สำรวจแผนที่ชัยชนะเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งที่อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่นั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 69 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รายงานผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ ที่เว็บไซต์สำนักงาน 400 เขต ทั่วประเทศ ซึ่งยังไม่ครบทุกหน่วยเนื่องจาก มีการนับคะแนนใหม่ / ออกเสียงลงคะแนนใหม่ในบางหน่วยเลือกตั้ง
แต่เป็นที่แน่ชัดว่า พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง 69 เป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนนบัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง และคะแนน สส. เขต 174 ที่นั่ง รวม 193 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเป็นการชนะเลือกตั้งเขตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ (อัปเดตล่าสุด: 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19:02 ของ ThaiPBS)
และนับตั้งแต่นับผลคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวในคืนวันนับคะแนนว่า ในนามของพรรคภูมิใจไทยต้องขอกราบขอบพระคุณในทุกเสียงทุกคะแนน ที่พี่น้องประชาชนชาวไทยได้กรุณาให้ความเมตตามอบให้พรรคภูมิใจไทยมาทําหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรของพวกท่านทุกคน
“ชัยชนะของภูมิใจไทยวันนี้ คือ ชัยชนะของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ไม่ว่าจะได้ลงคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ได้ลงคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทย ณ วันนี้ พรรคภูมิใจไทย ถือว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน คือ คนที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องทํางานรับใช้อย่างสุดกําลังความสามารถ”
174 ที่นั่ง สส. เขต ได้แต่ใดมา
จากผลคะแนน สส. แบบแบ่งเขต ภูมิใจไทย สามารถเจาะพื้นที่ได้ถึง 66 จังหวัด ที่กระจายตัวอยู่ทุกภูมิภาค มีถึง 19 จังหวัด ที่แลนด์สไลด์ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ยโสธร อำนาจเจริญ บึงกาฬ ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด พิจิตร เพชรบูรณ์ อุทัยธานี สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ และสตูล
นับว่าพรรคภูมิใจไทยได้จำนวน สส. แบ่งเขตเพิ่มขึ้นจาก 67 คน เป็น 174 คน ซึ่งสามารถรักษาพื้นที่เขตเดิมได้ 67 ที่นั่ง เช่น สส. จังหวัดบุรีรัมย์ทั้งจังหวัด รวม 10 เขต อำนาจเจริญทั้งจังหวัดรวม 2 เขต สตูลทั้งจังหวัด รวม 2 เขต อยุธยา 3 เขตใน 5 เขตเลือกตั้ง สำหรับพิจิตร ภูมิใจไทยชนะทั้ง 3 เขตและรักษาที่นั่งไว้ได้
และชิงมาได้จากพรรคอื่น 107 ที่นั่ง เช่น 3 เขตจังหวัดสุรินทร์ จากเพื่อไทย ซึ่งทำให้สุรินทร์ทั้ง 8 เขตเลือกตั้งตกเป็นของภูมิใจไทยทั้งจังหวัด เพราะ 5 เขตที่เหลือภูมิใจไทยสามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้ สำหรับจังหวัดนครสวรรค์ 1 เขต พิษณุโลก 1 เขต อยุธยา 2 เขต ภูมิใจไทยสามารถชิงมาได้จากพรรคก้าวไกล (ชื่อขณะนั้น) ขณะที่จังหวัดจันทบุรีที่ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ทั้ง 3 เขต เป็นพื้นที่เขต สส. พรรคก้าวไกล (ชื่อขณะนั้น) คราวการเลือกตั้ง 66
มีเพียง 4 ที่นั่งที่ภูมิใจไทยเสียไป เช่น กาฬสินธุ์ 1 ที่นั่ง นครพนม 1 ที่นั่ง ลพบุรี 1 ที่นั่ง ขอนแก่น 1 ที่นั่ง
ขณะเดียวกันก็มีบางจังหวัดที่ภูมิใจไทยยังไม่สามารถเจาะพื้นที่ได้ เช่น เชียงใหม่ ทั้ง 10 เขต กำแพงเพชรทั้ง 4 เขต น่านทั้ง 3 เขต กำแพงเพชรทั้ง 4 เขต นนทบุรี 8 เขต และกรุงเทพ ทั้ง 33 เขต
สูตรสำเร็จ ยุทธศาสตร์ย้ายพรรค-ดูดคน
