โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ผู้นำที่เชื่อว่า ‘การถ่อมตัว’ และ ‘ไม่หยุดเรียนรู้’ คือกุญแจความสำเร็จ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คอลัมน์ The Thought Leaders ผู้นำทางความคิด ชวนพูดคุยกับผู้บริหารธนาคารไทยเครดิต คุณรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ผู้นำที่เชื่อว่า “การถ่อมตัว” และ “การไม่หยุดเรียนรู้” คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ พร้อมเดินหน้าภารกิจในการขับเคลื่อนไทยเครดิตให้เป็นที่พึ่งของคนตัวเล็กอย่างแท้จริง

ไทยเครดิตคือใครในมุมมองของคุณ และชีวิตการทำงานที่นี่เป็นอย่างไร?

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ให้โอกาสมาพูดคุยในวันนี้นะครับ (ยิ้ม)

ไทยเครดิตเป็นธนาคารที่อายุน้อยที่สุดและเล็กที่สุดในประเทศไทย ปีนี้เราเพิ่งอายุครบ 18 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เต็มไปด้วยพลังเหมือนกับวัยรุ่น โดยเรามุ่งเน้นไปที่กลุ่มไมโครเอสเอ็มอี หรือกลุ่มเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมาก ๆ

สิ่งที่ผมภูมิใจมากก็คือ ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา เราเป็นธนาคารที่เติบโตเร็วที่สุดในไทย จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีได้สำเร็จ ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นเจ้าของธุรกิจเล็ก ๆ หรือผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งหลายคนไม่เคยเข้าถึงบริการของธนาคารมาก่อนเลย

นี่คือแรงผลักดันที่ทำให้เราตื่นเต้นและภูมิใจมาก เพราะเราไม่ได้แค่ให้สินเชื่อ แต่เรากำลังช่วยให้ธุรกิจเล็ก ๆ เหล่านี้เติบโตอย่างยั่งยืน สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการทางการเงิน และร่วมสร้างชุมชนที่เข้มแข็งไปพร้อมกัน นั่นคือสิ่งที่ไทยเครดิตยึดมั่นมาตลอดครับ

กิจวัตรประจำวันตอนทำงานที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง และช่วงเวลาไหนที่รู้สึกว่าทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุด

ช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของผมคือ 10 โมงเช้า

ปกติผมจะมาถึงออฟฟิศตอน 9 โมง แล้วช่วง 9 โมงถึง 10 โมง ผมจะพยายามไม่นัดประชุม เพื่อใช้เวลานี้ Build Spirit สร้างพลังด้านบวกให้กับตัวเอง และ Focus โฟกัสเป้าหมายของวันก่อนเริ่มงาน

แล้วตอน 10 โมง จะเป็นการประชุมแรกของวัน ผมมักจะนัดประชุมที่สำคัญหรือยากที่สุดไว้ในช่วงเวลานี้ เพราะเป็นช่วงที่ความคิดไหลลื่น และมีสมาธิในการฟังสูงมาก ทำให้เราสามารถวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

แต่พอทำงานที่ธนาคารนี้มานานกว่า 10 ปี ในวัยที่เกือบจะ 60 แล้ว สิ่งที่ท้าทายที่สุดก็คือ บางครั้งการทำงานก็ค่อนข้างตึงเครียดและต้องใช้พลังงานสูง (Demanding) ในฐานะผู้นำ คุณจึงต้องมีความแข็งแกร่งที่จะรักษาระดับพลังงานให้คงที่ได้ตลอดทั้งวัน

ในแต่ละวัน ผมมีการประชุมเฉลี่ยวันละ 5-6 ครั้ง มาถึงตอน 9 โมงเช้า และมักจะเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากออฟฟิศ ความท้าทายคือ ความท้าทายที่สำคัญคือ ทุกการประชุมมีความสำคัญเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ตอน 10 โมงเช้าเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ยากก็คือ คุณต้องเปลี่ยนโหมดความคิดจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งอย่างรวดเร็ว และต้องรักษาสมาธิและพลังงานให้คงที่ไปจนถึง 5 โมงเย็น มีเบรกกลางวันสั้น ๆ นิดหน่อย

