โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตือน ‘เนปาล’ เสี่ยงซ้ำ! ย้ำ ไทยถึงเวลาคุยธรรมาภิบาลภัยพิบัติข้ามพรมแดน

Thai PBS

อัพเดต 51 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 51 นาทีที่แล้ว • Thai PBS

ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ ชี้ ธารน้ำแข็งละลาย เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันซ้ำ แนะใช้ดาวเทียม-เซนเซอร์เฝ้าระวัง พร้อมสร้างมาตรฐานข้อมูลร่วมระหว่างประเทศ เตือนภัยพิบัติซับซ้อนขึ้น แนะ จีน-อินเดีย ช่วยประเทศเสี่ยงพัฒนาเทคโนโลยี ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ย้ำ ไทยถอดบทเรียนได้ แม้ภูมิประเทศต่างกัน แต่ต้องเน้นเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ สร้างเครือข่ายรับมือภัยข้ามแดน

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนทิเบต-เนปาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งบ้านเรือน ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 400 คน และผู้สูญหายมากกว่า 1,400 คน ท่ามกลางการระดมความช่วยเหลือจากนานาชาติ

ภาพกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก พร้อมพัดพาก้อนหิน เศษไม้ และมวลดินลงมาตามหุบเขา ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกเปรียบเทียบกับ “สึนามิบนหลังคาโลก” เพราะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมีพลังทำลายล้างสูง แตกต่างจากภาพน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักหรือพายุซึ่งหลายประเทศคุ้นเคย

วันนี้ (28 ส.ค. 2569) ศ.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ นิด้า ให้ภาษณ์ ผ่านรายการตรงประเด็น Thai PBS อธิบายว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะทางธรณีและภัยพิบัติที่เรียกว่า GLOF หรือ Glacial Lake Outburst Flood หรือ “น้ำท่วมฉับพลันจากการแตกหรือพังของทะเลสาบธารน้ำแข็ง”

GLOF “สึนามิในหุบเขา” จากธารน้ำแข็งสู่มหาอุทกภัย

ปรากฏการณ์ GLOF ไม่ได้หมายถึงการระเบิดแบบที่เกิดจากวัตถุระเบิด แต่เป็นการปลดปล่อยมวลน้ำที่สะสมอยู่ในทะเลสาบจากธารน้ำแข็งอย่างฉับพลัน เมื่อ“เขื่อนธรรมชาติ” ที่กั้นมวลน้ำไว้เกิดพังทลาย

ศ.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ นิด้า

ปัจจัยสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ธารน้ำแข็งละลายและเกิดเป็นทะเลสาบเพิ่มขึ้น ขณะที่แนวกั้นทะเลสาบบางแห่งไม่ได้เป็นโครงสร้างคอนกรีตที่แข็งแรง แต่เกิดจากน้ำแข็ง ก้อนหิน ดิน หรือเศษวัสดุธรรมชาติ จึงมีความเปราะบางสูง

เมื่อมวลน้ำเพิ่มขึ้นจนแรงดันเกินกว่าที่แนวกั้นจะรับได้ หรือเกิดแผ่นดินไหวเข้ามากระตุ้น เขื่อนธรรมชาติอาจพังลงในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลไหลทะลักลงสู่พื้นที่ด้านล่าง

ที่สำคัญ กระแสน้ำจาก GLOF ยังแตกต่างจากน้ำป่าทั่วไป เพราะไม่ได้มีเพียงน้ำ แต่สามารถพัดพาก้อนหิน ต้นไม้ เศษไม้ ดิน และวัสดุทางธรณีลงมาพร้อมกัน จนเกิดเป็น Debris Flow หรือ “มวลไหลเศษวัสดุทางธรณี” ซึ่งเพิ่มอำนาจการทำลายล้างอย่างมหาศาล

หิมาลัยยังมีจุดเสี่ยงอีกจำนวนมาก

ข้อมูลจาก ICIMOD หรือศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบยั่งยืน ชี้ให้เห็นว่า บริเวณเทือกเขาหิมาลัยและพื้นที่โดยรอบมีทะเลสาบธารน้ำแข็งและแนวกั้นตามธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก

การประเมินพบจุดที่มีลักษณะเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งและเขื่อนธรรมชาติประมาณ 3,700 แห่ง ขณะที่จุดที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงสูงอย่างน้อย 47 แห่ง แบ่งเป็นเนปาล 21 แห่ง อินเดีย 1 แห่ง และจีน 25 แห่ง

