โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ห้ามฟ้าห้ามฝนยังง่ายกว่า ห้ามคนไทยใช้คำว่า'จีนเทา'

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

เรื่องมันมีอยู่ว่า

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และท่านเอกอัครราชทูตได้ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า 'จีนเทา' เพราะเป็นการตีตราและเหมารวมคนทั้งประเทศ ซึ่งมีทั้งที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดี หากคนจีนทำผิดกฏหมายก็ต้องดำเนินคดีกันไป

ท่านว่าการใช้คำว่า 'จีนเทา' แบบเหมารวมนั้น "ทำให้คนจีนรู้สึกว่าประเทศไทยไม่เป็นมิตร"

ผมต้องบอกว่านี่เป็นความกังวลของฝ่ายจีนจริงๆ และได้แสดงความกังวลนี้มาตลอด เพียงแต่ตอนนี้ "เป็นข่าวใหญ่" เพราะคนในรัฐบาลไทย "ออกมาพูดเอง" โดยที่ผู้ใหญ่ฝ่ายสถานทูตจีนไม่ได้พูดออกมาในที่สาธารณะ

แถมยังเป็นข่าวในช่วงที่ความรู้สึกของคนไทยต่อจีนนั้น "ไม่ค่อยจะเป็นมิตร"

ที่รู้สึกแบบนั้นเพราะมีข่าวการส่งมอบรถถังจีนให้กับกัมพูชาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งแม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะ "หยุดยิง" กัน แต่รู้กันดีว่าทางสองฝ่ายพร้อมที่จะซัดกันอีกได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะกัมพูชาเคลื่อนไหวทางทหารอย่างชัดเจนที่ชายแดนในช่วงเดือนที่ผ่านมา

ดังนั้น เมื่อรถถังจีนมาถึงกัมพูชา คนไทยจึงถามว่า "จีนช่วยกัมพูชารบกับไทยหรือเปล่า?" แม้การส่งมอบนี้จะเป็นการส่งมอบตามสัญญาที่ทำไว้ก่อนการปะทะกันก็ตาม

ความ "บังเอิญจนเกินไป" นี่แหละเป็นสาเหตุที่คนไทยสงสัย ระแวง และรู้สึกไม่เป็นมิตรกับจีน

ผมเห็นว่าหากต้องการจะแก้ปัญหาการใช้คำว่า 'จีนเทา' เรื่องแรกก็คือจะต้องทำให้คนไทยรู้สึกว่าจีนไม่ได้ช่วยศัตรูของไทยเสียก่อน

จีนนั้นเห็นว่าไทยและกัมพูชาเป็น 'มิตรประเทศที่ดี' ของจีนทั้งคู่ และเป็นคนกลางช่วยจับทั้งสองมาคุยกันและจัดเวิร์คช็อปเพื่อให้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดในสังคมทั้งสองมาช่วยลดความบาดหมางกัน

แต่ความพยายามนี้ยังไม่พอที่จะ "เปลี่ยนใจ" คนไทยได้

จะเปลี่ยนใจอย่างไรนั้น ผมเองในฐานะคนไทยก็ให้คำตอบไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าคนไทยเป็นคนที่เอาใจยากที่สุดในโลก และจะดื้อรั้นที่สุดในโลกหากทำให้คนไทยใจไม่พอใจขึ้นมา

ดังนั้น เมื่อมีเสียงติงมาจากท่านทูตจีนเรื่องไม่ควรใช้คำว่า 'จีนเทา' ผมเกรงว่ามันจะไม่ได้ผลดังที่หวัง

แถมยังจะได้ผลตรงกันข้ามเสียด้วย คือคนไทยจะกลายร่างเป็นยักษ์เป็นมารที่ล้างผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้า เพราะสถานการณ์มันไม่เอื้อให้คนไทยกลายเป็นพระเวสสันดรที่สงสารแบบไร้เงื่อนไข แล้วเห็นคล้อยตามกับฝ่ายจีน

อีกเรื่องก็คือ แม้จะไม่มีความรู้สึกเคืองจีนในหมู่คนไทย คนไทยก็มีนิสัยชอบท้าทายอยู่แล้ว หาก "สั่ง" ให้ทำ คนไทยจะไม่ทำตามและจะทำตรงกันข้าม

ดีไม่ดี ขอความร่วมมือให้เลิกใช้คำว่า 'จีนเทา' คนไทยจะสรรหาคำที่แปลกประหลาดและด้อยค่าจีนให้หนักลงไปอีก

การที่คนไทยเอาเรื่องเมืองเขมรมาจับคู่กับเรื่องจีนเทา แม้ฝ่ายจีนอาจจะเห็นว่ามันจับแพะชนแกะไปหรือเปล่า? ก็ต้องบอกว่าในทัศนะของผมมันก็เป็นแบบนั้นจริง เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลพวงของความไม่พอใจทั้งหลายทั้งปวง ต่อให้ไม่มีกรณี 'จีนเทา' คนไทยก็พร้อมที่จะไฟท์อยู่แล้ว

ผมเขียนมาถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกเห็นใจฝ่ายจีน เพราะจีนมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหา 'ทุนเทา' จริงๆ แต่ "สวรรค์เมืองสยามไม่มีตา ฟ้าเมืองไทยไม่มีใจ" ทำให้คนยิ่งเข้าใจจีนผิดๆ ไป

ผมจะยกข่าวเรื่องจีนเอาจริงเอาจังกับ 'พื้นที่สีเทา' มาให้อ่านกันก่อน

ข่าวนี้มาจากวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดย 'สภาแห่งรัฐ' หรือรัฐบาลจีนได้ประกาศ "ระเบียบของคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการลงทุนในต่างประเทศ" 《国务院关于对外投资的规定》ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ระเบียบนี้มุ่งที่การจัดระเบียบทุนไหลออกจากจีนไปลงทุนในโพ้นทะเล (คือต่างประเทศ)

มีคนวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานาว่า มาตรการนี้มีไว้เพื่อป้องกันเงินจีนไหลออกไปลงทุนด้านความมั่นคงของชาติที่เป็นภัยกับจีน บ้างก็วิเคราะห์ว่ากฎระเบียบใหม่นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออุดช่องว่างทางสถาบัน เช่น คนรวยๆ ถ่ายเงินออกไปยังบริษัทในต่างประเทศเพื่อการควบรวมกิจการ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือการถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ในต่างประเทศ หลังจากนี้จะทำแบบนั้นง่ายๆ ไม่ได้อีก

ก่อนหน้านี้การถ่ายเงินทุนออกไปทำเรื่องไม่ดีไม่งามนั้นถือเป็น 'พื้นที่สีเทา' แต่ทางการจีนก็ปรับมาตรการให้เง้มงวดขึ้นแล้ว

ในระเบียบนี้ทางการจีนไม่ได้ใช่คำว่า 'พื้นที่สีเทา' หรือ 'ทุนเทา' แต่สื่ออื่นๆ นอกประเทศจีนใช้คำว่า 'พื้นที่สีเทา' เพื่ออธิบายว่าระเบียบนี้มีไว้เพื่อจัดการพวกนั้น

ไม่ใช่ทุนจากจีนเป็นสีเทากันหมด แต่ทุนจำนวนหนึ่งที่ไหลออกไปลงทุนนอกจีนมันออกนอกลู่นอกทาง จากทุนปกติก็กลายเป็นสีดำบ้างเทาบ้างแล้วเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และของประเทศอื่น

จีนกวดขันกับช่องโหว่ที่เป็น 'พื้นที่สีเทา' ขนาดนี้ แต่ข่าวแบบนี้เมืองไทยไม่มี และจีนก็ไม่ได้ส่งเผยแพร่ในวงกว้าง

แต่คนไทยก็ยังจะด่าอยู่ดีว่า "ปล่อยให้ห้วยขวางมีแต่คนจีนทำธุรกิจ ร้านคนจีนรับเงินหยวนไม่รับเงินบาท นิคมอุตสาหกรรมที่ระยองมีแต่โรงงานจีนที่ไม่จ้างคนงงานไทย"

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาของทางการจีนนะครับ แต่เป็นปัญหาของทางการไทย ซึ่งปล่อยให้คนเหล่านี้ทำผิดกฎหมายไทยเพื่อแลกเศษเงิน

ตรงกันข้าม จีนเองด้วยซ้ำที่ต้องมาปัดกวาดในประเทศแถวๆ บ้านเรา โดยในขณะที่คนไทยเรียกหาความรับผิดชอบที่ผิดฝาผิดตัวอยู่นั้น อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง ทางการจีนประสานงานกับกัมพูชาให้ส่งตัว 'หลิวเหริ่น' ประธานหอการค้าทั่วไปมณฑลอานฮุยในกัมพูชา เพื่อนำตัวไปสอบสวนที่จีนในข้อสงสัยเกี่ยวกับอาชญากรรมหลายข้อหา รวมถึงการฟอกเงินข้ามพรมแดน การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และการค้ามนุษย์ โดย 'หลิวเหริ่น' คนนี้ถือเป็นสมาชิกคนสำคัญของแก๊งอาชญากรของเครือข่ายเฉินจื้อ

ทุนเทาในเขมรเริ่มจะสุญพันธุ์แล้ว แต่ทุนเทาในไทยยังอยู่ดี ท่านคิดว่าเพราะอะไร?

