โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส.ก. อยู่ตรงไหน ในปัญหาเมืองกรุงเทพฯ

Thai PBS

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

การเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ไม่เพียงแค่วันที่คนกรุงจะได้รู้ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะยังครองตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ต่อไปหรือไม่ แต่ยังมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร อีก 50 คน จาก 50 เขต ที่จะทำให้เห็นภาพรวมของทั้งกรุงเทพฯ ว่า ส.ก. กลุ่มไหน จะได้ครองพื้นที่กรุงเทพฯ

หากดูจากบทบาทและหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 แล้ว ผลการเลือกตั้งในสนามแข่งขันของ ส.ก. อาจไม่ใช่แค่ภาพสะท้อนเฉพาะมิติทางการเมืองเท่านั้น แต่การเป็นตัวแทนระดับเขตเข้าไปทำงานผ่านกลไกต่าง ๆ ในสภา กทม. ยังสะท้อนได้ทั้งการทำงานเชิงประเด็น และบทบาทเฉพาะหน้า ที่เน้นการทำงานกับประชาชนในพื้นที่เขตของตัวเอง

หนึ่งในข้อมูลที่พบจาก BMC Dashboard จัดทำโดย WeVis ทำให้เห็นว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ส.ก. พูดถึงเขตทุ่งครุ ในสภา กทม. มากที่สุด คือ 15 เรื่อง สิ่งที่น่าสนใจ คือ เขตทุ่งครุ เป็นเขตที่ถูกรายงานเข้ามาในแพลตฟอร์มอย่างทราฟฟี่ฟองดูว์จำนวนมากเช่นกัน และมีจำนวนเคสที่มีการแก้ปัญหาสูงที่สุด ซึ่งแม้การแก้ปัญหาสำเร็จอาจมาจากหลายปัจจัย ทั้งความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่ ความยาก-ง่ายของปัญหา แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็เป็นภาพสะท้อนได้ในหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสะท้อนการทำงานของ ส.ก. ได้ทั้งหมด เพราะหลายเรื่องอาจถูกขับเคลื่อนนอกสภา และเรื่องของแต่ละเขตก็ไม่ได้ถูกเสนอโดย ส.ก. ของเขตนั้น ๆ

The Active คุยกับ รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างการบริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผ่านบทบาท “สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร” หรือ ส.ก. เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ และส่งเสียง “ความต้องการ” ในฐานะคนเมือง ที่จะพัฒนากรุงเทพฯ หลังจากนี้

พิชญ์

รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ระบุว่าบทบาทที่แท้จริง ของ ส.ก. ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสภา กทม. แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่าง“ประชาชน กับ ระบบราชการ” ของกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านมา ส.ก.หลายคนมีทีมงานในพื้นที่ทำงานประสานกับประธานชุมชนหรือเครือข่ายคนในพื้นที่ในหลายเรื่อง ตั้งแต่การเกิดจนถึงการตาย หมายถึง เรื่องการเลี้ยงดูเด็ก ศูนย์เด็กเล็ก หรือถ้ามีคนเสียชีวิตที่บ้าน ส.ก. ก็เข้ามาช่วยดูแล ไปจนถึงร่วมงานศพ เป็นประธานในพิธีอย่างภาพคุ้นตาในกรุงเทพฯ ว่าวัดเล็ก ๆ ริมคลองหรือวัดชุมชน มักมีพวงหรีดจาก ส.ก. หรืออดีต ส.ส. ท้องถิ่นปรากฏอยู่เสมอ

เรียกได้ว่าเป็น “ความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดระดับพื้นที่ ที่ผูกพันกับชีวิตประจำวันของคนเมือง” นอกจากนี้ รศ.พิชญ์ ยังบอกว่า ส.ก. หรือ ส.ข. ในอดีต ยังทำหน้าที่ที่เราคาดไม่ถึง อย่างเช่น ประสานฉีดยุง ฉีดยาป้องกันโรค จัดการปัญหาสุนัขจรจัดในชุมชน แม้ว่างานเหล่านี้ กทม. จะมีหน่วยงานดูแลอยู่แล้ว แต่การมีคนในพื้นที่คอยประสานก็ทำให้การทำงานเข้าถึงชุมชนได้เร็วขึ้น