เคล็ดลับที่ทำให้ผมทำแบบนี้ได้ก็คือ เราต้องรักในงานที่ทำ และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดของผมคืดผู้คน (People)

ผมมีความสุขที่ได้ทำงานกับทุกคนรอบตัว และเมื่อเราทำงานกับคนที่เราชอบและไว้ใจจริงๆ ทุกอย่างจะง่ายขึ้นมากครับ แม้จะเป็นปัญหาที่ยากที่สุด เราก็ยังร่วมกันแก้ไขได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งเคล็ดลับเล็ก ๆ ที่น่าสนใจคือ ผมเรียนรู้ว่า อย่าทานมื้อกลางวันมากเกินไป เพราะ จะทำให้ร่างกายเหนื่อยและง่วงมากในช่วงบ่าย ผมจะเลือกทานแค่พอให้อิ่ม แต่ไม่เยอะจนเกินไป เพื่อให้ช่วงบ่ายยังคงเป็นเวลาที่ทำงานได้มีคุณภาพเหมือนช่วงเช้า

มีสัญญาณอะไรไหมที่บอกได้ว่า คุณชอบงานของคุณและหลงใหลในงานที่ทำ?

มีแน่นอนครับ ทุกเช้าที่ตื่นนอน ผมจะรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปทำงานจริง ๆ ผมมักจะคิดล่วงหน้าเสมอว่า "วันนี้จะไปออฟฟิศ วันนี้มีเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่ต้องทำ จะได้เจอคนนั้นคนนี้" บางทีผมก็ส่งข้อความไปหาทีมว่า "อย่าลืมนัดคุยเรื่องสำคัญของเรานะ" ผมรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้ทุกวันจริง ๆ

แต่อีกสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขและพึงพอใจมาก ไม่ใช่แค่เรื่องการเติบโตของบริษัทหรือผลกำไรสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องรอง สำหรับผม หัวใจสำคัญคือเรากำลังสร้างองค์กรที่ สร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เรากำลังเปลี่ยนชีวิตของผู้คน และช่วยขับเคลื่อนให้ชุมชนดีขึ้น

ผมเคยเดินไปตามตลาด เห็นลูกค้าของเราที่ต้องสู้ชีวิตอย่างยากลำบาก การได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพวกเขาให้เข้าถึงบริการทางการเงินและเห็นธุรกิจของเขาเติบโต คือคุณค่าที่ธนาคารอย่างเรามอบให้ได้

ผู้นำแต่ละคนมีสไตล์การบริหารที่ต่างกัน สไตล์การบริหารของคุณเป็นอย่างไร?

จริง ๆ ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยครับ (นิ่งคิด…)

ผมแค่ทำตามธรรมชาติ ยึดหลักง่าย ๆ ผมปฏิบัติต่อคนในทีม ในแบบที่ผมอยากให้หัวหน้าปฏิบัติต่อผม

ประการแรก สไตล์การบริหารของผมคือการให้ อิสระและเสรีภาพ แก่ทีมในการตัดสินใจเลือกวิธีทำงานด้วยตัวเอง

ผมไม่ค่อยชอบการจู้จี้จุกจิก (Micromanaging) มาก แต่สิ่งสำคัญคือ ทุกคนต้องเข้าใจเป้าหมายที่ตรงกันให้ชัดเจน และต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่จะออกมาให้ได้ครับ

มีคำกล่าวโบราณว่า "ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม" ใช่ไหมครับ เป้าหมายของทุกคนคือไปโรม ใครจะเลือกเดินทางไหน ใช้เส้นทางไหนก็ได้

ผมมองว่าทุกคนควรมีอิสระ แต่ละคนย่อมมีแนวทางที่ตัวเองถนัดและชอบ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราทุกคนต้องมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน เราต้องไปถึงโรมร่วมกันให้ได้