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเนปาลอาจไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวที่จบลงพร้อมกับการกู้ภัย แต่ยังมีความเสี่ยงจากทะเลสาบธารน้ำแข็งอีกหลายจุดที่ต้องเฝ้าระวัง

โดยเฉพาะพื้นที่หุบเขาและพื้นที่ลาดชัน เนื่องจากระดับความสูง ความลาดชัน และลักษณะคดเคี้ยวของภูมิประเทศ ล้วนมีผลต่อความเร็วและพลังของกระแสน้ำเมื่อไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง

ภัยพิบัติไม่หยุดอยู่ที่เส้นพรมแดน

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่เพียงการรับมือกับน้ำท่วมหรือดินถล่ม แต่คือคำถามเรื่อง “ธรรมาภิบาลข้ามพรมแดน”

ศ.ศิวัช ระบุว่า ภัยพิบัติไม่ต้องขอวีซ่า หากต้นเหตุเกิดในประเทศหนึ่ง ผลกระทบสามารถไหลหรือเคลื่อนตัวเข้าสู่อีกประเทศได้ เช่นเดียวกับปัญหาฝุ่น PM2.5 มลพิษในแม่น้ำ หรือมวลน้ำและเศษวัสดุทางธรณี

กรณีเทือกเขาหิมาลัยจึงเป็นตัวอย่างชัดเจน เพราะแหล่งน้ำและแม่น้ำเชื่อมโยงกันหลายประเทศ การจัดการภัยพิบัติจึงไม่สามารถมองเฉพาะขอบเขตประเทศใดประเทศหนึ่งได้

ประเด็นดังกล่าวยังสอดคล้องกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่ไทยกำลังเผชิญ เช่น กรณีสารหนูในแม่น้ำกก ซึ่งแต่ละประเทศอาจใช้มาตรฐานแตกต่างกัน จนทำให้การกำหนดว่า “ปลอดภัย” หรือ “เกินมาตรฐาน” ใช้เกณฑ์คนละชุด

ดังนั้น หากต้องการจัดการภัยพิบัติและมลพิษข้ามพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศที่ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องมี มาตรฐานร่วม เทคโนโลยีที่ทัดเทียมกัน และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม

เทคโนโลยีต้องเปลี่ยนจาก “ดูภัย” เป็น “รู้ภัยก่อนเกิด”

อีกบทเรียนสำคัญคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเฝ้าระวัง ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยี Remote Sensing และข้อมูลจากดาวเทียมที่สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและพื้นที่เสี่ยงได้ ทั้งดาวเทียมที่เหมาะสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และดาวเทียมที่สามารถให้ข้อมูลภาพปัจจุบันได้ละเอียดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดาวเทียมแต่ละประเภทมีข้อจำกัดแตกต่างกัน เช่น ดาวเทียมบางชนิดไม่สามารถตรวจสอบพื้นที่ได้เมื่อมีเมฆปกคลุม ขณะที่เทคโนโลยีเรดาร์สามารถตรวจสอบพื้นที่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน และมีศักยภาพในการเก็บข้อมูลผ่านชั้นเมฆ

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า มีดาวเทียมหรือไม่ ? แต่คือ ประเทศในภูมิภาคมีระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยร่วมกันแล้วหรือยัง ?

หากสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบธารน้ำแข็งหรือแนวกั้นธรรมชาติที่กำลังมีความเสี่ยง และส่งข้อมูลไปยังประเทศปลายน้ำได้ทันเวลา ก็อาจช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตและความเสียหายลงได้อย่างมาก

จีน-อินเดีย กับบทบาท “พี่ใหญ่” ในการรับมือภัยพิบัติ

ศ.ศิวัช มองว่า กลุ่มประเทศที่อยู่ในพื้นที่ Hindu Kush Himalaya หรือ HKH จำเป็นต้องยกระดับความร่วมมือ เพราะแต่ละประเทศมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรแตกต่างกัน

ประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างจีนและอินเดียมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและการวิจัยสูง จึงสามารถเข้ามาช่วยประเทศที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเทคโนโลยีได้

แนวคิดดังกล่าวอาจพัฒนาไปสู่รูปแบบ “Big Brother Model” คือประเทศที่มีเทคโนโลยีและศักยภาพสูงเข้ามาช่วยประเทศขนาดเล็กในการเฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง และพัฒนาระบบเตือนภัย

หากความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ไม่เพียงช่วยรับมือ GLOF เท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ทั้งในลุ่มน้ำกก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขงได้ด้วย

แล้วประเทศไทยต้องเรียนรู้อะไร ?