“หน้าที่ ส.ก. นอกสภาก็คือดูแล พื้นที่เชื่อมประสาน เพราะว่าสิ่งที่มันขาดหายไปในกรุงเทพฯ 2 เรื่องคือ หนึ่ง กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เมือง 100% ฉะนั้นกำนันผู้ใหญ่บ้านไม่มีแล้ว ส.ก. ทำหน้าที่ลงไปถึงระดับนั้น สอง กรุงเทพฯ ยังต้องการคนเหล่านี้ที่จะเป็นตัวแทนของชุมชน แต่ว่าลักษณะการเป็นตัวแทนอาจจะไม่ได้คลุมทั้งหมดเพราะบ้านมีรั้ว คอนโดฯ อาจจะไม่ได้ค่อยพึ่งพา ส.ก. เท่าไหร่ เพราะว่าเขามีนิติบุคคลที่จะไปจัดการติดต่อกับเขตโดยตรง”

รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ส.ข. หายไป ส.ก. อาจไม่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม

รศ.พิชญ์ ชี้ว่า ข้อจำกัดของบทบาทการเป็นตัวแทนของ ส.ก. ไม่ได้ครอบคลุมคนกรุงเทพฯ ทุกกลุ่มเท่ากัน เพราะโครงสร้างการเมืองท้องถิ่นของ กทม. มีส่วนหนึ่งที่หายไปคือ “ส.ข.” หรือสมาชิกสภาเขต ที่ยกเลิกไปในปี 2562 ทำให้บทบาท “พี่เลี้ยง” หรือคนกลางที่คอยเชื่อมระหว่างชุมชนกับผู้บริหารระดับเขตหายไปด้วย ทั้งที่ ส.ข. เป็นตัวแทนของชุมชนในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง

รศ.พิชญ์ อธิบายว่า ภูมิทัศน์ของคนเลือกตั้งในกรุงเทพฯ แบ่งได้เป็น 4+1 กลุ่ม ได้แก่

  • บ้านมีรั้ว คอนโดมิเนียม
  • ชุมชน
  • ตลาด
  • ตึกแถว

และอีกกลุ่มคือ“ประชากรแฝง” ซึ่งมีอยู่กว่า 30% ของคนกรุงเทพฯโดยใน “กลุ่มบ้านมีรั้วและคอนโดมิเนียม” อาจไม่ได้พึ่งพาระบบเขตโดยตรง โดยเฉพาะคอนโดฯ ที่มีนิติบุคคลทำหน้าที่ประสานกับสำนักงานเขตอยู่แล้ว ส่วนบ้านจัดสรรขนาดใหญ่ มีคนอาศัยอยู่น้อย การเข้าถึงของ ส.ก. ก็มีจำกัด ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเรื่องบริการพื้นฐาน เช่น ขยะ หรือโครงสร้างพื้นฐานบางเรื่อง

ขณะที่“ชุมชนและตึกแถว” กลับเป็นกลุ่มคนเมืองที่พึ่งพาบริการของ กทม. โดยตรงผ่าน ส.ก. มากกว่า เพราะเมื่อเกิดปัญหาคนกลุ่มนี้ต้องวิ่งหา กทม. ไม่ว่าจะเป็น ด้านสาธารณสุข โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก การฝึกอาชีพ หรือบริการพื้นฐานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน แม้ว่า ส.ก. จะมีหน้าที่ในสภากรุงเทพมหานคร แต่เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อย แทบไม่รู้ว่า สภา กทม. ทำงานอย่างไร เพราะไม่มีการติดตามอย่างจริงจัง ไม่มีโต๊ะข่าวกรุงเทพฯ ที่รายงานการเมืองท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องเหมือนการเมืองระดับชาติ

