กพย. ชี้ ข้อสังเกต หลังกรมบัญชีกลาง ปรับหลักเกณฑ์เบิกจ่ายค่ายา สิทธิรักษาข้าราชการ
‘ผจก.ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา’ ย้ำ แนวคิด กรมบัญชีกลางปรับเกณฑ์เบิกจ่ายค่ายาสิทธิ์รักษาข้าราชการ โดยเฉพาะแนวคิดร่วมจ่ายยาต้นแบบ ต้องแยกให้ชัด ยาต้นแบบ ต้องไม่มียาทดแทน หรือ ยาสามัญที่มีอยู่แล้ว ชี้ ไม่ควรจ่ายส่วนเกิน แต่ยาจำเป็นต้องเปิดทางให้ใช้ พร้อมตั้งคำถามกลไกควบคุมราคายา พร้อมเสนอกรมบัญชีกลาง ใช้ข้อมูลเบิกจ่ายจริงวิเคราะห์ช่องโหว่ ก่อนกำหนดมาตรการใหม่
ตามที่ กรมบัญชีกลาง ชี้แจงกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ การปรับหลักเกณฑ์เบิกจ่ายค่ายาสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยย้ำว่าหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการยกร่างและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ใช่ข้อยุติที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2570 ทั้งประเด็นการ ร่วมจ่ายยาต้นแบบ ระยะเวลาการจ่ายยาสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเอกสารกรณียาสูญหาย
กรมบัญชีกลาง ยังย้ำว่า แพทย์ยังสามารถสั่งจ่ายยาตามข้อบ่งชี้และความจำเป็นทางการแพทย์ และผู้มีสิทธิสวัสดิการข้าราชการยังสามารถเบิกยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติได้ หากมีความจำเป็นและมีเหตุผลทางการแพทย์รองรับ
ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงถึงความเหมาะสมของการใช้ ยาต้นแบบ หรือ ยา Original เทียบกับ ยา Generic (ยาสามัญ) รวมถึงแนวทางควบคุมค่าใช้จ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) เปิดเผยกับ The Active ก่อนจะกำหนดว่ายาต้นแบบควรต้องร่วมจ่ายหรือไม่ ต้องนิยามให้ชัดเจนก่อนว่า ยาต้นแบบ หรือ Original ในกรณีที่กำลังพูดถึงนั้นหมายถึงยาประเภทใด เพราะยาต้นแบบอาจมีทั้งกรณีที่ยังไม่มีทางเลือกอื่น และกรณีที่มี ยาสามัญ หรือ Generic สามารถใช้ทดแทนได้แล้ว
ผศ.ภญ.นิยดา ระบุอีกว่า หากเป็นยาที่อยู่ภายใต้การผูกขาดและมีความจำเป็นต้องใช้จริง โดยไม่มียาอื่นมาทดแทนได้ ก็ถือเป็นความจำเป็นทางการแพทย์ที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ แต่หากเป็นยาต้นแบบที่มียาสามัญอยู่แล้ว ต้องตั้งคำถามต่อว่า เหตุใดผู้ป่วยหรือภาครัฐจึงต้องจ่ายยาในราคาที่สูงกว่า
“ประเด็นที่เราพบบ่อยก็คือว่ายาต้นแบบที่คุณจ่าย มันก็คือยาที่มียาชื่อสามัญอยู่แล้ว เหตุใดคุณถึงจะต้องไปให้เขาร่วมจ่าย หรือเหตุใดรัฐบาลจะต้องจ่ายในส่วนเกิน”
ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี
ชี้หากมียาสามัญที่มีมาตรฐาน ไม่ควรจ่ายส่วนเกินโดยไม่จำเป็น
ภญ.นิยดา ระบุว่า ยาที่มีชื่อสามัญหรือ Generic มีการศึกษาความเท่าเทียมทางชีวภาพ หรือ Bioequivalence เพื่อประเมินว่ายาสามารถออกฤทธิ์และถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ตามมาตรฐานที่กำหนด