"ผมเปิดกว้างเรื่องวิธีการ คุณสามารถเลือกทำในแบบของคุณได้เลย ขอเพียงเราชัดเจนเรื่องเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งการให้ความไว้วางใจและอิสระแบบนี้ทำให้ทีมเราสร้างผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมมาตลอด"

ประการที่สอง ผมเรียนรู้มาจากตอนที่ยังเป็นพนักงานตัวเล็ก ๆ ผมรู้สึกเห็นคุณค่ามาก เวลาที่เจ้านายที่ผม มาแชร์ความรู้กับผม ไม่ใช่แค่ส่งไปอบรม

สิ่งนี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญ เวลาผมมีทักษะหรือความรู้อะไร ผมอยากจะแชร์ให้ทีมทุกคนได้รับรู้ และบอกว่า "นี่คือวิธีที่ผมจะทำ" แต่ผมจะไม่ลงไปทำให้นะครับ ผมต้องการให้พวกเขาเรียนรู้ นำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ และลงมือทำด้วยตัวเอง เพื่อที่พวกเขาจะได้เติบโตและเก่งขึ้นจริงๆ ครับ

ถ้าให้มองย้อนไปในแต่ละช่วงวัย คุณจะนิยามชีวิตวัย 20, 30, 40 และ 50 ด้วยคำว่าอะไรบ้าง?

เป็นคำถามที่น่าสนใจมากเลยครับ (นิ่งคิด…)

แต่ละช่วงมีบทเรียนที่ต่างกันออกไป ตอนผมอายุ 20 ซึ่งเพิ่งเรียนจบใหม่ ผมยังไม่ได้คิดเรื่องอาชีพจริงจังนัก คีย์เวิร์ดสำหรับช่วงนี้คือ"EXPLORE" (การสำรวจ)

ผมเริ่มจากทำงานธุรกิจครอบครัว แล้วผมไม่ชอบ เลยย้ายไปทำงานในบริษัทใหญ่ ซึ่งผมชอบมาก แต่ด้วยความอยากลอง ผมก็ลาออกมาตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ของตัวเองอยู่สองปี แล้วก็ไม่ชอบเหมือนกัน ผมเลยกลับมาองค์กรใหญ่และ พบว่า " องค์กรใหญ่นี่แหละคือที่ของผม" วัย 20 ของผมจึงเป็นการลองผิดลองถูกเพื่อให้รู้จักตัวเองครับช่วงอายุ 30 คีย์เวิร์ดคือ "FOCUS" (การมุ่งเน้น)

พอผ่านการลองมาหลายอย่างแล้ว ในวัย 30 ผมเริ่มนิ่งและมุ่งเน้นที่เส้นทางอาชีพ ผมเริ่ม focus กับงานที่ทำ นั่นก็คือการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) จนกลายเป็นความเชี่ยวชาญ และทักษะนี้เองก็พาผมเดินทางไปทำงานมาแล้วหลายประเทศทั่วโลก

ช่วงอายุ 40 คีย์เวิร์ดคือ "GROW" (การเติบโต)

ตอนอายุ 40 ผมเชื่อว่าผมเติบโตพอสมควรแล้ว เป็นช่วงชีวิตที่เริ่มตั้งหลักได้มั่นคงและยังมีพละกำลังเต็มเปี่ยม ช่วงนี้ผมรู้แล้วว่าอยากทำอะไร Focus ในสิ่งที่รักและผลักดันตัวเองให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น

"โดยเฉพาะที่ไทยเครดิต ผมมุ่งมั่นสร้างการเติบโตให้ทุกคนรอบตัว ทั้งทีมงาน องค์กร และลูกค้า… เพราะเป้าหมายของผมคือ โตไปด้วยกันครับ"

ตอนนี้ผมวัย 50+ แล้ว รู้สึกแก่แล้วด้วยบางที (หัวเราะ) คีย์เวิร์ดสำหรับช่วงนี้คือ "LEAD" (ความเป็นผู้นำ)

การ Lead ในที่นี้ ไม่ใช่การสั่งว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ผมไม่ชอบแบบนั้น แต่เป็นการช่วยคนอื่นให้เติบโต ช่วยพวกเขาให้ดีขึ้น แข็งแกร่งขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรุ่นต่อไป หน้าที่ของผมตอนนี้คือการให้โอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ลองทำสิ่งต่างๆ ครับ

