โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วางแบบบ้านบนเส้นทางสถาปนิก หันมาห่อปอเปี๊ยะปั้น“เกริกเจริญ ปอเปี๊ยะบางวัว” ขาย 300 ชิ้นหมดใน 2 ชั่วโมง

SME THAILAND ONLINE

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
อดีตสถาปนิกที่เคยออกแบบบ้าน หันมาจับธุรกิจปอเปี๊ยะ เริ่มจากการขายเล็กๆ ข้างร้านลูกชิ้นทอดของคุณแม่ ก่อนค่อยๆ ลองผิดลองถูก ตั้งแต่ตระเวนชิมปอเปี๊ยะหลายจังหวัด จากร้านเล็กๆ วันนี้ขายได้ 300 ชิ้นต่อวัน และบางวันหมดภายใน ไม่ถึง 2 ชั่วโมง

Text: Wipawan In.

บางครั้งการเริ่มต้นธุรกิจเกิดจากแนวคิดง่ายๆ ที่ว่า “ถ้าลองทำอะไรเป็นของตัวเองสักอย่าง จะเป็นอย่างไร” นี่คือจุดเริ่มต้นของ เกริก เกริกเกียรติ ต่อเขต อดีตสถาปนิกวัย 20 ปลาย ๆ ที่ตัดสินใจค่อยถอยออกจากสายงานออกแบบบ้าน ก่อนหันมาจับธุรกิจอาหารอย่าง “ปอเปี๊ยะ” ของกินชิ้นเล็กที่เดิมมีราคาเพียง 2 บาท และเริ่มต้นขายอยู่ข้างร้านลูกชิ้นทอดของคุณแม่ แต่วันนี้ปอเปี๊ยะธรรมดา ๆ กลับกลายเป็น “เกริกเจริญ ปอเปี๊ยะบางวัว”

โต๊ะหนึ่งตัวข้างคุณแม่ ค่อยๆสร้างฐานเป็นแบรนด์ที่มีตัวตน

ก่อนจะมีรถเข็นสีเหลืองและชื่อ “เกริกเจริญ ปอเปี๊ยะบางวัว” เกริกเริ่มจากจุดเล็กมาก ๆ ด้วยการมองหาธุรกิจที่ลงทุนไม่สูง แต่สามารถพัฒนาให้กลายเป็นแบรนด์ของตัวเองได้ จึงหยิบปอเปี๊ยะทอดที่คุณแม่รับมาขายชิ้นละ 2 บาทมาลองต่อยอด

“จากปอเปี๊ยะไส้วุ้นเส้นแบบธรรมดา เราาเริ่มตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ของที่มีอยู่แล้วแตกต่าง ทั้งหน้าตาและรสชาติ จึงลงมือเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน เพราะในตอนนั้นแทบไม่มีความรู้เรื่องปอเปี๊ยะเลย ศึกษาเรื่องแป้งว่ามีทั้งแป้งสดและแป้งแช่แข็ง ก่อนใช้งบที่มีไม่มากตระเวนชิมร้านต่าง ๆ ทั้งในฉะเชิงเทรา พิษณุโลก พะเยา รวมถึงร้านในห้างและตลาด แล้วกลับมาทดลองสูตรของเราเอง จนได้สูตรไส้ทรงเครื่องที่ประกอบด้วยผัก เห็ด และวุ้นเส้น ปรุงรสด้วยพริกและกระเทียม ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งต้นของปอเปี๊ยะในแบบของเกริกเจริญ”

แต่เส้นทางไม่ได้ราบรื่น เพราะเมื่อทดลองขยายขนาดปอเปี๊ยะจากชิ้นเล็ก ๆ ให้ใหญ่ขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือ ทอดแล้วไส้แตก แทนที่จะเลิก เขากลับเลือกทดลองต่อ ทั้งปรับไส้และเปลี่ยนชนิดแป้ง จนพัฒนามาเป็นปอเปี๊ยะชิ้นใหญ่ที่ขายอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน สูตรก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่รสชาติแรก เพราะเมื่อได้ข้อมูลจากลูกค้า เกริกนำมาปรับสินค้า เช่น แยกไส้สำหรับคนทานเจ และแยกเห็ดออกจากไส้ผักเพื่อรองรับคนที่แพ้เห็ด ปัจจุบันมี 5 ไส้หลัก ผักรวม,เห็ดรวม,สาหร่าย,เผือกหอม และข้าวโพด พร้อมแนวคิดสร้างไส้พิเศษแบบ Seasonal เพื่อให้ลูกค้ามีเหตุผลกลับมาลองของใหม่อยู่เสมอ

ลาออกจากงานสถาปนิก เพราะมองเห็นโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยน

“ AI และปัญหาสุขภาพกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการเลือกทางดินใหม่”

เบื้องหลังการเปลี่ยนจากสถาปนิกมาเป็นพ่อค้าทอดปอเปี๊ยะ มีทั้งเหตุผลจากภายนอก และ ภายใน เกริกเล่าว่า ในมุมของอุตสาหกรรมออกแบบ เขามองเห็น AI เข้ามาแทนที่ทักษะบางส่วนของงานออกแบบมากขึ้น

“เราประเมินว่า skill บางอย่างที่เคยเรียนและฝึกฝนสามารถถูกแทนที่ได้แล้ว และลูกค้าบางกลุ่มก็สามารถใช้ AI ช่วยออกแบบบ้านได้เอง ทำให้บทบาทของสถาปนิกบางส่วนอาจลดลง ขณะเดียวกัน เราเองก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพและเกิดอาการแพนิคจากแรงกดดันในการทำงานออกแบบ ซึ่งเป็นงานที่มีต้นทุนและความรับผิดชอบสูง จึงค่อย ๆ เฟดตัวเองออกจากงานสถาปนิก ก่อนหันมาขายของเต็มตัว”

เกริกไม่ได้ทิ้ง “ความเป็นนักออกแบบ” แต่กลับเอามาใช้กับธุรกิจใหม่ ตั้งแต่การคิดภาพลักษณ์ร้าน ไปจนถึงการเลือกใช้รถเข็นสีเหลืองเพื่อสร้างภาพจำ เดิมทีปอเปี๊ยะวางอยู่บนโต๊ะหนึ่งตัวข้างร้านลูกชิ้นทอดของคุณแม่ แต่เขารู้สึกว่าลูกค้ายังมองไม่เห็นตัวตนของร้าน จึงลงทุนกับรถเข็นให้ภาพลักษณ์ชัดขึ้น และทำให้คนจำได้ว่า “ปอเปี๊ยะเกริกเจริญ” คือร้านรถเข็นสีเหลือง นี่จึงไม่ใช่เรื่องของการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำสกิลจากงานเดิมมาออกแบบชีวิตการทำงานแบบใหม่

สร้างคอนเทนต์…ที่ไม่ต้องรอให้ใครมารีวิว

ถ้ามีหนึ่งกลยุทธ์ที่เกริกมองว่าเป็นคีย์หลักของการเติบโต คำตอบคือการทำคอนเทนต์และ CEO Branding เพราะแทนที่จะรอให้นักรีวิวหรือครีเอเตอร์เข้ามาค้นพบร้าน เขาเลือกหยิบสื่อที่ตัวเองมีอยู่ในมือมาเล่าเรื่องร้านด้วยตัวเอง ตั้งแต่การพูดคุยกับลูกค้าหน้าร้าน ไปจนถึงการทดลองสินค้าและสื่อสารสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

“เรามองว่าทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ และหากสื่อสารออกไปอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถสร้างการรับรู้ไปถึงพื้นที่รอบ ๆ ได้ กลยุทธ์นี้ไม่ได้หยุดแค่การทำให้คนรู้จักปอเปี๊ยะ แต่เราต้องการสร้างคำว่า “ปอเปี๊ยะบางวัว” ให้ติดอยู่ในความทรงจำของคน พร้อมตั้งใจสร้างการยอมรับจากคนในพื้นที่ก่อน แล้วค่อยให้แรงกระเพื่อมขยายออกไปหาลูกค้านอกพื้นที่ ผลลัพธ์จึงเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยอดขายที่พุ่งสูงสุดแตะประมาณ 7,000 บาทต่อวัน เราทำปอเปี๊ยะวันละ 300 ชิ้น ที่ขายหมดภายใน 2 ชั่วโมง บางวันลูกค้ามารอตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด”

“ที่น่าภูมิใจยิ่งกว่าตัวเลขคือระยะทางของลูกค้าเพราะคอนเทนต์สามารถพาคนจากพื้นที่อื่นเดินทางมาถึงร้านได้ โดยลูกค้าที่เดินทางมาไกลที่สุดมาจากนครสวรรค์ ขณะที่ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ใกล้เคียงอย่างกรุงเทพฯ สมุทรปราการ บางแสน และชลบุรี”

แม้วันนี้จะมีคนติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ ขอซื้อสูตร หรือรับสินค้าไปขายจำนวนไม่น้อย แต่เขายังเลือกไม่รีบคว้าโอกาส เพราะต้องการทดลองระบบให้พร้อมก่อน โดยเฉพาะการเก็บรักษาและคุณภาพของสินค้าปลายทาง เพราะสำหรับเขา “ลูกค้า” ยังเป็นปลายทางสำคัญที่สุด ในอนาคตจึงวางแผนพัฒนาปอเปี๊ยะให้สามารถทำเป็นสินค้าแช่แข็งและจัดส่งต่างจังหวัด รวมถึงต่อยอดไปสู่ “เกี๊ยวทอดบางวัว”

“เราไม่จำเป็นต้องรีบโตให้เร็วที่สุด แต่ต้องโตในแบบที่ควบคุมคุณภาพได้ และยังทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าของที่จ่ายเงินไปนั้นคุ้มค่า” เกริกกล่าวทิ้งท้าย

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...