ดังนั้น หากยาสามัญสามารถใช้ทดแทนยาต้นแบบได้ตามหลักวิชาการ และไม่มีเหตุผลทางการแพทย์เฉพาะรายที่จำเป็นต้องใช้ยาต้นแบบ ก็จำเป็นต้องตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการให้รัฐจ่ายส่วนต่างของราคายาที่สูงกว่า
แต่ ผศ.ภก.นิยดา ก็เห็นว่า กรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้ยาต้นแบบ เพราะไม่มียาทดแทน หรือมีเหตุผลทางการแพทย์รองรับ รัฐต้องมีระบบให้สามารถเข้าถึงยาได้ จึงไม่ควรนำมาตรการควบคุมยาต้นแบบไปใช้แบบเหมารวมกับผู้ป่วยทุกกรณี
ตั้งคำถามกลไกควบคุมราคายา เหตุใด ? ยังแพง
อีกประเด็นที่ ผศ.ภญ.นิยดา ตั้งคำถาม คือ กลไกการควบคุมและจัดการราคายาของประเทศไทย โดยเฉพาะกรณียาที่มีราคาสูงมาก จึงเห็นว่ารัฐบาลควรกลับไปพิจารณาว่า ราคายาที่กำหนดอยู่ในระบบสูงเกินความเหมาะสมหรือไม่ และกลไกของรัฐสามารถทำให้เกิดราคาที่เหมาะสมมากขึ้นได้อย่างไร
ประเด็นนี้มีการตั้งคำถามกับกระทรวงพาณิชย์มาเป็นเวลานาน เนื่องจากยาเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้กลไกกำกับดูแลของรัฐ แต่การจัดการด้านราคาในทางปฏิบัติยังเป็นโจทย์สำคัญ โดยในการทำงานที่ผ่านมา เคยมีการสอบถามหน่วยงานภาครัฐถึงเหตุผลที่ยังไม่สามารถจัดการเรื่องราคายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับคำตอบเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านองค์ความรู้
“ถ้าเห็นความสำคัญ รัฐบาลก็ต้องกลับมาดูกลไกว่าไอ้ราคาที่เขียนมานั้นเวอร์เกินเหตุหรือเปล่า และการจัดการระบบที่ดีมันคืออะไร”
ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี
ผศ.ภญ.นิยดา เห็นว่า หากรัฐต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาอย่างจริงจัง ควรพัฒนาความรู้และกลไกต่อรองราคา ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะปลายทางด้วยการจำกัดสิทธิการเบิกจ่ายของผู้ป่วย
ชี้ “ยาบัญชียาหลักฯ” ไม่ได้แบ่ง Original กับ Generic
ผศ.ภญ.นิยดา ยังอธิบายว่า การพิจารณายาในบัญชียาหลักแห่งชาติไม่ได้แบ่งง่าย ๆ ว่ายาชนิดใดเป็น Original หรือ Generic แต่ใช้ชื่อสามัญทางยาเป็นหลัก
ดังนั้น การพิจารณาสิทธิเบิกจ่ายจึงควรกลับไปดูหลักการใช้ยาอย่างสมเหตุผล และพิจารณาความจำเป็นของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
ที่ผ่านมา ระบบสวัสดิการข้าราชการเคยเปิดช่องให้แพทย์สามารถใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติได้ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็น โดยมีหลักฐานหรือการรับรองตามหลักเกณฑ์ หากจะปรับปรุงระบบ ควรทบทวนภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่หยิบเฉพาะเรื่องยาต้นแบบมาพิจารณา
“ถ้าจะปรับปรุง คุณจะกลับไปดูให้ครบทั้งดวงว่าการใช้ยาสมเหตุสมผลที่ดี คุณต้องทำยังไง ใช้เมื่อจำเป็น และถ้ามีเหตุที่จำเป็นจริง ๆ และเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ”
ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี
จี้กรมบัญชีกลางใช้ข้อมูลหาจุดรั่ว
ผศ.ภญ.นิยดา ยังตั้งคำถามถึงบทบาทของกรมบัญชีกลางว่า หากหน่วยงานมีหน้าที่บริหารและจ่ายเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ก็ควรมีระบบข้อมูลและกลไกวิชาการที่สามารถวิเคราะห์รูปแบบการใช้ยาได้อย่างละเอียด
โดยกรมบัญชีกลางมีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่ควรมีระบบที่สามารถติดตามและประเมินการใช้ยาของผู้มีสิทธิว่าเป็นไปอย่างสมเหตุผลหรือไม่ รวมถึงควรมีฐานข้อมูลที่เพียงพอสำหรับวิเคราะห์ค่าใช้จ่าย
“กรมบัญชีกลางควรจะต้องมีคณะกรรมการ ซึ่งเขามีคณะกรรมการอยู่ และกรรมการเนี่ยคุณจะต้องมาดูเหตุผล หรือมีการประเมินการใช้ยาของบุคลากรที่ถูกต้องไปต่าง ๆ”
ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี
ผศ.ภญ.นิยดา จึงเสนอว่า หากจำเป็นควรมีหน่วยงานหรือหน่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่ทำหน้าที่เฉพาะด้าน เพื่อให้สามารถตอบได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากยา กลุ่มผู้ป่วย โรงพยาบาล หรือพฤติกรรมการใช้บริการส่วนใด เพราะหากไม่รู้ว่า “เงินรั่ว” อยู่ตรงไหน การออกมาตรการควบคุมแบบกว้างอาจไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้
“สิทธิ” ต้องมาพร้อมกับการใช้จ่ายอย่างสมเหตุผล
ผศ.ภญ.นิยดา ย้ำว่า การพูดถึงสิทธิการรักษาพยาบาลควรพิจารณาควบคู่กับหน้าที่ในการใช้ทรัพยากรสาธารณะอย่างสมเหตุผล โดยเห็นว่า หากยาชนิดหนึ่งมียาสามัญที่มีมาตรฐานและสามารถใช้ทดแทนกันได้ ก็ต้องมีคำอธิบายว่าทำไมจึงจำเป็นต้องใช้ยาต้นแบบที่มีราคาสูงกว่า
ขณะเดียวกัน หากเป็นกรณีที่ไม่มียาทดแทนหรือผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้เฉพาะ การเข้าถึงยาที่จำเป็นก็ยังต้องได้รับการคุ้มครอง
“ประเทศเราเป็นประเทศยากจน ยังไงเราก็ควรจะต้องเข้มงวดกับการใช้จ่ายให้มันสมเหตุสมผล”
ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี
ผศ.ภญ.นิยดา ยังยกประสบการณ์ส่วนตัวว่า ตลอดช่วงชีวิตการทำงานที่ผ่านมา แม้มีสิทธิเบิกจ่ายสวัสดิการข้าราชการ แต่เมื่อเข้ารับการรักษาก็ใช้ยาเจนเนอริกเป็นหลัก และไม่ได้มีประสบการณ์ว่าจำเป็นต้องใช้ยาต้นแบบเป็นประจำ
พร้อมยกตัวอย่างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่า ในประสบการณ์ที่เคยรับบริการ มักได้รับยาชื่อสามัญ แม้เป็นผู้มีสิทธิเบิกจ่ายตรง
อย่างไรก็ตาม ผศ.ภญ.นิยดา ระบุว่า กรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาต้นแบบจริง ก็ควรเปิดช่องให้ใช้ได้ โดยไม่ควรทำให้ผู้ป่วยต้องผ่านกระบวนการที่เป็นอุปสรรคเกินจำเป็น
ชี้ต้องเปิดข้อมูลรายโรงพยาบาล หลังมีข้ออ้างรายได้ลด
สำหรับข้อสังเกตว่า หากควบคุมการใช้ยาต้นแบบ อาจกระทบรายได้ของโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์นั้น ผศ.ภญ.นิยดา เห็นว่า จำเป็นต้องนำข้อมูลจริงมาเปิดให้เห็นว่า ผลกระทบเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด
