โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ชี้แก้ปมวัคซีน PCV ยึดหลัก ขนาดปัญหา–ความรุนแรงโรค–ประสิทธิผลการป้องกัน

Thai PBS

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

แพทย์ จุฬาฯ แนะ ทุกฝ่ายถกข้อมูลชุดเดียวกัน ลดความขัดแย้งก่อนตัดสินใจบรรจุสิทธิประโยชน์วัคซีน เสนอใช้โมเดลปรับแก้ตัวเลข (corrected formula) เพื่อประมาณภาระโรคให้ใกล้ความจริง ย้ำ รัฐต้องบริหารทรัพยากรจำกัดอย่างโปร่งใส พร้อมสร้างกลไกเฉพาะ ดูแลโรคหายาก และกลุ่มประชากรเฉพาะ

วันนี้ (20 ก.พ. 69) รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ The Active ถึงกรณีข้อถกเถียงเรื่องการบรรจุ วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง (PCV) ในชุดสิทธิประโยชน์ ว่าโดยหลักการทั่วไปของระบบสาธารณสุขทั่วโลก การตัดสินใจลงทุนในวัคซีนหรือมาตรการสาธารณสุข ต้องพิจารณาอย่างน้อย 3 มิติสำคัญ

  • ขนาดของปัญหา หมายถึง จำนวนผู้ติดเชื้อหรือป่วยมากน้อยเพียงใด

  • ความรุนแรงของโรค เช่น อัตราป่วยตาย ภาวะแทรกซ้อน พิการ หรือเสียชีวิต

  • ประสิทธิผลของมาตรการ ว่าวัคซีนหรือการรักษามีประสิทธิภาพในการป้องกันหรือรักษาเพียงใด โดยต้องอาศัยหลักฐานวิจัยที่เชื่อถือได้

“ทั้ง 3 ปัจจัยนี้เป็นกรอบหลักในการเรียงลำดับความสำคัญของปัญหา เมื่อรัฐจะลงทุนใช้งบประมาณกับวัคซีนหรือบริการสุขภาพใดๆ จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้และพิสูจน์ได้ว่ามีความคุ้มค่าและจำเป็น”

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มข้อมูลไม่ตรงกัน จุดเริ่มความขัดแย้งในสังคม

รศ.นพ.ธีระ ยังมองว่า ข้อถกเถียงเรื่องวัคซีน PCV ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจาก “ชุดข้อมูล” ที่ สปสช. และองค์กรวิชาชีพใช้ประกอบการประเมินแตกต่างกัน ทำให้ตัวเลขภาระโรค (disease burden) ที่ปรากฏในสื่อมีความเหลื่อมกันอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านหนึ่งมีข้อมูลจากองค์กรวิชาการ และหน่วยงานควบคุมโรคที่ระบุจำนวนผู้ป่วย พิการ หรือเสียชีวิตในระดับสูง ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เช่น ข้อมูลจากระบบ อี-เคลม ของ สปสช. อาจสะท้อนตัวเลขที่ต่ำกว่า

“เมื่อข้อมูลที่ใช้ประกอบนโยบายเป็นคนละชุด ก็ย่อมนำไปสู่การตีความและข้อสรุปที่ต่างกัน ซึ่งเป็นชนวนให้เกิดความเห็นต่างในสังคม”

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์

ชี้ “ตัวเลขต่ำกว่าความจริง” อาจเกิดจากเพาะเชื้อไม่ขึ้น–รับยาก่อนตรวจ

ส่วนประเด็นที่มีข้อถกเถียงเรื่อง การเพาะเชื้อ (culture) ไม่ขึ้น ทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง (IPD) ต่ำกว่าความเป็นจริงนั้น รศ.นพ.ธีระ ระบุว่า เป็นคำอธิบายทางวิชาการที่เป็นไปได้ เนื่องจากในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับยาปฏิชีวนะก่อนเข้ารับการตรวจ ทำให้เชื้อไม่สามารถเพาะขึ้นได้ หรือมีข้อจำกัดด้านเทคนิคในการวินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินภาระโรคต่ำกว่าความเป็นจริง (underestimate)

