เสียงยิ่งดัง ไอเดียยิ่งดี...จริงหรือที่คนเราไม่ต้องการ “ความเงียบ” ในการทำงาน
เสียงคลิกเมาส์ เพื่อนร่วมงานนั่งหัวเราะคิกคัก เสียงคีย์บอร์ดก๊อกแก๊ก เสียงเคี้ยวหมากฝรั่ง เสียงเครื่องพรินต์ โทรศัพท์ดัง แม้แต่เสียงปากกาที่กดไม่หยุดของเพื่อนข้าง ๆ ที่ทำเอาเราแทบคลั่ง แต่ทำไม๊…ทำไมพี่คนนั้นยังคิดงานออกลื่นปรื๊ดราวกับนั่งอยู่ในห้องเงียบลำพังคนเดียว…เคยสงสัยไหมว่า ทำไมสภาพแวดล้อมเดียวกันแต่คนเราคิดงานได้ไม่เหมือนกัน
ถึงแม้จะมีหลายงานวิจัยออกมายืนยันว่า การทำงานแบบเงียบ ๆ ดีกว่า แต่บางคนกลับชอบและรู้สึกสบายกับเสียงในออฟฟิศ การันตีด้วยเทรนด์การไปนั่งทำงานตามคาเฟ่หรือโคเวิร์กกิงสเปซ รวมถึงยอดวิวกว่า 3.8 ล้านวิวจากคลิป Office Sound 2 Hours ที่เล่นเสียงประกอบในออฟฟิศความยาวกว่า 2 ชั่วโมงบน Youtube ซึ่งถูกเลือกมาเล่นเป็นเพลงคลอระหว่างทำงานของคนในปัจจุบัน
Mimi Thian / Unsplash
ตั้งแต่มีการคิดค้นผังออฟฟิศแบบเปิด ไร้ผนังกั้น ในปี 1904 เพื่อส่งเสริมให้พนักงานได้ร่วมกันคิด พูดคุย และปรึกษากันได้อย่างลื่นไหล นั่นก็กลายเป็น “ฝันร้าย” ของหลายคนที่ไวต่อเสียงเหล่านี้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ในขณะที่มีเสียงรบกวนอยู่ตลอดเวลา
นั่นเป็นเพราะว่าแต่ละคนมี “ประสาทในการรับเสียง” แตกต่างกัน งานวิจัย The Effect of Background Music and Noise on the Cognitive Test Performance of Introverts and Extroverts เมื่อปี 2011 ระบุว่า สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับบุคลิกลักษณะจำเพาะของคนนั้น ๆ ด้วย เห็นชัดก็คือ ปกติแล้วกลุ่มคนเอ็กซ์โทรเวิร์ตจะสามารถรับเสียงรบกวนได้มากกว่าเหล่าอินโทรเวิร์ต แต่โดยสรุป ไม่ว่าคุณจะเป็นคนบุคลิกแบบใดก็จะทำงานได้ดีกว่าในสภาวะเงียบสงบ
ยกตัวอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ชื่อดังที่เป็นสายอินโทรเวิร์ต ยังบอกว่าความเงียบช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้ เวลาที่สมองตัน เขาเพียงหยุดคิด แล้วออกไปว่ายน้ำเงียบ ๆ คนเดียว รอให้ไอเดียแจ่ม ๆ แล่นเข้ามาในหัวเอง และเขาก็ทำอย่างนี้เป็นประจำด้วย “ความน่าเบื่อและความเหงาของความเงียบสงบนี่แหละที่จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์”
Sarah Labuda / Unsplash
เดวิด ร็อก ผู้บริหารแห่งสถาบัน NeuroLeadership ได้ทำการรีเสิร์ชเกี่ยวกับ “อะฮ่า โมเมนต์ (aha moment)” หรือช่วงเวลาที่คนคิดไอเดียหรือทางออกเจ๋ง ๆ แบบฉับพลัน ลองนึกถึงอารมณ์แบบดีดนิ้วดังเป๊าะแล้วทำหน้ามั่นใจ ซึ่งตรงนี้แหละเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทสัมผัสต่าง ๆ ในสมอง เมื่อมีเสียงอื่น ๆ ดังกว่าขึ้นมาในหัว ก็อาจทำให้ไอเดียนั้นกระเจิงหายไปได้
เพราะเมื่อสมองมีกิจกรรมให้ทำน้อยลง ก็จะช่วยให้เราคิดอะไรดี ๆ ออกได้ ซึ่งนั่นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเวลาเราทำกิจกรรมอะไรสักอย่างที่ไม่ต้องใช้ความพยายามด้านจิตใจมาก เช่น จดจ่อกับอะไรซ้ำ ๆ หรือแค่อยู่ในสภาวะผ่อนคลายเหมือนเวลาตื่นนอน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องอยู่เงียบ ๆ อย่างไอสไตน์เสมอไป ความผ่อนคลายของบางคนอาจจะได้มาจากการไปเดินเล่น หรือการฟังเพลงสบาย ๆ ก็ได้เหมือนกัน
สำหรับบางคนอาจถึงขั้นโกรธเกรี้ยวหงุดหงิดขึ้นมาเมื่อได้ยินแค่เสียงหายใจ เสียงเคี้ยวข้าว หรือเสียงอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนทั่วไปรู้สึกเฉย ๆ แต่เขาเหล่านี้ทนไม่ได้ อาการเหล่านี้อาจถูกวินิจฉัยได้ว่าเข้าข่ายโรคมิโซโฟเนีย (Misophonia) หรือโรคเกลียดเสียง คือเมื่อได้ยินเสียงที่ไม่ชอบ ก็รู้สึกอยากจะกรีดร้องทุกครา
Elyas Pasban / Unsplash