โดยเฉพาะข้อกล่าวอ้างว่าหากลดการใช้ยาต้นแบบ โรงพยาบาลอาจสูญเสียรายได้เป็นหลักพันล้านบาท ภญ.นิยดาระบุว่า ยังควรตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวก่อน และต้องแยกให้ชัดว่า รายได้ที่ลดลงนั้นเป็นต้นทุนที่จำเป็นต่อการรักษา หรือเป็นส่วนต่างจากการใช้ยาที่มีราคาสูงกว่า
“ถ้าอันนั้นมันคือส่วนที่มันไม่จำเป็นแล้ว ไม่ถูกต้อง คุณก็ต้องหาวิธีการบริหารจัดการที่ถูก”
ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี
ผศ.ภญ.นิยดา จึงเสนอว่า ควรนำข้อมูลค่าใช้จ่ายจริงของโรงพยาบาลแต่ละกลุ่มมาเปรียบเทียบ โดยเฉพาะโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม เพื่อดูว่ามีการใช้ยาต้นแบบมากน้อยเพียงใด และต้นทุนต่อผู้ป่วยต่อปีแตกต่างจากระบบอื่นหรือไม่
หากโรงพยาบาลมีปัญหาขาดทุนหรือมีรายได้ไม่เพียงพอ การแก้ปัญหาควรย้อนกลับไปดูโครงสร้างการจ่ายเงินและต้นทุนการรักษาทั้งระบบ ไม่ควรใช้การให้โรงพยาบาลมีรายได้จากการจำหน่ายยาราคาแพงเป็นกลไกแก้ปัญหาทางการเงิน
เตือนปัญหายาเจนเนอริกไทยยังมีช่องว่าง
อีกด้านหนึ่ง ผศ.ภญ.นิยดา ก็ยอมรับว่า ประเทศไทยยังมีโจทย์เรื่องศักยภาพของอุตสาหกรรมยาเจนเนอริก โดยเฉพาะการพัฒนายารุ่นใหม่และวัตถุดิบทางเภสัชกรรม หรือ API
โดยเปรียบเทียบว่า ในอดีตไทยกับอินเดียมีศักยภาพใกล้เคียงกันในบางด้าน แต่ปัจจุบันอินเดียสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมยาและ API ได้ก้าวหน้า ขณะที่ประเทศไทยยังมีช่องว่างในการพัฒนายาเจนเนอริกรุ่นใหม่
ประเด็นนี้จึงเป็นอีกโจทย์ที่ต้องพิจารณาควบคู่กับการลดการใช้ยาต้นแบบ เพราะหากต้องการให้ระบบเปลี่ยนไปใช้ยาสามัญมากขึ้น ก็จำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมยาในประเทศที่สามารถผลิตยาที่มีคุณภาพและรองรับความต้องการของระบบได้
จี้รัฐบาลทบทวนกลไกสิทธิบัตร–ราคา
ผศ.ภญ.นิยดา ยังเสนอให้เชื่อมโยงปัญหาค่ายากับ ระบบสิทธิบัตร เนื่องจากสิทธิบัตรทำให้ผู้ผลิตได้รับความคุ้มครองในช่วงเวลาหนึ่งอยู่แล้ว หากรัฐต้องการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองนวัตกรรมกับการเข้าถึงยา ก็จำเป็นต้องพิจารณาทั้งระบบ
พร้อมตั้งคำถามถึงกรณีการต่ออายุหรือขยายความคุ้มครองสิทธิบัตรยา ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมและผู้ผลิตยาสามัญติดตาม
ผศ.ภญ.นิยดา ยังระบุว่า ภาคประชาสังคม รวมถึงหน่วยงานและผู้ผลิตยาสามัญ มีการติดตามการขอสิทธิบัตรยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูว่ายาที่ขอรับความคุ้มครองมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์การได้รับสิทธิบัตรหรือไม่
พร้อมเสนอให้ประเด็นนี้ถูกนำมาพิจารณาควบคู่กับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ FTA ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิบัตรยา