โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อำลา ‘โทชิฟูมิ ซูซูกิ’ เทพแห่งค้าปลีกกับบทเรียนธุรกิจที่ยังใช้ได้ตลอดกาล

SMART SME

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 18 พ.ค 2026 โลกธุรกิจสูญเสียตำนานคนสำคัญ เมื่อ โทชิฟูมิ ซูซูกิ ผู้ก่อตั้ง 7-Eleven ญี่ปุ่น และผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า “เทพแห่งค้าปลีก” (God of Retail) ได้จากไปอย่างสงบในวัย 93 ปี

ชื่อของเขาอาจไม่คุ้นหูเท่า Steve Jobs หรือ Jeff Bezos แต่ถ้าคุณเคยแวะซื้อโอนิกิริตอนตี 2 หรือจ่ายบิลในร้านสะดวกซื้อ นั่นคือมรดกที่ซูซูกิทิ้งไว้ให้กับโลกธุรกิจใบนี้

จากคนนอกวงการ สู่ผู้เปลี่ยนโฉมค้าปลีกญี่ปุ่น

ซูซูกิไม่ได้เริ่มต้นในฐานะนักธุรกิจค้าปลีก เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชูโอ และเคยทำงานในธุรกิจจัดจำหน่ายหนังสือ ก่อนจะเข้าร่วมกับบริษัท Ito-Yokado ในปี 1963 และในปี 1973 เขาตัดสินใจที่หลายคนมองว่า “บ้า” ด้วยการนำแฟรนไชส์ 7-Eleven จากอเมริกามาเปิดในญี่ปุ่น ท่ามกลางเสียงสงสัยจากทั้งคนทั้งใน และนอกองค์กร แต่สิ่งที่เจ้าตัวยึดมั่น คือจะไม่ “ก๊อปปี๊” โมเดลอเมริกามาทั้งหมด แต่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม

3 กลยุทธ์ที่เปลี่ยน 7-Eleven ให้เป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิต” ชาวญี่ปุ่น

  • ข้อมูลคือหัวใจของร้านทุกสาขา

ในปี 1982 หรือกว่า 40 ปีก่อน ซูซูกินำระบบ POS (Point of Sale) เข้ามาใช้ใน 7-Eleven ญี่ปุ่น โดยเป็นเจ้าแรก ๆ ของวงการค้าปลีกโลกที่นำระบบนี้มาใช้ ซึ่งข้อดีทำให้แต่ละสาขาสามารถติดตามว่าสินค้าชิ้นไหนขายดีในวันไหน เวลาไหน และใครเป็นคนซื้อ

แม้ว่าจะมีระบบที่ยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่ซูซูกิสร้างความแตกต่าง คือเขาไม่อยากให้ระบบเข้ามาตัดสินใจแทนพนักงานทั้งหมด ดังนั้น เจ้าตัวพยายามสอนให้พนักงานหน้าร้าน “ตั้งสมมติฐาน” ด้วยตัวเอง เช่น หากวันนี้อากาศหนาว ควรสั่งโอนิกิริ ไส้อะไรเพิ่ม หรืองานเทศกาลในย่านนี้จะทำให้คนซื้ออะไรมากขึ้น แล้วค่อยให้ข้อมูล POS มายืนยัน หรือโต้แย้งสมมติฐานนั้น วิธีคิดนี้เขาเรียกว่า “Hypothesis-Testing Ordering” หมายถึงการสั่งของที่เริ่มจากการคิด ไม่ใช่แค่การดูตัวเลข

  • อาหารสด คือความได้เปรียบที่ลอกเลียนได้ยากที่สุด

ซูซูกิผลักดันให้ 7-Eleven ญี่ปุ่นเต็มไปด้วยอาหารพร้อมทาน ทั้งโอนิกิริ, เบนโตะ, บะหมี่ และแซนด์วิช คุณภาพสูง ไม่ใช่ขายแค่ขนมถุง และเครื่องดื่มเท่านั้น โดยสาขาแต่ละแห่งรับของสดได้ถึง 3 รอบต่อวัน โดยใช้ข้อมูล POS ในการคำนวณว่าแต่ละพื้นที่ต้องการอะไร และในปริมาณเท่าใด ผลคือสินค้าบนชั้นวางสดใหม่ตลอดเวลา และลูกค้าไม่มีทางเบื่อ

  • Dominant Strategy ปักลึกก่อน แล้วค่อยขยาย

ขณะที่คู่แข่งพยายามเปิดสาขาให้ครอบคลุมหลายจังหวัด ซูซูกิกลับเลือกกระจุกสาขาในพื้นที่เดิมให้หนาแน่นก่อน กลยุทธ์นี้ทำให้การขนส่งมีประสิทธิภาพสูงสุด โรงงานผลิตอาหารเดียวกันส่งได้หลายสาขา ต้นทุนลดลง และแบรนด์ฝังตัวในพื้นที่นั้นอย่างแน่นหนาก่อนออกไปพื้นที่ใหม่ แนวคิดที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ขัดกับสัญชาตญาณของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่อยากขยายให้เร็วที่สุด

พลิกบท: เมื่อ “ลูก” กลับมาซื้อ “แม่”

บทพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของซูซูกิ คือในช่วงทศวรรษ 1990 Southland Corp. บริษัทเจ้าของแบรนด์ 7-Eleven ในสหรัฐฯ ประสบปัญหาทางการเงินจนเกือบล้มละลาย ในขณะที่ 7-Eleven ญี่ปุ่นกำลังรุ่งเรือง ซูซูกินำ Seven-Eleven Japan เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ Southland คืน จนฝั่งญี่ปุ่นกลายมาเป็นผู้ควบคุมแบรนด์ระดับโลกในที่สุด

แน่นอนว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ และหาได้ยากในวงการแฟรนไชส์โลกที่เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น

ตลอด 4 ทศวรรษในวงการค้าปลีก ซูซูกิยึดถือ motto 3 คำที่เขาเก็บไว้ตั้งแต่วัยเด็กช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า “Adapt to Change” และในวัย 80 กว่าปี เขายังคงเดินเข้าร้าน 7-Eleven ทุกสุดสัปดาห์เพื่อซื้อและตรวจสอบสินค้าด้วยตัวเอง

นั่นคือคำตอบว่าทำไมวันนี้ Seven & i Holdings จึงมีสาขากว่า 85,000 แห่งทั่วโลก โดยสิ่งที่โทชิฟูมิ ซูซูกิทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ร้านสะดวกซื้อ แต่คือแนวคิดที่ว่า ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากการประดิษฐ์สิ่งใหม่เสมอไป บางครั้งมันเกิดจากการสังเกตชีวิตคนธรรมดาให้ลึกกว่าคนอื่น แล้วสร้างระบบที่ตอบสนองความต้องการนั้นได้ดีกว่าใคร

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...