ครับ จะใช้คำว่า 'จีนเทา' ก็อย่าลืมว่าทุกๆ จีนเทาในเมืองไทยนั้นมี 'ไทยเทา' อยู่เบื้องหลัง

ดีไม่ดี อาชญากรสัญชาติจีนในประเทศเพื่อนบ้านของไทย อาจจะมี 'บิ๊กเทา' ในไทยชักใยอยู่ด้วยซ้ำ

กระนั้นก็ตาม คนไทยเรากันเองใช้คำว่า 'ไทยเทา' ได้ไม่ถือว่าเหยียดเชื้อชาติ แต่คำว่า 'จีนเทา' นั้นเหยียดเชื้อชาติแน่นอน

หากผมจะแนะนำอะไรได้ ผมคิดว่าสถานเอกอัครราชทูตจีนสามารถขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนไทยเรื่องการใช้คำว่า 'จีนเทา' อาจจะได้ผลมากกว่า

คำว่า 'จีนเทา' เป็นคำที่มีอคติ (Bias) และเหยียดเชื้อชาติ (Racial discrimination) ในการรายงานข่าวอย่างเป็นวิชาชีพ ควรจะหลีกเลี่ยงคำแบบนี้ ในนานาอารยะประเทศที่ปฏิบัติการสื่ออย่างมีวิชาก็จะเลี่ยงคำแบบนี้ เพราะมันแสดงถึงการดูถูกคนแบบเหมารวม

นี่เป็นแนวปฏิบัติของวาสารศาสตร์อยู่แล้ว อย่าง BBC ยังมี Guidance: Racist Language ใน Editorial policy โดยระบุแนวทางเอาไว้ยาวเหยียด ซึ่งอ่านได้ในลิ้งก์ที่ผมให้ไว้

ดังนั้น คำที่เหยียดอย่างมากแบบ 'จีนเทา' สื่อจึงไม่ควรใช้อยู่แล้ว แต่จะเลือกคำไหนที่แสดงถึงความแหลมคมในการพาดหัวหรือจะตั้งศัพท์ใหม่ที่ดูทรงภูมิ ก็สุดแล้วแต่สื่อมวลชน แค่ไม่ต้องเหยียดเชื้อชาติจนเสียวิชาชีพก็พอ

แบบนี้ผมเห็นว่า ทางการจีนก็พอที่จะหารือกับฝ่ายไทยได้ แต่ถ้าจะขอความร่วมมือแบบเหมาเข่ง ผมเกรงว่าจะไม่สำเร็จ แถมสถานการณ์ยังจะหนักกว่าเดิมอีก

ผมจะยกตัวอย่างนิสัยคนไทยอีกเรื่องเพื่อให้เห็นภาพ

คนต่างชาติมักจะสงสัยว่าทำไมถนนรนแคมเมืองไทยเหตุใดถึงไม่มีเสียงแตร? ทำไมคนไทยขับรถกันเงียบกริบ ไม่มีใครเอะอะมะเทิ่งกันเลย?

เหมือนจะเป็นระเบียบที่ดี และคนไทยน่าจะมีนิสัยรักสงบในสายตาต่างชาติ

แต่คนไทยรู้ดีว่าการบีบแตรนั้น "เท่ากับประกาศสงคราม" และเสียงแตร "เท่ากับเสียงระฆังบนเวทีมวย"

การบีบแตรรถยนต์จึงเป็นเรื่องต้องห้าม แม้มันจะเป็นการบีบเพื่อบอกทางตามวินัยจราจร หรือแม้แต่เตือนอันตรายด้วยความหวังดี คนไทยก็จะเลี่ยงไม่บีบแตร แต่จะ "รอเฉยๆ" ให้สถานการณ์มันผ่านไป

เช่นกัน คนไทยมีนิสัยห้ามไปตักเตือน ยิ่งการสั่งให้ทำนั้นห้ามเด็ดขาด ต้องโอ้โลมปฏิโลม หรือ "รอ" ด้วยความอดทนอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นจะนำมาซึ่งการวิวาท

เหมือนกฎที่ไม่มีใครเขียนไว้เรื่องห้ามบีบแตรเวลาอยู่บนถนนเมืองไทยนั่นเอง

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพนี้ตัดมาจากวิดีโอที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 แสดงให้เห็น หลี่สยง (Li Xiong) ผู้ต้องหาซึ่งเป็นชาวจีนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าแก๊งฉ้อโกง ถูกส่งตัวมาจากกัมพูชา เดินทางมาถึงสนามบินในสภาพถูกใส่กุญแจมือและถูกนำตัวขึ้นเครื่องบินของสายการบินไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์ สื่อของรัฐบาลจีนระบุว่า เขาถูกส่งตัวมาจากกัมพูชา โดยเชื่อมโยงเขากับหัวหน้าแก๊งที่ถูกสหรัฐฯ ฟ้องร้องในข้อหาดำเนินเครือข่ายฉ้อโกงทางไซเบอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ (Photo by - CHINA'S MINISTRY OF PUBLIC SECURITY / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...