โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

"วัคซีนรักษามะเร็ง" จากความฝันในห้องทดลอง สู่ความหวังใหม่ในสนามจริง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปลี่ยนวัคซีนป้องกัน สู่อาวุธรักษา! พลิกโฉมวงการแพทย์ด้วยการฝึกภูมิคุ้มกันให้ตามล่าและทำลายเซลล์มะเร็งอย่างแม่นยำ เพื่อความหวังใหม่ของผู้ป่วยทั่วโลก

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า

วัคซีนรักษามะเร็ง จากแนวคิดสู่การใช้จริงในผู้ป่วย

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา วัคซีนสามารถป้องกันโรคติดเชื้อร้ายแรงได้มากมาย แต่สำหรับโรคมะเร็ง การพัฒนาวัคซีนกลับมีอุปสรรคและความยากหลายเรื่องหลายมิติมาก แต่ความก้าวหน้าด้านวิทยาภูมิคุ้มกันและเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนในปัจจุบัน กำลังผลักดันให้วัคซีนมะเร็งกลับมาเป็นความหวังสำคัญอีกครั้ง หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบโปรตีนเป้าหมายของเนื้องอกมากกว่า 2,000 ชนิด และเริ่มเข้าใจกลไกอย่างชัดเจนว่า ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจำเป็นต้องตอบสนองในรูปแบบใดจึงจะสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวใจสำคัญของการทำงานของวัคซีนมะเร็งประกอบด้วยสามส่วนหลัก ได้แก่ แอนติเจน (Antigen) หรือเป้าหมายที่ต้องการให้ร่างกายตรวจจับ สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Adjuvant) และพาหะนำส่งวัคซีน (Delivery vehicle) เมื่อฉีดวัคซีนเข้าสู่ร่างกาย สารกระตุ้นจะปลุกเซลล์ภูมิคุ้มกันด่านหน้า เช่น dendritic cells ให้เข้ามาเก็บกินแอนติเจน

จากนั้นเซลล์เหล่านี้จะนำชิ้นส่วนเป้าหมายไปส่งต่อยังต่อมน้ำเหลือง เพื่อฝึกฝนเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T cells และ B cells ซึ่งเป็นระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะเจาะจง (Adaptive immunity) เมื่อ T cells ได้รับการกระตุ้นอย่างสมบูรณ์ พวกมันจะเคลื่อนที่ไปทั่วร่างกายเพื่อตามล่าและทำลายเซลล์มะเร็งที่มีโปรตีนเป้าหมายนั้นอย่างแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถจดจำลักษณะของเซลล์มะเร็งไว้ได้เป็นเวลานาน ซึ่งอาจช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้ในอนาคต

แนวทางการพัฒนาวัคซีนมะเร็งในปัจจุบันมีความหลากหลาย โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักตามแหล่งที่มาของเป้าหมาย กลุ่มแรกคือ วัคซีนที่ใช้ชิ้นส่วนหรือเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยเอง หรือที่เรียกว่ากลยุทธ์การใช้เนื้องอกเป็นวัคซีน ซึ่งรวมถึงการนำเซลล์มะเร็งมาดัดแปลง หรือการฉีดสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันและไวรัสทำลายมะเร็ง (Oncolytic virus) เข้าไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเนื้องอกของตนเอง

กลุ่มที่สองคือ วัคซีนที่มุ่งเป้าโปรตีนกลายพันธุ์เฉพาะบุคคล หรือ Neoantigen ซึ่งอาศัยการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของก้อนมะเร็งเพื่อสังเคราะห์วัคซีนแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น วัคซีนชนิด mRNA ที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาขั้นก้าวหน้า และกลุ่มที่สามคือ วัคซีนที่มุ่งเป้าโปรตีนปกติที่พบมากเกินไปในเซลล์มะเร็ง ซึ่งสามารถผลิตล่วงหน้าเพื่อใช้กับผู้ป่วยจำนวนมากที่มีลักษณะของโรคคล้ายคลึงกันได้ทันที

ในปัจจุบัน มีวัคซีนและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งได้รับการอนุมัติให้ใช้งานจริงแล้วในทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) และมะเร็งตับ (Hepatitis B) ซึ่งป้องกันมะเร็งที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส ไปจนถึงการรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม เช่น Sipuleucel-T สำหรับมะเร็งต่อมลูกหมาก, Talimogene laherparepvec สำหรับมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา และการใช้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่สำหรับมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

ยิ่งไปกว่านั้น ผลการทดสอบทางคลินิกเมื่อเร็วๆ นี้ยังแสดงให้เห็นว่า การใช้วัคซีนมะเร็งร่วมกับการรักษามาตรฐานอย่างเคมีบำบัด หรือยาในกลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เช่น ยายับยั้ง Immune checkpoint สามารถเสริมฤทธิ์กันได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วยยืดระยะเวลาการปลอดโรคและลดความเสี่ยงของการกำเริบซ้ำ

ข้อได้เปรียบที่โดดเด่นของวัคซีนมะเร็งคือเรื่องความปลอดภัย อาการข้างเคียงส่วนใหญ่มีความไม่รุนแรงและเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น เช่น มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด อย่างไรก็ตาม การรักษารูปแบบนี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพัฒนาต่อ โดยเฉพาะการผลิตวัคซีนเฉพาะบุคคลที่ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการลุกลามอย่างรวดเร็วอาจไม่สามารถรอรับการรักษาได้ทัน รวมถึงต้นทุนและความพร้อมของเทคโนโลยี ซึ่งคณะผู้วิจัยทั่วโลกยังคงเดินหน้าศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ค้นหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) ในการติดตามผล และขยายขอบเขตการนำวัคซีนไปใช้ในการป้องกันมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นต่อไปอย่างรอบคอบและต่อเนื่อง

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ข้อมูลจาก เพจ เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana"

https://www.facebook.com/anan.jongkaewwattana/posts/pfbid028VQSRMCdQLAoYTvf7K1uWqWi8XLCWAUUB8sFVgcAZAjRbaMmUEvQb6bzaCHBBQo9l

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...