“ส.ก. หรือสมัยก่อน ส.ข. จึงเป็นคนที่เข้าถึงชุมชนได้ง่ายกว่า และเป็นที่รู้จักในพื้นที่มากกว่า เพราะชุมชนเมืองมีคนอยู่หนาแน่น เดินเข้าไปนิดเดียวก็เจอคนจำนวนมาก อีกทั้งหลายพื้นที่ก็ยังขาดแคลนการช่วยเหลือจากรัฐ”

รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

แก้ปัญหา “กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่แค่การ “เพิ่มอำนาจ”

หลายครั้งในปัญหาเมือง มักมีการกล่าวถึงข้อจำกัดเรื่อง “อำนาจ” ซึ่งในมุมมองของ รศ.พิชญ์ เห็นว่า การแก้ปัญหาโครงสร้าง กทม. อาจไม่ได้อยู่แค่เรื่องเพิ่มอำนาจให้กรุงเทพมหานคร หรือการต้องมีเลือกตั้ง ผอ.เขตเท่านั้น แต่ต้องกลับไปคิดเรื่องการออกแบบตัวแทน เพราะที่ผ่านมา ส.ข. หายไป ทำให้ระดับพื้นที่ขาดกลไกตัวแทนที่เชื่อมโยงประชาชนกับการบริหารเมือง

โดยยกตัวอย่าง “เขตบางนา” ที่มี ส.ก. คนเดียว แต่ต้องรับบทหลายอย่างในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าข้ามไปยังพื้นที่ติดกัน ใน จ.สมุทรปราการ เทศบาลขนาดเล็ก อย่างเทศบาลตำบลด่านสำโรง พื้นที่เมืองเหมือนกัน กลับมีสมาชิกสภาท้องถิ่นจำนวนมากกว่า มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี จัดเก็บรายได้เอง ดูแลปัญหาเฉพาะหน้าได้ละเอียดกว่า แต่โมเดลเทศบาลขนาดเล็กก็มีข้อจำกัดเช่นกันโดยเฉพาะพื้นที่รอบกรุงเทพฯ อย่าง จ.สมุทรปราการ นนทบุรี หรือปทุมธานี ที่เต็มไปด้วยหน่วยปกครองขนาดเล็กจำนวนมาก ทั้ง อบต. เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร ทำให้การบริหารจัดการภาพรวมขาดเอกภาพ

“ส.ก. เป็นตัวแทนของแต่ละเขต แต่เราไม่ค่อยเห็น ส.ก. ที่เป็นภาพรวมของ กทม. อย่าง มหานครลอนดอน มีตำแหน่ง ส.ก. อีกแบบขึ้นมา คือ เลือกระดับเมือง แบ่งย่อยในแต่ละเขต และมีประมาณ 10 กว่าที่ที่เลือกในระดับเมือง คือเข้าไปในฐานะที่เข้าไปกำหนดติดตามประเด็นปัญหาทั้งเมือง แต่ของเราเป็นเขตใครเขตมัน ผมคิดว่าปัญหาของ ส.ก. ตอนนี้ คือ เขาทำงานคนเดียว”

รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น รศ.พิชญ์ ยกตัวอย่าง “เขตที่มีประชากรจำนวนมาก” โดยเฉพาะพื้นที่ชานเมือง ในอดีต เคยมี ส.ก. มากกว่า 1 คน แต่ปัจจุบันเหลือเขตละ 1 คนเท่ากันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเขตเล็ก ๆ อย่าง พระนคร หรือเขตใหญ่มีประชากรมาก อย่าง สายไหม หนองจอก ก็มีตัวแทน 1 คนเท่ากัน เสนอว่า หากจะปรับระบบตัวแทนใหม่อาจต้องคิดถึงโมเดลคล้ายการเลือกตั้งระดับประเทศ ที่มีทั้งตัวแทนเขต และตัวแทนแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อให้มีคนทำหน้าที่ดูภาพรวมของกรุงเทพมหานครทั้งเมืองควบคู่กันไปด้วย

หรือ ส.ก. เอาแต่ คัดค้าน – ตัดงบฯ แต่การตรวจสอบฝ่ายบริหาร ไม่ค่อยมีให้เห็น ?