แม้ประเทศไทยไม่มีภูมิประเทศแบบเทือกเขาหิมาลัย และไม่สามารถนำรูปแบบภัยพิบัติในเนปาลมาเปรียบเทียบโดยตรงกับไทยได้ แต่สิ่งที่ไทยควรถอดบทเรียนคือ “ระบบเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย”

ศ.ศิวัช ย้ำว่า ภัยพิบัติเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถห้ามได้ ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือธารน้ำแข็งละลาย แต่สิ่งที่สามารถทำได้คือการลดความสูญเสีย

หัวใจจึงอยู่ที่ระบบ War Room ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่รอให้เกิดภัยแล้วจึงตั้งศูนย์บัญชาการ ระบบดังกล่าวต้องเริ่มตั้งแต่การเฝ้าระวัง การใช้ข้อมูลดาวเทียมและเซ็นเซอร์ การประเมินจุดเสี่ยง การคาดการณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ ไปจนถึงการแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า รวมถึงการเตรียมเส้นทางอพยพ จุดพักพิง อาหาร และน้ำให้พร้อมก่อนเกิดเหตุ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เมื่อเกิดภัยแล้ว เราจะกู้ภัยอย่างไร” แต่ต้องถามล่วงหน้าว่า “เรารู้หรือไม่ว่าภัยกำลังจะเกิดขึ้นที่ไหน และประชาชนมีเวลาหนีมากพอหรือไม่”

จาก “พลเมืองตื่นรู้” สู่ จัดการภัยพิบัติระดับประเทศ-นานาชาติ

อีกปัจจัยที่มีความสำคัญมากขึ้นคือบทบาทของประชาชนและชุมชน ที่ ศ.ศิวัช มองว่า ปัจจุบันไทยมี “พลเมืองตื่นรู้” เพิ่มขึ้น เห็นได้จากการที่ประชาชนติดตามปัญหาน้ำท่วม มลพิษ และสารพิษในแหล่งน้ำ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและถกเถียงในเชิงวิชาการมากขึ้น

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนการขับเคลื่อนแบบ Bottom-up ที่เกิดขึ้นจากประชาชนเอง และอาจกลายเป็นแรงผลักดันให้ภาครัฐต้องรับฟังเสียงจากประชาชนมากขึ้น

ในระยะยาว การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงสามารถเชื่อมต่อกับการจัดการภัยพิบัติในระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยเฉพาะภัยพิบัติที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง

เนปาลอาจไม่ได้เผชิญ “ภัยครั้งสุดท้าย”

สำหรับเนปาล ความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากหลายภัย ทั้งแผ่นดินไหว ดินถล่ม และการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็ง

ที่สำคัญ ภัยพิบัติหนึ่งสามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภัยพิบัติอีกประเภทตามมาได้ เช่น แผ่นดินไหวอาจทำให้เขื่อนธรรมชาติพัง และนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจเร่งการละลายของธารน้ำแข็ง จนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด GLOF

ดังนั้น ความเสี่ยงจึงไม่ได้แยกออกจากกันเป็นเหตุการณ์เดี่ยว ๆ แต่เป็น “ภัยพิบัติซ้อนภัยพิบัติ” ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

บทเรียนจากเนปาลจึงไม่ได้อยู่ที่การหาคำตอบว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ “รุนแรงที่สุดหรือไม่” แต่อยู่ที่การใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศต่าง ๆ เร่งสร้างระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้อยู่บนเทือกเขาหิมาลัย แต่ก็มีความเสี่ยงจากภัยพิบัติและปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ใช้เทคโนโลยีร่วมกัน แบ่งปันข้อมูลอย่างเท่าเทียม และสร้างระบบเตือนภัยที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง

เพราะในโลกที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภัยพิบัติอาจเกิดขึ้นโดยไม่เคารพเส้นแบ่งเขตแดน และการรับมือที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การรอให้ภัยมาถึง แต่คือการรู้ล่วงหน้าว่ามันกำลังจะมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

น้ำท่วมเนปาล ถึงเวลาคุย? ธรรมาภิบาลภัยพิบัติข้ามพรมแดน (28 ส.ค.69) I ตรงประเด็น

58 นาทีที่แล้ว

ไทม์ไลน์เพลิงไหม้ "คลองถมเซ็นเตอร์" ถนนวรจักร

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...