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าคนที่มีภาวะเกลียดเสียง ไม่ได้เป็นโรคที่มาจากหู แต่มาจากสมองส่วนที่เชื่อมระหว่างประสาทสัมผัสกับอารมณ์ที่เรียกว่า แอนทีเรีย อินซูลาร์ คอร์เท็กซ์ (anterior insular cortex) ที่มีความไวต่อเสียงเป็นพิเศษ ส่งผลให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด หรือวิตกกังวล หัวใจเต้นเร็ว และเหงื่อออกมาก ซึ่งปฏิกิริยาที่จะแสดงออกมาเป็นอารมณ์โกรธที่มากกว่าปกติ และไม่ใช่อารมณ์เกลียดแต่อย่างใด เมื่อไรที่โรคนี้กระทบชีวิตประจำมากเกินไป แนะนำให้พบจิตแพทย์เช่นเดียวกัน
แต่นี่ก็ไม่ใช่โรคแปลกใหม่ เพราะระดับนักเขียนอย่างมาร์เซล พรูสต์ หรือนักธรรมชาติวิทยาอย่างชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็ประสบกับโรคนี้เช่นเดียวกัน ในกรณีของพรูสต์ เขาป้องกันโดยทำห้องเก็บเสียง และเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นด้วยที่อุดหู เพราะเสียงเหล่านี้กวนสมองทำให้เขาคิดงานไม่ออกนั่นเอง
แม้ชาวเอกซ์โทรเวิร์ตจะสามารถทำงานได้ในสภาพที่มีเสียง แต่หลาย ๆ วิจัยก็ยังยืนยันว่างานจะออกมาดีที่สุดก็ต่อเมื่ออยู่ในที่เงียบ โดยประกอบไปด้วยสองปัจจัยก็คือ อันดับแรกเป็นเพราะว่าเสียงรบกวนรอบ ๆ ตัวเรามีความคล้ายคลึงกับเสียงในสมอง ซึ่งงานบางอย่างจำเป็นต้องใช้เสียงในสมองของเราเองเพื่อเรียบเรียงสิ่งต่าง ๆ ออกมา
Ben White / Unsplash
นิก เพอร์แฮม นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์เมโทรโพลิแทน ยกตัวอย่างให้ฟังว่า “เหมือนเวลาเราพยายามจะจำเบอร์โทรศัพท์ของใครสักคน เราต้องพึมพำอยู่ใต้ลมหายใจของตัวเอง” ฉะนั้น เสียงรบกวนที่เข้ามาก็จะทำลายความสามารถในการจำและจดจ่อกับบางสิ่งบางอย่างได้
อันดับที่สองก็คือ การที่สมองทำงานกับสิ่งที่เรากำลังโฟกัส กับจัดการกับเสียงรบกวนยังขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง ไม่เหมือนกับหุ่นยนต์อย่าง Alexa ที่สแตนบายรอฟังคำสั่งเราอย่างเดียวโดยไม่สนใจเสียงรบกวนอื่น ในขณะที่สมองเราทำไม่ได้ แม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งใจฟังเสียงรบกวนเหล่านั้นก็ตาม แค่เสียงแชตเด้งเตือน เสียงคนไอ เสียงสูดลมหายใจ หรือมีคนเรียก ก็ทำให้เสียสมาธิกันได้ง่าย ๆ เลย (นั่นรวมถึงเสียงเพลงด้วย)
หลังจากเพอร์แฮมทำการทดลองกับนักเรียน 36 คนให้คิดเลขในใจผ่านบรรยากาศสามแบบ คือ มีเสียงในออฟฟิศพร้อมเสียงคนคุยกัน มีเฉพาะเสียงในออฟฟิศ และบรรยากาศแบบไร้เสียง ก็สรุปได้ว่าคนส่วนใหญ่ทำงานได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ “เงียบ ๆ” นั่นเอง
ว่ากันตามตรง เสียงรบกวนนั้นมีผลกับการทำงานในออฟฟิศโดยตรง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำงานได้ดีภายใต้บรรยากาศแบบนี้ได้ และการออกแบบออฟฟิศสมัยใหม่ก็สร้างเสียงรบกวนได้มากมาย ปัจจุบันจึงเริ่มมีไอเดียการใช้ Office Booth หรือ Work Pod บูธทำงานจิ๋วส่วนตัวแบบเก็บเสียงในพื้นที่สำนักงาน แม้แต่ตามที่สาธารณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะประชุมหรือโทรศัพท์ก็ไม่รบกวนคนอื่น หรือจะคิดงานก็ไม่มีเสียงอื่นมารบกวน หากต้องการเพิ่มพลังโปรดักทีฟให้กับพนักงาน คงจะดีไม่น้อยถ้าให้พวกเขาได้มีพื้นที่เงียบ ๆ ไว้สำหรับคิดงานที่ต้องการสมาธิ ซึ่งนั่นแหละคือบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง
ที่มา : บทความ "Why office noise bothers some people more than others" โดย Zaria Gorvett จาก bbc.com
วิดิโอ Why Silence is Power | Priceless Benefits of Being Silent โดย Einzelgänger จาก แชแนลยูทูป Einzelgänger
บทความ "มิโซโฟเนีย : 'ฉันเป็นโรคเกลียดเสียง'" จาก bbc.com
เรื่อง : วนบุษป์ ยุพเกษตร