จึงเสนอว่า ประเด็นนี้ควรถูกนำมาศึกษาเชิงหลักฐาน เช่น อัตราการเพาะเชื้อขึ้นจริงในงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ แล้วนำมาคำนวณปรับค่าประมาณ (corrected estimate) เพื่อสะท้อนตัวเลขใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น แทนการโต้แย้งด้วยสมมติฐานเพียงอย่างเดียว

เสนอทุกฝ่าย “ตั้งโต๊ะถกข้อมูลร่วมกัน” หาเลขสะท้อนสถานการณ์จริง

รศ.นพ.ธีระ เน้นย้ำว่า การถกเถียงผ่านสื่อสังคมออนไลน์อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกันในเวทีเชิงนโยบาย โดยเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรวิชาชีพและฝ่ายกำหนดนโยบาย นำชุดข้อมูลทั้งหมดมาวางบนโต๊ะเดียวกัน

จากนั้นร่วมกันวิเคราะห์ว่า ความแตกต่างของตัวเลขเกิดจากสาเหตุใด เช่น ระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัลสามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนเพียงใด การเข้าถึงข้อมูลมีข้อจำกัดหรือไม่ และมีปัจจัยใดทำให้การประเมินคลาดเคลื่อน

“หากสามารถหาจุดลงตัวว่าตัวเลขใดสะท้อนสถานการณ์จริงได้ใกล้เคียงที่สุด ก็จะเป็นหลักฐานสำคัญให้ผู้กำหนดนโยบายตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ โปร่งใส และตรวจสอบได้”

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์

งบฯ รัฐมีจำกัด ต้องพิจารณาความคุ้มค่าร่วมด้วย

รศ.นพ.ธีระ ยังระบุด้วยว่า การตัดสินใจบรรจุวัคซีนเข้าสู่สิทธิประโยชน์ระดับประเทศ ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ เนื่องจากรัฐไม่สามารถลงทุนกับทุกโรคได้พร้อมกัน

“ทรัพยากรด้านการเงินมีจำกัด หากค่าใช้จ่ายในการจัดหาวัคซีนสูงมาก แต่จำนวนผู้ป่วยจริงต่ำ การประเมินความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การตัดสินใจดังกล่าวควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุด”

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์

ย้ำหลักการสากลควรใช้กับทุกนโยบาย แต่มีข้อยกเว้นสำหรับ “โรคหายาก”

อย่างไรก็ตาม รศ.นพ.ธีระ อธิบายว่า หลักการพิจารณา 3 ด้านข้างต้น โดยทั่วไปควรใช้กับการกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ อาจมีข้อยกเว้นสำหรับบางโรคหรือบางกลุ่มประชากร

โดยเฉพาะกลุ่ม “โรคหายาก” (rare diseases) ซึ่งมีจำนวนผู้ป่วยน้อยมาก หากใช้เกณฑ์ขนาดปัญหาเพียงอย่างเดียว อาจทำให้กลุ่มผู้ป่วยดังกล่าวไม่ได้รับการดูแล ดังนั้น หลายประเทศจึงมีกลไกขนานในการพิจารณาสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เพื่อไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“จึงไม่ควรนำกรณีสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่มไปเปรียบเทียบตรง ๆ กับนโยบายวัคซีนระดับประชากร เพราะเกณฑ์การพิจารณาอาจแตกต่างกัน”

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์

หวังสื่อช่วยสร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้งเชิงวิชาการ

รศ.นพ.ธีระ ย้ำด้วยว่า ความเห็นต่างในประเด็นวัคซีน PCV ไม่ควรถูกมองเป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการถกเถียงเชิงวิชาการเพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็กเล็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง

พร้อมทั้งเชื่อว่า หากทุกฝ่ายยึดหลักฐานเชิงประจักษ์ และร่วมกันตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และนำไปสู่การกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศในระยะยาว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

สำรวจแผนที่ชัยชนะเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย

49 นาทีที่แล้ว

จับตาเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ.นี้ ใช้บัตรมีบาร์โคด? (20 ก.พ. 69) I ตรงประเด็น

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สุขภาพ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...