จากข้อมูลการเสนอข้อบัญญัติโดย ส.ก. ในสภา กทม. ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พบว่ามี 14 ฉบับ รศ.พิชญ์ มองว่าการดูเพียงจำนวนอาจยังไม่พอ แต่ต้องดูว่าเป็นข้อบัญญัติประเภทใด แต่ต้องดูให้ลึกลงไปว่า มีการถกเถียงเรื่องข้อจำกัดในข้อบัญญัติเก่าแค่ไหน ซึ่งประเด็นที่เห็นบ่อย คือ ข้อถกเถียงที่ค้านกับความเข้าใจของผู้คน เช่น เรื่องห้องเรียนปลอดฝุ่น หรือ หรือการทำให้บางเรื่องช้าลง ขณะที่บทบาทการตรวจสอบการบริหารงานของผู้ว่าฯ กทม. โดยเฉพาะในประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการคอร์รัปชัน กลับไม่ค่อยปรากฏให้เห็นชัดเจน หากเทียบกับการเมืองระดับชาติ

รศ.พิชญ์ ยังชี้ว่า ปัญหาสำคัญของการถกเถียงเรื่อง ส.ก. ในปัจจุบัน คือ การถูกทำให้เหลือเพียงคำถามว่า ควรอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้บริหาร หรือ ควรทำหน้าที่ฝ่ายค้านคอยคัดค้านผู้บริหารกันแน่ ทั้งที่ในความเป็นจริง ต่อให้ ส.ก. อยู่ฝ่ายเดียวกับผู้ว่าฯ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากอยู่คนละฝ่ายก็ไม่ได้แปลว่าความขัดแย้งนั้นจะสร้างสรรค์เสมอไป จำเป็นต้องมีกลุ่มคอยติดตามคอยกดดันให้วาระของเมืองเดินต่อไปด้วยนะครับเราคาดหวังการทำงานแค่ ส.ก. กับฝ่ายบริหารไม่ได้

ที่สำคัญยังมองเห็นถึง “ช่องโหว่” ที่เกิดขึ้นภายหลังการหายไปของ ส.ข. นั่นคือทำให้การตรวจสอบ “ผู้อำนวยการเขต” อ่อนแอลง และประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการให้มีเลือกตั้ง ผอ.เขต แต่คือการทำให้ประชาชนในพื้นที่มีสิทธิ์มีเสียงในการประเมินว่าบุคคลนั้นเหมาะสมกับการบริหารพื้นที่ของตนเองหรือไม่

4 ที่ผ่านมา พบข้อมูลด้วยว่า สภา กทม. มีการพูดถึงค่าใช้จ่าย การเงิน งบประมาณ และกิจการภายใน กทม. สูงที่สุดสะท้อนอะไรหรือไม่ ? รศ.พิชญ์ มองว่า ส.ก. มีหน้าที่อนุมัติงบประมาณของฝ่ายบริหาร และรูปธรรมที่สุดในการตรวจสอบ ที่สำคัญทิศทางการพัฒนาเมืองในปัจจุบันพยายามพัฒนาสู่การเป็น “เมืองอัจฉริยะ” หรือ Smart City ที่เทคโนโลยีแก้ปัญหาเมืองและพัฒนาฐานข้อมูลสำหรับใช้ปัญหาเมืองในระยะต่อไป สิ่งที่ตามมา คือ “การจัดซื้อจัดจ้าง” ให้ได้เทคโนโลยีมาใช้ มากกว่าที่จะ“คิดค้นเอง” จึงทำให้เทคโนโลยีมีราคาแพง กลายประเด็นที่ทำให้ ส.ก.หยิบมาเป็นประเด็นการเมือง และถามถึงความคุ้มค่า