แล้วถ้าจะให้เพิ่มอีกหนึ่งคำที่สำคัญสำหรับทุกช่วงวัยนั่นคือคำว่า "LEARN" (การเรียนรู้)

การเรียนรู้ไม่ได้เกิดแค่ช่วงอายุใดอายุหนึ่ง แต่เกิดขึ้นตลอดเวลา นี่เป็นสิ่งที่ผมสนุกกับมันเสมอ ผมเรียนรู้ทุกอย่าง

แล้วย้อนไปตอบคำถามแรกๆ ที่ถามว่าช่วงไหนสำคัญที่สุดของวัน ทุกวันเสาร์ ผมมีกิจวัตรอย่างหนึ่งคือ ตอน 10 โมงเช้า ผมจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ค่อย ๆ ชงกาแฟดื่มเอง

ในความเงียบนั้น ผมชอบนั่งจิบกาแฟ และทบทวนความคิดกับตัวเองว่า "สัปดาห์นี้เราเรียนรู้อะไรไปบ้าง? ทำอะไรไปบ้าง? ทำดีพอแล้วหรือยัง? ปรับปรุงอะไรได้อีกไหม?"

มันคือช่วงเวลาที่ปราศจากความกดดัน เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ผมได้เรียนรู้ปัญหาที่แก้จากข้อผิดพลาด เป็นช่วงเวลาที่ดีมากในการเรียนรู้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

มีสไตล์การหาความรู้เพิ่มเติมอย่างไร

นิสัยการเรียนรู้จากปัญหาเป็นสิ่งที่ผมสร้างมาตลอด 10-15 ปีแล้ว ผู้นำหลายท่านอาจจะมี Morning Routine ตั้งแต่ตี 5 ผมเคยได้ยินว่ามีผู้บริหารบางท่านเริ่มทำสมาธิตั้งแต่ ตี 5 หรือ 6 โมงเช้า

แต่สไตล์ของผมคือ กาแฟตอน 10 โมงเช้าวันเสาร์ เพื่อทบทวนสิ่งที่ผ่านมา (Reflection)

การเรียนรู้คือการเดินทางตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่การหาความรู้เพิ่ม แต่มันคือการทำให้ผมตระหนักถึงความถ่อมตัวตลอดเวลา เรายิ่งเห็นว่า "โลกนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้"

ในช่วงอายุนี้ ที่คุณตัดสินใจปักหลักในอุตฯ ธนาคาร คุณมองภูมิทัศน์การแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้อย่างไร และอะไรที่ทำให้ไทยเครดิตโดดเด่นจากธนาคารอื่น?

อุตสาหกรรมธนาคารในไทยค่อนข้างซับซ้อน แต่ก็เป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ หรือความพึงพอใจของลูกค้า ปัจจุบันอุตสาหกรรมธนาคารไทยมีมาตรฐานที่ดีมาก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นควรามท้าทายสำหรับเราที่เป็นธนาคารขนาดเล็กที่สุดเหมือนกัน

จากประสบการณ์ที่ผมเคยทำงานในธนาคารใหญ่ในไทยมากว่า 10 ปี ทำให้ผมเข้าใจดีว่าธนาคารใหญ่เขามีทั้งบุคคลากรที่เก่ง มีความเชี่ยวชาญ (Mature) และมีกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ดังนั้นการที่ธนาคารเล็กจะเข้าไปอยู่ในตลาดนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หัวใจสำคัญคือคุณต้องหาว่าช่องว่าง (Gap) ให้เจอ มองให้ออกว่าโอกาสอยู่ที่ไหน แล้ววางตำแหน่งของตัวเองให้ถูกต้อง

นั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจเลือกโฟกัสที่กลุ่มไมโครเอสเอ็มอี เพราะสำหรับเรา นี่คือ Blue Ocean (ตลาดที่ยังมีคู่แข็งน้อยราย) แต่ส่วนที่ยากของลูกค้ากลุ่มนี้คือ ลูกค้ามีความเปราะบางสูง หลายคนยังเข้าไม่ถึงหรือไม่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

