โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปูดโกงท้องถิ่นมีตัวละครใหม่

ไทยโพสต์

อัพเดต 29 สิงหาคม 2569 เวลา 4.31 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ปกรณ์” กำชับ ก.พ.สอบวินัย-จริยธรรมตามกรอบให้เสร็จ 30 ก.ย.ทุกเรื่อง “นายกเฮง” พร้อมสาว อบต. ยื่นคนละ 2 แสนประกันตัว “อาสพลธ์” แฉขบวนการตบทรัพย์สอบท้องถิ่นชี้เป้า "บิ๊กเต่า" พบผู้เสียหายจ่ายเงินโกงสอบกว่า 100 คน บุรีรัมย์เพิกถอนบรรจุแต่งตั้ง 10 คน

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรอบเวลาในการดำเนินการทางวินัยในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า การดำเนินการทางวินัยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและชื่อเสียงของข้าราชการผู้ถูกดำเนินการทางวินัย และกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานต้นสังกัด ประกอบกับมาตรา 103 และมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 บัญญัติให้ ก.พ. มีหน้าที่พิจารณาเรื่องการดำเนินการทางวินัยที่มีการรายงานมายัง ก.พ.

“ในฐานะประธาน ก.พ. จึงกำหนดให้ อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและจริยธรรม ทำการแทน ก.พ. ในการพิจารณาตรวจสอบการดำเนินการทางวินัย ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่สำนักงาน ก.พ.ได้รับรายงาน”

รองนายกฯ เผยด้วยว่า เรื่องใดที่สำนักงาน ก.พ. ได้รับรายงานตามมาตรา 103 หรือมาตรา 104 ไว้ก่อนวันที่มีข้อกำหนดนี้ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาดังกล่าวให้ดำเนินการเสียให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.2569 โดยต้องไม่กระทบต่อการอำนวยความเป็นธรรมแก่ข้าราชการผู้ถูกดำเนินการทางวินัย และต่อการปฏิบัติราชการของหน่วยงานต้นสังกัด ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ช่วยกันพัฒนา ประสิทธิภาพของระบบราชการกัน

นายปกรณ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่เรื่องของการตรวจสอบทุจริตท้องถิ่น แต่เป็นทุกเรื่อง เพราะมีความล่าช้า ซึ่งเพื่อความเป็นธรรม เมื่อมีการรายงานมาแล้ว ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วันเท่านั้น คล้ายๆ ว่าเวลาดำเนินคดีต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน เพราะความล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงกรณีกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุมนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือนายกเฮง อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย หลังเรียกรับเงิน 650,000 บาท โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นได้ว่า ก่อนหน้านี้มีหลักฐานจากแชตไลน์ที่ผู้เสียหายทวงเงินคืนจากอดีต สส.สอบตก โดยเครือข่ายใน จ.ศรีสะเกษพบว่ามีนายกเฮงเป็นเบอร์หนึ่งในจังหวัด แต่จากเบอร์หนึ่งจะโยงไปที่ส่วนกลางใครนั้นยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ในส่วนของ จ.ขอนแก่น ก็มีลักษณะเครือข่ายลักษณะเดียวกัน แต่เป็นเครือข่ายอื่นที่ไม่ใช่ของผู้ใหญ่เฮง ส่วนที่ในแชตไลน์ที่ระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เชื่อมโยงกับนายกเฮงนั้น มีตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ (ระดับ 8-9 หรือยศ พ.ต.ท.)

เขาบอกว่า เครือข่ายการเรียกรับสินบนใน จ.ศรีสะเกษ มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนแล้ว 19 คดี และมีคดีเพิ่มเติมรวมเป็น 20 คดี ซึ่งดีเอสไอลงมาสอบปากคำเอง 18 คดี ส่วนอีก 1 คดี ป.ป.ช. ลงมาดำเนินการเอง และมีอีก 1 คดีที่ส่วนกลางเข้าบุกจับกุมเมื่อวันก่อน คดีนี้ไม่ได้ทำคนเดียว แต่ทำกันเป็นกลุ่มแก๊ง

มีรายงานข่าวกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป.นำกำลังบุกเข้าจับกุมนายกเฮง และนางนวพร เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ ตามหมายจับในคดีทุจริตเรียกรับเงินสินบนเพื่อวิ่งเต้นสอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นนั้น จากการสอบสวนในเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยพนักงานสอบสวนได้อนุญาตให้ผู้ต้องหาทั้งสองใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 200,000 บาท เพื่อยื่นขอประกันตัวชั่วคราวในชั้นพนักงานสอบสวน