“ส.ก.บางคนอาจจะไม่ได้ติดตามประเด็นเหล่านี้ เขาก็ยังคิดถึงสะพาน ถนน พอมีโครงการใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ แล้วก็คำถาม คือ ถ้าทำแล้วจะลงในเขตของเขาหรือเปล่า ก็เป็นปัญหาที่ย่อมถูกท้าทายคือถ้าเรามองในแง่นี้ เราก็จะเข้าอกเข้าใจว่ามันมีปัญหาใหญ่อยู่ข้างหลังความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับ ส.ก.
“ผมเคยไปทำวิจัยให้ กทม. ถ้าเราต้องการฐานข้อมูลตัวนั้นมันแพงมาก และถ้าเขาซื้อจริงก็จะทำให้มีโครงการอื่นไม่ได้เงิน ถามว่ามีประโยชน์ไหม ก็มี แต่คำถามว่าเร่งด่วนถึงขนาดที่จะต้องเอางบประมาณมหาศาลใส่ลงไปไหม ก็เป็นคำถามที่ถ้า ส.ก. ที่มีวิจารณญาณก็ต้องมาช่วยคิดส่วนนี้เพราะเขามีอำนาจในการอนุมัติ”

รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ส่วนการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการลงมติ รศ.พิชญ์ ชี้ว่า ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าสามารถแก้ไขข้อบัญญัติหรือระเบียบในส่วนไหน แต่เป็นเรื่องควรจะต้อง “กดดัน” ว่า ส.ก. เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ระเบียบในส่วนนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ

ส.ก. ในอุดมคติ แบบไหน ถึงจะถูกใจประชาชน ?

รศ.พิชญ์ บอกว่า ตอนนี้ กทม. ยังไม่มี ส.ก. ที่ดีพอ และเสนอไปถึงผู้สมัคร ส.ก. ที่จะเข้ามาทำงานในอนาคตด้วยว่า ต้องไม่ลืมที่จะพิจารณาว่าในแต่ละเขตควรมีตัวแทนเฉพาะด้านอะไรบ้าง เช่น เขตปทุมวัน อาจมีตัวแทนคนพักอาศัยคอนโดฯ ผู้แทนร้านค้า เขตบางขุนเทียน อาจมีตัวแทนด้านชุมชนประมง แต่ปัจจุบันในมิติเหล่านี้ถูกมองข้าม และปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ คือคนจะสนใจไปที่ตัวผู้ว่าฯ มากกว่าและไม่ได้สนใจ ส.ก. ที่เป็นฝ่ายติดตามตรวจสอบผู้ว่าฯ เพราะเราไม่ได้พัฒนา ส.ก. ให้เป็นตัวแทนจริง ๆ ของเขตนั้น ๆ

“ยังดีว่า ส.ก. กับ ผู้ว่าฯ เลือกวันเดียวกัน แต่เราต้องฝากความหวังไว้กับสื่อฯ ว่าจะทำอย่างไรให้คนสนใจ ส.ก. มากขึ้น และออกไปเลือก ส.ก. และการพูดถึงความใฝ่ฝันของแต่ละเขตว่าอยากให้แต่ละเขตเป็นอย่างไร ผู้สมัคร ส.ก. ในเขตนั้น ๆ มีข้อเสนออะไรที่เขาจะไปช่วยปรับปรุงโครงสร้างของ กทม. ในเขต”

รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

นอกจากนี้ “ประเด็นปัญหาคนชายขอบ” ที่มักไม่ถูกพูดถึงมากนักในสภาฯ กทม. รศ.พิชญ์ มองว่า เป็นเรื่องปกติ แต่ถือว่า กทม. เป็นหน่วยงานที่ดูแลคนชายขอบในหลายด้านเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขที่ให้บริการคนนอกพื้นที่ การทำบัตรประชาชน ที่พบว่าราว ๆ 30-40% เป็นคนนอกเขต และเป็นประชากรแฝงจากต่างจังหวัดมาใช้บริการ แต่การไม่ได้หยิบยกประเด็นกลุ่มชายขอบไปนี้พูดในสภาฯ อาจสะท้อนว่า ส.ก. อาจจะคำนึงถึงแต่ประเด็นของผู้มีสิทธิ์เลือกเขา และ สก.ไม่ได้มองภาพรวมของกรุงเทพฯ มากนัก นี่คือสิ่งที่ต้องผลักดันในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยการหาเจ้าภาพในการทำให้ข้อถกเถียงในสภา กทม. เปิดกว้างและเข้าถึงได้มากขึ้น และไม่ใช่แค่การเปิดเผยข้อมูล แต่คือการเปิดพื้นที่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้จริง

“ถนนพัง ทางชำรุด น้ำท่วม” เป็นโจทย์หนึ่งแต่การพัฒนาที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่ม คือ “โจทย์ใหญ่กว่า”

เมื่อดูจากข้อมูล ยังพบว่า ใน สภา กทม. มีการพูดถึงเรื่องร้องเรียน เรื่องท่อระบายน้ำ ถนน ที่ดิน ทางเท้า รศ.พิชญ์ มองว่า การมองปัญหาเมืองไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเรื่องน้ำท่วม ถนน หรือทางเท้า แต่ต้องมองไปถึงทิศทางการพัฒนาโดยรวมว่า เมืองกำลังตอบโจทย์ของผู้คนทุกกลุ่มหรือไม่ จากภูมิทัศน์ของกรุงเทพฯ ที่มีทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดฯ ชุมชนดั้งเดิม อาคารพาณิชย์ รวมถึงคนที่แทบไม่มีสิทธิ์ในการอยู่อาศัยในเมือง หากแบ่งผู้คนออกตามสถานะทางสังคม ก็จะเห็นว่าทุกกลุ่มต่างเผชิญปัญหาของตัวเอง

  • คนชั้นสูง อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงผังเมือง บ้านที่เคยสงบถูกโครงการขนาดใหญ่ล้อมรอบในนามของความเจริญ
  • คนชั้นกลาง ทำงานหนักแต่รู้สึกไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า จึงใฝ่ฝันถึงเมืองที่มีเทศกาล พื้นที่สีเขียว ทางวิ่ง หรือเส้นทางจักรยานเช่นเดียวกับมหานครในต่างประเทศ
  • คนรายได้น้อย กลับถูกผลักออกจากเมือง แม้จะเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้แรงงาน

ขณะที่คนชายขอบอีกจำนวนมากแทบไม่มีสิทธิ์เลือกวิถีชีวิตของตัวเอง ต้องพึ่งพาเมืองแต่กลับไม่ได้รับบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่านโยบายจำนวนมหาศาลที่ผู้สมัครนำเสนอ ไม่ว่าจะ 200 หรือ 300 นโยบาย ตอบโจทย์ภาพรวมเหล่านี้มากน้อยเพียงใด และเชื่อมโยงกันด้วยวิสัยทัศน์หลักหรือไม่

“เมืองอาจจะไม่ต้องมีทั้ง 200 เรื่องก็ได้ นั่นเป็นโครงการย่อย เมืองควรจะต้องมีคอนเซ็ปต์ที่ชัดสัก 2-3 อย่าง ในระดับสากล วาระการพัฒนาเมืองภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มีแค่ 4 ประเด็นหลัก และเมืองต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ปลอดภัย พร้อมรับสภาพความเปลี่ยนแปลง เช่น ภัยพิบัติ เป็นเมืองที่ยั่งยืน”

รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ในฐานะเมืองระดับโลก รศ.พิชญ์ ระบุว่า กรุงเทพฯ มีโจทย์ที่ใหญ่กว่าการจัดการปัญหาพื้นฐาน และประชาชนก็ควรตั้งคำถามต่อผู้สมัคร ว่า วิสัยทัศน์ของพวกเขามองเห็นคนทุกกลุ่มหรือไม่ พร้อมเปิดใจรับฟังข้อเสนอจากความเห็นที่แตกต่าง

ฝากดู “คลองเตย” หลายมิติปัญหา กับการพัฒนาเมือง

รศ.พิชญ์ ฝากถึง ผู้สมัครและสื่อฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า อยากให้ดูพื้นที่คลองเตยที่น่าจะเป็นเขตพิเศษ เพราะว่ามีหลายเรื่อง ที่เป็นผลมาจากการพัฒนาเมือง ทั้งในเชิง “ผังเมือง” และชีวิตของผู้คนที่มีสิทธิ์และไม่มีสิทธิ์ ที่ว่าหากจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ จะเอาคลองเตยไว้ตรงไหน…

เสียงจาก “ชาวบางนา”

อยากแก้ปัญหาเมืองที่อยู่ยังไง ?