สำหรับอนาคตของไทยเครดิต ถ้าเรามองลึกเข้าไปในตลาดไทย จะพบข้อมูลที่น่าสนใจมาก คนไทยมีบัตรเครดิตประมาณ 50 ล้านใบ แต่ มีผู้ใช้งานบัตรจริง ๆ ไม่ถึง 10 ล้านคน

ขณะที่มีประชากรวัยผู้ใหญ่ถึง 30 ล้านคน คำถามคือ แล้วอีก 20 ล้านคนที่เหลือล่ะ? พวกเขาไม่มีบัตรเครดิต

99% ของคนไทยมีบัญชีธนาคาร มี Mobile Banking แต่ทำไมเรายังเป็นสังคมที่ใช้เงินสด (Cashless Society) ในสัดส่วนที่สูงมาก

หากเราพิจรณาที่ธุรกิจนอกระบบ (Informal Businesses) จะพบว่ายังมีขนาดใหญ่มากอาจถึง 50% ของ GDP เลยทีเดียว คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมพวกเขายังไม่เข้าสู่ระบบสถาบันการเงิน (institutionalized)

ผมมองว่ายังมีโอกาสมหาศาลในกลุ่มที่ยังไม่ได้รับบริการจากธนาคาร (Underserved) และเป็นโอกาสที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับการเติบโตในอนาคตของไทยเครดิต ที่เราตั้งใจจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนี้ครับ

ปัจจุบันไทยเครดิตมีส่วนแบ่งการตลาดแค่ 2-3% เท่านั้น โดยในด้านเงินฝากเรามีน้อยกว่า 1% และเอสเอ็มอีอยู่ที่ประมาณ 4-5% ซึ่งในภาพรวมเรายังเล็กมาก

ความเล็กนี้เองที่ทำให้เราเห็นเส้นทางที่ใหญ่และโอกาสอีกมากมาย เราพร้อมที่จะเติบโตไปในทิศทางนี้ ด้วยการ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์กลุ่ม Underserved อย่างแท้จริง ซึ่งกลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดแค่ธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายอย่างมากที่รอให้เราเข้าไปและนั่นคือสิ่งที่เรากำลังมุ่งหน้าไปครับ

ช่วยเล่าเรื่องราวความสำเร็จของไทยเครดิตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาหน่อยได้ไหม?

วิธีที่ง่ายที่สุดคือการย้อนกลับไปดูตัวเลข ผมรู้สึกภูมิใจในทีมงานมากจริงๆ ผมรู้สึกว่าทีมทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ และผมภูมิใจในทีมมาก

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว (ประมาณปี 2012) เรามีสินทรัพย์ไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท แต่วันนี้เราก้าวมาเป็น 1.8 แสนล้านบาท

นั่นคือการเติบโต 900% หรือ 9 เท่า ภายในเวลา 10 ปี

เราได้รางวัล "ธนาคารที่เติบโตเร็วที่สุด" (Fastest Growing Bank) ติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน

ถ้าเทียบในระดับสากล ธนาคารที่เติบโต 9 เท่าในระยะ 10 ปี หรือเติบโต 100% ต่อปี ในช่วงนี้ ถือว่าหาได้ยากมาก

ประการที่สอง โมเดลธุรกิจของเรา ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือลูกค้า พร้อมกับสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ภายใต้ปรัชญา "Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ" โมเดลนี้พิสูจน์แล้วว่าสร้างทั้งรายได้และกำไรอย่างยั่งยืน

ถ้าเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาก ลูกค้าก็จะมีความสุขมากที่จะได้ทำธุรกิจกับเรา

ในช่วง 10-12 ปีที่ผ่านมา เราเติบโต และไม่เคยขาดทุนเลย

เรามีอัตราส่วน ROE (Return on Equity) เฉลี่ยสูงถึง 15-16% และบางช่วงเคยได้ถึง 22% ROE ต่อปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน ROE ที่สูงสุดของมาตรฐานโลกในธุรกิจธนาคารเลย