เป็นที่สังเกตได้ว่าการชนะเขตในครั้งนี้ของภูมิใจไทย ส่วนหนึ่งมาจากยุทธศาสตร์การดึงดูด สส. เขต ปี 66 จากพรรคต่าง ๆ เข้าสู่ภูมิใจไทย หากพิจารณาข้อมูลอัปเดตล่าสุดหลังยุบสภาฯ มีอดีต สส.ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยจนทำให้ยอดพุ่งเป็น 134 คน จากยอดเดิมหลังเลือกตั้ง 66 ที่มีอยู่ 71 ที่นั่ง
โดยหลายเขตที่ภูมิใจไทยชิงที่นั่งมาได้จากพรรคอื่นนั้น เป็น สส.คนเดิมจากการเลือกตั้ง 66 ที่ย้ายมาพรรคภูมิใจไทย เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ 4 สส. เดิมของพรรคชาติไทยพัฒนาที่ย้ายมาภูมิใจไทย 2 ที่นั่งจากจังหวัดสงขลา เดิมเป็น สส. ประชาธิปัตย์ ที่ย้ายมาสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคภูมิใจไทย 3 เขตนครปฐมที่เป็น สส. เก่าของพรรคชาติไทยพัฒนาในปี 66 แล้วย้ายมาสมัครเลือกตั้ง 69 ในนามภูมิใจไทย
- อ่านเพิ่ม: เปลี่ยนขั้ว ย้ายค่าย เช็กยอด สส.ย้ายพรรค โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง
- อ่านเพิ่ม: อัปเดตข้อมูล อดีต สส. รับศึกเลือกตั้ง 69 ย้ายไปพรรคไหนบ้าง
สำหรับจังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้ง 6 เขต ที่แลนด์สไลด์ภูมิใจไทยนั้น มี 5 เขตที่เป็น สส. เดิมของพรรคพลังประชารัฐที่ย้ายพรรคมาภูมิใจไทยเพื่อลงเลือกตั้ง 69 สำหรับอีกเขตภูมิใจไทยชิงมาได้จากพลังประชารัฐ
เพราะนับตั้งแต่รัฐบาลภูมิใจไทยประกาศยุบสภา 11 ธ.ค. 68 พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคที่เนื้อหอมมากที่สุดของสส. เขตจากหลายพรรค ที่ต่างหลั่งไหลย้ายพรรคเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เช่น สส.เพื่อไทยอีสาน ได้แก่ ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ (สส.ศรีสะเกษ) กิตติ สมทรัพย์ (สส.ร้อยเอ็ด) ประเสริฐ บุญเรือง (สส.กาฬสินธุ์) และนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร (สส.ศรีสะเกษ) ลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย แล้วสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตพื้นที่เดิม
เช่นเดียวกับ สส. ประชาธิปัตย์ อย่าง สรรเพชญ บุญญามณี (สส. สงขลา) ลูกชายของนิพนธ์ บุญญามณี, สมยศ พลายด้วง (สส.สงขลา) และ ราชิต สุดพุ่ม (สส. นครศรีธรรมราช) ที่ย้ายพรรคสู่ภูมิใจไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ถือว่าเป็นพรรคสำคัญของบ้านใหญ่ที่ครองเสียงให้พื้นที่สุพรรณบุรีอย่างยาวนาน ต่างเดินทางเข้าร่วมงานกับภูมิใจไทยมากกว่า 10 คน ทั้ง วราวุธ ศิลปอาชา (หัวหน้าพรรค) นิกร จำนง (ผู้อำนวยการพรรค) อนุชา สะสมทรัพย์ (รองหัวหน้าพรรค สส. นครปฐม และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข) อนุรักษ์ จุรีมาศ (รองหัวหน้าพรรค และ สส.ร้อยเอ็ด) เสมอกัน เที่ยงธรรม (สส.สุพรรณบุรี) พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ (สส.นครปฐม) หลานชาย อนุชา สะสมทรัพย์ และศุภโชค ศรีสุขจร (สส.นครปฐม)
ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุทธศาสตร์ย้ายพรรค-ดูดคนของภูมิใจไทย มีส่วนที่เพิ่มโอกาสให้ภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งนระบบเขต ซึ่งต่างจากผลคะแนนเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์ที่ ภูมิใจไทย ได้ สส. บัญชีรายชื่อเพียง 19 ที่นั่งเท่านั้น (5,964,814 คะแนน) ขณะที่พรรคที่ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์สูงเป็นอันดับ 1 คือพรรคประชาชนที่มากถึง 31 ที่นั่ง (9,802,658 คะแนน) แม้ในรายละเอียดแล้ว ภูมิใจไทยจะได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้ง 66 คือ 16 ที่นั่ง (4,826,612คะแนน)