ในฐานะประชากรชาวบางนา รศ.พิชญ์ มองว่า เขตบางนาเป็นพื้นที่ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ขาดการกำกับดูแล เนื่องจากถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ จากพื้นที่พักอาศัยตามผังเมือง ทำให้เกิดคอนโดฯ ห้างสรรพสินค้าจำนวนมากในพื้นที่ เพราะเป็นพื้นที่ขอบของกรุงเทพฯ อย่างไรเสียก็จะมีระบบสาธารณูปโภค-สาธารณูปการสูง แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงก็มีคำถามว่า “คนในพื้นที่” มีสิทธิ์เลือกหรือไม่ ที่ความเจริญขนาดมหาศาลลงมาในพื้นที่ แต่ก็ยังขาดแคลนอีกหลายเรื่อง

“บางนายังมีสองแถววิ่งบนถนนใหญ่ นี่คือเรื่องแรกเลย การกำหนดความพอดีของบางนา ที่อยู่แล้วมีความสุข เราต้องการประมาณไหน”

รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

เรื่องต่อมาที่ รศ.พิชญ์ สะท้อนคือสวัสดิการความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ในพื้นที่ไม่มีศูนย์ราชการรวม เมื่อมีเหตุต้องแจ้งความสถานีตำรวจก็ไม่ได้อยู่ติดกับถนนใหญ่อยู่แถวศรีนครินทร์ที่เดินทางง่าย ต้องใช้วินมอเตอร์ไซค์เข้าซอย สำนักงานเขตบางนาไม่มีรถเมล์ผ่าน หรือโรงพยาบาลรัฐที่กำลังสร้างอยู่ ก็ไปตั้งอยู่บนถนนสรรพาวุธ คือ แต่ละจุดของระบบราชการในบางนา “ไม่เชื่อมต่อกัน”

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง “ภัยพิบัติ” จากสภาพอากาศร้อน มลพิษสูง เจอปัญหาน้ำท่วม แม้จะระบายเร็วแต่ก็ท่วมอยู่ดี สิ่งที่น่ากลัวคือคนบางนาไม่รู้ว่า “บ้านตัวเองอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา” เพราะมีตึกสูงกั้น หากโครงสร้างพื้นฐาน (Hard Infrastructure) ล่ม น้ำทะเลจะทะลักเข้ามาได้ทันที

“เป็นเรื่องใหญ่ของเขตบางนา คือ ไม่มีการแก้ปัญหา แล้วก็มีแต่โครงสร้างใหม่ ๆ ของเอกชนที่ลงมา อย่างซอยบ้านผม ก็แย่งกันจอดรถ มีเอาปูนมากั้น เกะกะ สกปรก เพราะไม่มีตัวแทนที่อยู่ตรงกลาง”

รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

บรรยากาศ-ความท้าทาย ในสนามเลือกตั้ง 69

รศ.พิชญ์ กล่าวว่า บรรยากาศที่ดีในทางสังคมจากการเลือกตั้งกรุงเทพฯ ปีนี้ คือนอกจากการดีเบตกัน ควรเป็นโอกาสในการ “กำหนดวาระเมือง” เพื่อถามไปยังผู้สมัครว่ามีแนวทางอย่างไร มากกว่าใครแพ้ ใครชนะ เสริมพลังประชาชนที่จะเป็นแรงกดดันให้ผู้สมัครว่าไม่ใช่ผู้กำหนดวาระ แต่ต้องรับฟังประชาชน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ผุด ‘พรีเมียมคลินิก’ รพ.รัฐ ดีลบริษัทประกันทำสัญญากลาง ลดภาระเบิกจ่าย รพ.

14 นาทีที่แล้ว

เที่ยวพัทยาด้วยรถสาธารณะ สะดวกจริงไหม ?

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สรุปราคาทองคำ 19 มิ.ย.2569 ปิดตลาด -1,550 บาท ผันผวน 31 ครั้ง

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ศุภจี” ถก ผู้ส่งออกข้าว รับมือความท้าทายรอบด้าน ดันเป้า7 ล้านตัน

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว การเมือง อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...