รายงานข่าวระบุอีกว่า นอกจากการตรวจสอบผู้เข้าสอบกว่า 5,900 ราย ที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นแล้ว ยังพบว่ามีผู้เข้าสอบอีกหลายรายที่จ่ายเงินสินบนและได้รับการแก้ไขคำตอบในกระดาษข้อสอบแล้ว แต่ก็ยังไม่มีชื่อสอบติด เนื่องจากมีการตัดโควตาตำแหน่งลง ซึ่งพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างเร่งแกะรอยเส้นทางการเงินของนางนวพรที่โอนต่อไปยังบุคคลอื่น จากการสืบสวนเชิงลึกพบเบาะแสสำคัญว่า ขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นในครั้งนี้ อาจมีข้าราชการระดับสูงอย่างอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องถึง 3 ราย แบ่งเป็นอดีตอธิบดี 2 ราย และอธิบดีปัจจุบัน 1 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า ผู้ต้องหาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งนายประวิทย์ยังให้การภาคเสธ แต่ก็ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยข้อมูลบางส่วนเป็นประโยชน์ต่อการขยายผลเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้ต้องหาที่เคยถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ โดยพนักงานสอบสวนได้นัดหมายผู้ต้องหามาให้การเพิ่มเติมและนำหลักฐานมาชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 8 ก.ย.นี้

พล.ต.ต.จรูญเกียรติยังกล่าวถึงกรณีให้ประกันตัวผู้ต้องหาว่า คดีที่ จ.ศรีสะเกษ มีผู้เสียหายมาร้องเรียนเบื้องต้นเพียง 1 คน มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 650,000 บาท ซึ่งตามข้อกฎหมายหากไม่ให้ประกันตัว จะมีเวลาควบคุมตัวทำสำนวนเพียง 48 วัน แต่หากปล่อยตัวชั่วคราว พนักงานสอบสวนจะมีเวลาทำงานถึง 6 เดือน ทำให้รวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้น เพราะจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่ามีผู้เสียหายที่ไปแจ้งความตามโรงพักต่างๆ อีกกว่า 40 คน และเมื่อรวมข้อมูลทั้งหมดคาดว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อมากกว่า 100 คน ในจำนวนนั้นมี 57 คน ที่จ่ายเงินและได้ตำแหน่ง ส่วนอีกกว่า 40 คน เป็นกลุ่มที่จ่ายเงินไปแล้วแต่ไม่ได้เงินคืนและไม่ได้ตำแหน่ง ซึ่งผู้เสียหายกลุ่มนี้ให้การว่าได้นำเงินสดไปมอบให้นายกเฮง

รอง ผบช.ก.กล่าวอีกว่า ขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากเป็นคดีทุจริตเกี่ยวกับการรับราชการ สำนวนใหญ่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งปัจจุบัน ป.ป.ช.ได้แต่งตั้ง พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) และ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) ร่วมเป็นคณะไต่สวนด้วย ทำให้การประสานข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว

พล.ต.ต.จรูญเกียรติยืนยันว่า การทำงานของ ป.ป.ช. จะสามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าคดีนี้จะขยายผลไปถึงผู้บริหารระดับสูงได้แน่นอน นอกจากนี้ยังเตรียมขยายผลไปยังตัวละครใหม่ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มของนายพิชิต ทั้งพรม หนึ่งในผู้ต้องหาคดีโกงสอบท้องถิ่นที่เคยถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ โดยไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ยืนยันอีกว่าคดีนี้ไม่มีแรงกดดันหรือการแทรกแซงทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ตำรวจดำเนินการไปตามพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา

วันเดียวกัน นายคำเคลื่อน พณะชัย รองผู้ว่าราชจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดบุรีรัมย์ (ก.อบต.จังหวัดบุรีรัมย์) พิจารณาเพิกถอนคำสั่งบรรจุแต่งตั้งพนักงานส่วนตำบล 10 คน ใน 5 องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ภายหลังตรวจพบค่าคะแนนผิดปกติหรือเข้าข่ายทุจริตสอบท้องถิ่น ส่วนอีก 1 คน เป็นพนักงานเทศบาล ต้องรอการประชุมคณะกรรมการ ก.เทศบาล เพื่อขอมติจากคณะกรรมการอีกครั้ง โดยหลังมีมติของคณะกรรมการ ก.อบต.ประจำจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลจะไปดำเนินการเพิกถอนคำสั่งบรรจุแต่งตั้งตามมติของคณะกรรมการฯ ให้แล้วเสร็จ ก่อนวันที่ 31 ส.ค.นี้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...