ส.อ.ท.ชูเชื้อเพลิงชีวภาพทางเลือกใหม่พลังงานทดแทน หวังลดพึ่งพานำเข้า
วันนี้ (19 ส.ค.2569) นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค.2569 อยู่ที่ระดับ 90.0 เพิ่มขึ้นจาก 88.2 ในเดือน มิ.ย. โดยได้รับแรงหนุนจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง ยอดขาย EV ในช่วง 6 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 93.07% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
รวมถึงการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้า การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญที่ยังขยายตัว ตลอดจนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายของ SMEs ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 96.1 จาก 94.5 สะท้อนมุมมองของภาคอุตสาหกรรมที่มีทิศทางดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจและการค้าโลก ผลสำรวจผู้ประกอบการ 1,330 ราย จาก 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นเป็น 62.1% ขณะที่มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 อาจเพิ่มต้นทุนการส่งออกในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ส.อ.ท.จึงเสนอให้รัฐยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งกำเนิดสินค้า (Traceability) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมช่วย SMEs ปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานสากล เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้า รวมถึงเร่งแก้ปัญหาสภาพคล่อง หลังหนี้เสีย SMEs เพิ่มขึ้นแตะ 9.5% ผ่าน Supply Chain Financing โครงการ “พี่ช่วยน้อง” และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan
ด้านนายนที สิทธิประศาสน์ กรรมการบริหาร ส.อ.ท.เสนอให้รัฐบาลผลักดัน เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เป็นเชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ E20 ให้เป็นน้ำมันพื้นฐาน เพิ่มการใช้ไบโอดีเซล B7–B20 ในภาคขนส่ง
รวมถึงเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร โดยมองว่าถึงแม้เชื้อเพลิงชีวภาพอาจมีต้นทุนสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในช่วงแรก แต่หากพิจารณาความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และต้นทุนการนำเข้า การพัฒนาเชื้อเพลิงที่ไทยผลิตได้เองจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว อีกทั้งการใช้ไบโอดีเซล ยังช่วยสร้างตลาดรองรับปาล์มน้ำมัน และบริหารผลผลิตเกษตรที่มีความผันผวนได้อีกทางหนึ่ง
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อไทย นำต้นทุนคาร์บอนเข้ามาอยู่ในโครงสร้างราคา โดยในอนาคต Carbon Tax จะทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลสะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้พลังงานหมุนเวียน จึงควรเร่งสร้าง Ecosystem พลังงานใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกกลุ่ม โซลาร์ พลังงานลม แบตเตอรี่ ชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ควบคู่กับการพัฒนา Smart Grid และ Direct PPA เพื่อเปิดทางให้ภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน และแบตเตอรี่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ส.อ.ท.เสนอให้พิจารณา ผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป โดยหากประเทศไทย มีปริมาณสำรองน้ำมันอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความมั่นคงทางพลังงานแล้ว ควรเปิดโอกาสให้โรงกลั่นสามารถส่งออกน้ำมันส่วนเกินได้ตามกลไกตลาด เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิต สร้างรายได้จากการส่งออกและสนับสนุน GDP
อ่านข่าว:
ชาวไร่มัน-อ้อย จี้รัฐสร้างตลาดใหม่ หวั่นหมดมาตรการชดเชยฉุดเอทานอลร่วง
2 สมาคมเอทานอลฯ หนุนโครงการ “รถเก่าแลกใหม่” ยกระดับยานยนต์มลพิษต่ำ
เตือนธุรกิจรับแรงกระแทกตะวันออกกลาง สนค.เตือนลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