โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดผลวิจัยใหม่ ย้ำ ภูมิปัญญาชนเผ่าสามารถลดไฟป่า และ PM2.5 ได้

Thai PBS

อัพเดต 2 มิถุนายน 2569 เวลา 1.03 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ชี้ ชุมชนไม่ใช่ผู้ทำลายป่า แต่เป็นหุ้นส่วนจัดการไฟที่มีประสิทธิภาพ ด้านเครือข่ายลุ่มน้ำชุมชนชาติพันธุ์เชียงราย ชู 8 ข้อเสนอ ย้ำ “ คนอยู่กับไฟได้ ไฟคือนิเวศชีวิต ” หวังรัฐทบทวนมาตรการห้ามเผาให้สอดคล้องกับบริบทนิเวศวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ ( 30 พ.ค.69 ) ในเวที“ถอดบทเรียน สรุปผล และสื่อสารสาธารณะ โครงการการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมการจัดการปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าไปขยายผลในพื้นที่เป้าหมายจากภูมิปัญญาชนเผ่าจังหวัดเชียงราย” ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมคำมอกหลวง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีการนำเสนอผลการวิจัยและนิทรรศการสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการไฟป่าโดยชุมชนชาติพันธุ์

โครงการดังกล่าวดำเนินการโดย หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกับ สถาบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

พลิกกรอบคิดใหม่ ประเทศไทยไม่ได้ล้มเหลวในการดับไฟ แต่กำลังล้มเหลวในการเข้าใจไฟ

หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญที่ ผศ.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้นำเสนอ คือการท้าทายความเชื่อเดิมของสังคมที่มองไฟป่าเป็นศัตรูและมองชุมชนชาติพันธุ์เป็นต้นเหตุของปัญหา PM2.5 โดยงานวิจัยเสนอว่า วิกฤตไฟป่าในภาคเหนือไม่ได้เกิดจากการขาดมาตรการดับไฟ หากแต่เกิดจากความขัดแย้งของระบบความรู้ ที่มักละเลยภูมิปัญญาการจัดการไฟของชุมชนท้องถิ่น

โดยงานวิจัยเสนอการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ 3 เรื่องสำคัญ

• ไฟคือศัตรู สู่ ไฟคือพลังทางนิเวศ

• ห้ามเผาโดยเด็ดขาด สู่ การใช้ไฟอย่างรู้เท่าทัน

• การควบคุมไฟจากส่วนกลาง สู่ การดูแลไฟโดยชุมชน

ข้อค้นพบใหม่ ภูมิปัญญาชนเผ่าสามารถลดไฟป่าและ PM2.5 ได้จริง

“ผลการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมายซึ่งครอบคลุม 4 ลุ่มน้ำ 27 ชุมชน พื้นที่กว่า 49,000 ไร่ พบว่าการประยุกต์ใช้ ระบบการใช้และดูแลไฟโดยชุมชน สามารถลดจำนวนจุดความร้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยจุดความร้อนลดลงจาก 397 จุด เหลือ 130 จุด หรือคิดเป็นการลดลง 67.2% ภายในระยะเวลาดำเนินโครงการ” ผศ.สุวิชาน กล่าว

นอกจากการลดจุดความร้อนแล้ว ยังพบผลเชิงสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ได้แก่

• ลดความรุนแรงของไฟป่า

• ลดปริมาณเชื้อเพลิงสะสมในป่า

• ช่วยลดปัญหา PM2.5

• ฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

อีกหนึ่งข้อค้นพบเชิงสังคมที่โดดเด่น คือการเปลี่ยนบทบาทของชุมชนชาติพันธุ์จากผู้ถูกกล่าวหาให้กลายเป็นผู้ร่วมจัดการทรัพยากร โดยโครงการสามารถพัฒนา อาสาสมัครจัดการไฟป่า 150 คน , แผนการใช้และดูแลไฟระดับชุมชน 26 แผน , เครือข่ายผู้ได้รับประโยชน์กว่า 2,422 คน , เยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 260 คน

