite" โดย REBECCA BURGAN จาก atlasobscura.com
บทความ "How the Victorian Fern-Hunting Craze Led To Adventure, Romance, and Crime" โดย DIMITRA NIKOLAIDOU จาก atlasobscura.com
บทความ "The Wardian Case" โดย Jessica Brain จาก historic-uk.com
บทความ "How the Great Exhibition of 1851 still influences science today" โดย Nigel Williams จาก theguardian.com
บทความ "HOBBIES FROM THE VICTORIAN ERA THAT SEEM BIZARRE TODAY โดย ENGRID BARNETT จาก grunge.com
Medieval football จาก wikipedia.org
preytaxidermy.com
mickeyalicekwapis.com
เรื่อง : นพกร คนไว