วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติ 50 ต่อ 48 บีบทรัมป์ยุติสงครามอิหร่าน
วันนี้ (24 มิ.ย.2569) สำนักข่าวเอพีรายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ผ่านมติว่าด้วยอำนาจในการทำศึกของฝ่ายบริหาร โดยมีจุดประสงค์เพื่อหยุดยั้งปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และงบประมาณที่ต้องสนับสนุนเพิ่ม ซึ่งมาจากภาษีของชาวอเมริกัน นับเป็นครั้งแรกที่สภาสูงสหรัฐฯ ผ่านมตินี้ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ผ่านมติดังกล่าวเมื่อต้นเดือน มิ.ย.2569
สภาสูงสหรัฐฯ ผ่านมตินี้ด้วยคะแนน 50 ต่อ 48 เมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากที่ถูกปัดตกจากฝ่ายเสียงข้างมากพรรคริพับลิกันของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาแล้ว 9 ครั้ง ซึ่งสะท้อนว่าสภาคองเกรสกังวลมากขึ้น ต่อความขัดแย้งของฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน และข้อมูลในข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้น
รายงานข่าวระบุว่า ทั้งสภาล่างและสภาสูงสหรัฐฯ ผ่านมตินี้ในช่วงที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เสนอของบประมาณเพิ่มอีกราว 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มทดแทนที่สูญเสียไป ในการทำศึกกับอิหร่าน ท่ามกลางค่าพลังงาน-ค่าครองชีพของชาวอเมริกัน ที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งที่ลากยาวมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569
รายงานระบุด้วยว่า สภาคองเกรสยังติงข้อมูลในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งเป็นข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่เสนอวงเงินสนับสนุนการฟื้นฟูประเทศแก่อิหร่านถึงราว 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสูงกว่ามากจากวงเงินราว 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่อดีตรัฐบาลประธานาธิบดี บารัค โอบามา เสนอในข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านเมื่อปี 2558
ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์แรกของศึกฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประเมินงบประมาณการทำศึกไว้ที่ราว 11,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ และฝ่ายผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ศึก "Operation Epic Fury" ของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 นี้ต้องใช้งบประมาณสนับสนุนถึงราว 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
พรรคฝ่ายค้านเดโมแครตชี้ว่า งบประมาณที่บานปลายของ "Operation Epic Fury" สะท้อนว่า ศึกนี้ คือ "Operation Epic Failure" ของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายการต่างประเทศที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และไม่ควรทุ่มงบประมาณที่มาจากภาษีของชาวอเมริกัน เพื่อใช้สนับสนุนปฏิบัติการนี้เพิ่มขึ้นอีก
ไม่นับรวมกับงบประมาณด้านกลาโหม โดยรวมที่รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ยื่นเสนอต่อสภาคองเกรสในปี 2569 นี้รวมราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงเกือบร้อยละ 50 อย่างไรก็ดี รายงานชี้ว่า มติดังกล่าวเป็นเพียงสัญลักษณ์สะท้อนความคิดเห็นของสภาคองเกรส ซึ่งเป็นผู้แทนชาวอเมริกัน แต่ไม่ต้องให้ทรัมป์ลงนามรับรอง
รายงานระบุว่า ทรัมป์ ไม่ปลื้มที่มีฝ่ายพรรคริพับลิกันในสภาคองเกรส ร่วมโหวตหนุนมตินี้ด้วย และเขาเดินทางไปพบกับวุฒิสมาชิก ฝ่ายพรรคริพับลิกัน ที่สภาคองเกรสด้วยตนเองเมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.) หลังจากมอบหมายให้รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ รับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงต่อยอด 60 วันหลังสรุป MOU
เฝ้าระวัง 6 โครงการรัฐ "มูลค่าพันล้าน" หวั่นซ้ำร้อย "ทิ้งร้าง-สร้างไม่เสร็จ"
คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. พัฒนา CAR-T Cell รักษามะเร็งประสิทธิภาพสูง
ประกันสังคม แนะผู้ประกันตนสถานะโสด ระบุผู้รับสิทธิเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า