“งานวิจัยยังค้นพบมิติใหม่ที่เรียกว่า นิเวศเศรษฐกิจดูไฟ ซึ่งเชื่อมโยงการอนุรักษ์ป่ากับการสร้างรายได้ของชุมชน โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับป่าและการดูแลไฟได้ถึง 1.59 ล้านบาทต่อปี พร้อมลดต้นทุนการจัดการไฟกว่า 324,000 บาท ขณะที่การประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) พบว่า ทุก 1 บาทที่ลงทุน สามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้ถึง 5.02 บาท ครอบคลุมผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และการจัดการทรัพยากร” ผศ.สุวิชาน กล่าว

  • อ่านงานวิจัยเพิ่มเติม
    งานวิจัยดาวน์โหลด

ข้อเสนอเชิงนโยบาย เปลี่ยนจาก “ควบคุมไฟ” เป็น “อยู่ร่วมกับไฟ”

ผศ.สุวิชาน ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ประการ คือ

1. ยอมรับบทบาทและภูมิปัญญาของชนเผ่าและชุมชนชาติพันธุ์ในการจัดการไฟ

2. สร้างระบบการดูแลไฟโดยชุมชนให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณะ

3. ปรับแนวคิดการจัดการไฟจาก “การควบคุมไฟ” สู่ “การอยู่ร่วมกับไฟ” อย่างมีความรับผิดชอบ

“งานวิจัยชิ้นนี้กำลังเสนอคำตอบใหม่ต่อวิกฤต PM2.5 และไฟป่าของประเทศไทยว่า การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนอาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มกำลังดับไฟหรือการออกมาตรการห้ามเผาที่เข้มงวดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชุมชนซึ่งอยู่กับป่ามาอย่างยาวนานสามารถใช้ความรู้ดั้งเดิมร่วมกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในการบริหารจัดการไฟอย่างเหมาะสม” ผศ.สุวิชาน กล่าว

ชู 8 ข้อเสนอ ย้ำ “คนอยู่กับไฟได้ ไฟคือนิเวศชีวิต” หวังรัฐทบทวนมาตรการห้ามเผาให้สอดคล้องกับบริบทนิเวศวัฒนธรรม

ขณะที่เครือข่ายลุ่มน้ำชุมชนชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย ร่วมกันแถลงเจตนารมย์ ว่าด้วยเรื่องการใช้และดูแลไฟ ยืนยันหลักการ “คนอยู่กับไฟได้ ไฟคือนิเวศชีวิต” ไฟไม่เคยเป็นปัญหา แต่การปฏิเสธภูมิปัญญาของผู้ดูแลไฟต่างหากที่เป็นปัญหา

โดยแถลงเจตนารมย์ดังกล่าว มีเนื้อหารายละเอียดสำคัญ ระบุว่า เครือข่ายลุ่มน้ำชุมชนชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย ผู้สืบทอดองค์ความรู้ วิถีวัฒนธรรม และภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับป่าและไฟจากบรรพชนมาอย่างยาวนาน ขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันต่อสาธารณชน หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนในสังคม ว่า การจัดการไฟที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ และยอมรับบทบาทของชุมชนในฐานะผู้ดูแลระบบนิเวศร่วมกัน

“ตลอดหลายชั่วอายุคน ไฟเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต การผลิตอาหาร การดูแลป่า การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และการลดความเสี่ยงจากไฟป่าขนาดใหญ่ ภูมิปัญญาการใช้ไฟของชุมชนชาติพันธุ์มิได้เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็นระบบความรู้ที่พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์และการเรียนรู้ร่วมกับธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง”

ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายลุ่มน้ำชุมชนชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย จึงขอประกาศเจตนารมณ์และข้อเสนอร่วมดังนี้

1. ยืนยันหลักการ “คนอยู่กับไฟได้ ไฟคือนิเวศชีวิต” ขอยืนยันว่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและวิถีวัฒนธรรมของชุมชน การอยู่ร่วมกับไฟอย่างรู้เท่าทันและมีความรับผิดชอบ คือรากฐานสำคัญของการดูแลป่าและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