ผมมักจะบอกเสมอว่าจริง ๆ เราไม่ได้ดำเนินธุรกิจ (Operate) แบบธนาคารทั่วไป เรามีโมเดลธุรกิจที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ยังอยู่ภายใต้กฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย
เรายังทำหน้าที่รับฝากและปล่อยกู้เหมือนกัน โมเดลนี้ดูเหมือนธนาคาร แต่ภายในวิธีการทำงานไม่ค่อยเหมือนธนาคารเท่าไหร่

เราสร้างโมเดลธุรกิจนี้ขึ้นมา ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผมคือการสร้างความสุขให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด (Stakeholders) ถ้าลูกค้า พนักงาน และนักลงทุนของเรามีความสุข มันจะกลายเป็น Dynamics ที่ดีมาก และนั่นคือความหมายของธุรกิจที่ยั่งยืนตามในมุมมองของผมครับ

ถ้าจะระบุปัจจัยหลักของความสำเร็จเหล่านี้ มีอะไรบ้าง?

Formula (สูตร) เป็นส่วนหนึ่ง คุณต้องมีสูตรการบริหารความเสี่ยงที่แม่นยำ

ผมเคยลงมือ Training เรื่องนี้ในอดีต

คุณต้องคุณต้องมีสูตรและเข้าใจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่เหมาะสม

แต่สูตรที่ดีต้องอยู่ในการดูแลของคนที่ใช่(People) คนที่มีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง

แต่นั่นยังไม่พอ อีกประเด็นสำคัญที่ไม่เคยมีใครถามผม คุณต้องทำเร็ว (Act fast) ห้ามช้า

การบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่เรื่องของการ "รอไฟไหม้บ้านแล้ว แล้วถึงคิดว่าตอนนี้ถึงจะทำอะไร" มันไม่ทัน

เมื่อไหร่ที่คุณเห็นสัญญาณเพียงเล็กน้อย คุณต้องเริ่มเตรียมตัวทันที มันเหมือนควัน (Smoke) ควันหมายถึงอะไรบางอย่างกำลังจะไหม้เร็ว ๆ นี้

ทุกครั้งที่เห็นควัน ต้องตอบสนองเร็ว อย่าช้าเกินไป และอย่าละเลย

มันไม่ใช่สูตรสำเร็จ ไม่ใช่สูตรลับ (Secret Sauce) หรือเป็นวิทยาศาสตร์ขั้นสูง (Rocket Science) ที่เข้าใจยาก

จากที่ฟังๆ มา Risk Management เหมือนจะเป็นกุญแจของไทยเครดิตเลยใช่ไหมเพราะกลุ่ม Underserved ที่เป็นลูกค้าหลักของเรา ในมุมมองหนึ่งคือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง จนธนาคารหลายแห่งอาจจะไม่กล้าเข้ามาทำตลาดนี้

ถูกต้องครับ (ยิ้ม)

Summary

การเดินทางของคุณรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา กับธนาคารไทยเครดิต คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า “ความถ่อมตัว” และ “การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด” สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ความสำเร็จที่โดดเด่นจากการเติบโตกว่า 9 เท่าภายใน 10 ปี พร้อมผลตอบแทนที่โดดเด่นในระดับสากล ไม่ได้เกิดจากสูตรลับที่ซับซ้อน แต่มาจากการมองเห็นโอกาสในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม และการบริหารความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือการหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรที่ให้คุณค่ากับทุกคน

สไตล์การเป็นผู้นำของที่เน้นการให้อิสระแก่ทีมงาน ส่งต่อความรู้ ประสบการณ์และการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ไม่เพียงสร้างผลกำไรที่เติบโตอย่างยั่งยืน แต่ยังสร้างความสุขที่ส่งต่อถึงกันเป็นวงจร ทั้งลูกค้า พนักงาน ตลอดจนนักลงทุน นี่คือต้นแบบของผู้นำยุคใหม่ที่ไม่ได้มองเพียงแค่การสั่งการ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นเติบโตไปพร้อมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...