2. ยืนหยัดเป็นผู้ใช้ไฟและผู้ดูแลไฟอย่างมีจริยธรรม พวกเรามุ่งมั่นที่จะใช้ไฟบนฐานของความรู้ ความรับผิดชอบ และจริยธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของชุมชน สิ่งแวดล้อม และสาธารณะ พร้อมสืบทอดและพัฒนาระบบการจัดการไฟที่เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน

3. เรียกร้องให้ยอมรับองค์ความรู้และภูมิปัญญาชาติพันธุ์ในการจัดการไฟ พวกเราขอให้รัฐและสังคมยอมรับองค์ความรู้ของชุมชนชาติพันธุ์ในฐานะมรดกทางปัญญาที่มีคุณค่า และบรรจุองค์ความรู้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย แผนงาน และมาตรการบริหารจัดการไฟทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ

4. ยอมรับชุมชนชาติพันธุ์เป็นหุ้นส่วนในการออกแบบการบริหารจัดการไฟ พวกเราขอให้ชุมชนชาติพันธุ์มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดนโยบาย วางแผน ออกแบบ และตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ของตนเอง ภายใต้หลักการมีส่วนร่วม ความเสมอภาค และการเคารพสิทธิของชุมชน

5. ทบทวนมาตรการห้ามเผาให้สอดคล้องกับบริบททางนิเวศวัฒนธรรม พวกเราขอให้มีการทบทวนมาตรการห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ และพัฒนาแนวทางการจัดการไฟที่มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับระบบนิเวศ วัฒนธรรม ฤดูกาล และภูมิปัญญาของแต่ละชุมชน

6. ส่งเสริมระบบการเกษตรและเศรษฐกิจชุมชนที่เอื้อต่อการดูแลไฟอย่างยั่งยืน พวกเราขอให้มีการสนับสนุนระบบการผลิตและระบบเศรษฐกิจชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์ช่วยสร้างรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และเสริมศักยภาพของชุมชนในการบริหารจัดการไฟอย่างสร้างสรรค์และเป็นธรรม

7. สนับสนุนการประยุกต์ใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเราขอสนับสนุนการนำพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม สิทธิในการจัดการทรัพยากร และการส่งเสริมวิถีการใช้ไฟของชุมชนชาติพันธุ์อย่างเป็นธรรมและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

8. ส่งเสริมกลไกเครือข่ายลุ่มน้ำชาติพันธุ์เพื่อการบริหารจัดการไฟจังหวัดเชียงราย พวกเราขอร่วมกันพัฒนา “เครือข่ายลุ่มน้ำชาติพันธุ์บริหารจัดการไฟจังหวัดเชียงราย” บนฐานความสัมพันธ์ของลุ่มน้ำ วัฒนธรรม และชุมชน ให้เป็นกลไกความร่วมมือระหว่างชุมชน หน่วยงานรัฐ ภาควิชาการ และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันจัดการไฟอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน

“ พวกเราขอยืนยันว่า อนาคตของการจัดการไฟที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากการประสานพลังระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างคน ป่า น้ำ และไฟ ให้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลสืบไป ไม่มีไฟใดปลอดภัยกว่าการมีคนเฝ้าไฟ และไม่มีป่าใดยั่งยืนกว่าป่าที่ชุมชนได้ร่วมดูแล” แถลงเจตนารมย์ ระบุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ส่องนโยบายแคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม.69 ชู “เมืองเท่าเทียมทางเพศ”

47 นาทีที่แล้ว

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ชี้แจง 2 ประเด็น กรณีภาพนักท่องเที่ยว-ช้างป่า

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พบร่างเด็กหญิงวัย 7 ขวบ กลางสวนยาง จ.กาญจนบุรี หลังหายตัว 3 วัน

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สรุปยอดผู้สมัคร รับเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯ กทม. - ส.ก.”

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...