“เกิด-หากิน-เมืองปลอดภัย-การเดินทาง” เมื่อชีวิตคนกรุงเปราะบาง โจทย์ท้าทายจัดการมหานคร ในมือ “ผู้ว่าฯ กทม” คนใหม่
เสร็จสิ้นลงแล้วสำหรับเวที Think Tank Bangkok ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ ที่ ไทยพีบีเอส และเครือข่ายพันธมิตรสื่อร่วมกันเปิดพื้นที่ให้ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนซึ่งเป็นตัวแทนประเด็นปัญหา พร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์ และแนวทางพัฒนาเมือง ในรูปแบบที่ก้าวข้ามการดีเบตนโยบายทั่วไป มุ่งสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อค้นหาทางออกให้กับกรุงเทพฯ ทั้งในมิติคุณภาพชีวิต ปากท้อง ความปลอดภัย และการบริหารจัดการเมือง
การดูแลเด็กเล็ก หนึ่งในประเด็นตั้งต้น ที่ใกล้ตัวและมีผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมือง ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถาม สุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ชวนผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม หาแนวทางการลดภาระการดูแลบุตรของครอบครัวผู้มีรายได้น้อย กับการเพิ่มโอกาสให้เด็กทุกคนเข้าถึงการดูแล การพัฒนา และการเรียนรู้อย่างทั่วถึง
อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 9
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน หมายเลข 10
ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทั้ง 3 คน ต่างนำเสนอแนวทางขยายโอกาสการเข้าถึงศูนย์เด็กเล็กในหลากหลายมิติ ทั้งการเพิ่มจำนวนศูนย์เด็กเล็ก การขยายเวลาให้บริการ การส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน ตลอดจนการยกระดับคุณภาพการดูแล เพื่อให้ศูนย์เด็กเล็กเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็กและครอบครัวในเมืองหลวง
ยกระดับ เพิ่มโอกาส “ศูนย์เด็กเล็ก”
อนุชา ยอมรับว่าจำนวนของศูนย์เด็กเล็กมีน้อย ฉะนั้นจะต้องกระจายไป สิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการก็คือ การเพิ่มจำนวน ต่อมาคือต้อง ขยายเวลา โดยต้องมาคิดลักษณะการเปิด-ปิด ศูนย์เด็กเล็ก เพราะบางครั้งหาต้องให้พ่อแม่มารับช่วง 4 โมงเย็น ก็อาจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในที่ทำงาน บางคนไม่ใช่เวลาเลิกงาน จึงอาจจำเป็นต้องขยายเวลาออกไป ส่วนเรื่องของงบประมาณก็ต้องดูเรื่องของบุคลากร ว่าตอนนี้มีเท่าไหร่ ? อาจจะต้องเสริมเพิ่มเติมเข้าไป ต้องเพิ่มเป็นกะเข้าไป
“เวลาที่เขาเข้าไปอยู่ในศูนย์เด็กเล็กสิ่งแรกที่ปกครองเป็นห่วงคือความปลอดภัย นี่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นต้องมีสถานที่ที่ปลอดภัยให้ผู้ปกครองสามารถไว้วางใจอยู่ได้ทั้งวันจนกระทั่งมารับ ไม่ก็ต้องคอยดูวงจรปิด พร้อมทำให้สถานที่มีความปลอดภัย ก่อสร้างที่ปลอดภัย สุขอนามัยก็จำเป็น สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำให้เด็กได้พักผ่อนเพราะเด็กจะต้องนอนระหว่างวัน สุขลักษณะอีกอย่างนึงคือเรื่องของอาหาร ต้องมีตั้งแต่เช้า กลางวัน หรืออาจรวมไปถึงตอนเย็น ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราดำเนินการควบคู่กันไป ส่วนเรื่องของงบประมาณ กทม.จะต้องเอามา อยู่ที่ว่าเราจะจัดความสำคัญยังไง หรืออาจร่วมมือกับเอกชนก็ได้”
อนุชา บูรพชัยศรี
ส่วน ชัชชาติ ให้ความเห็นว่า มี 3 อย่างที่ควรทำ คือ เพิ่มปริมาณดูแลคุณภาพ และให้พ่อแม่มาเป็นแนวร่วม เตรียมพร้อมสภาพให้พร้อมกับการการดูแลเด็ก ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นโครงการเส้นเลือดฝอยชัดเจน เพราะที่ผ่านมาเรามักจะไปมองเรื่องของการแข่งขัน มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง ของโลกติดอันดับ 10 ของเอเชีย แต่สำคัญที่สุดคือเด็กเล็ก เด็กจะมีพัฒนาการด้านสมองมากที่สุดคือ 0-6 ปี
“การขยายการให้บริการใน กทม. ขยายอายุ ต้องร่วมมือกับศูนย์เอกชนที่พร้อม ไม่ต้องลงทุน แต่ช่วยสนับสนุน ค่าแรงของพนักงาน ค่าแรงของอาสาสมัคร ค่าอาหารกลางวัน ค่าอุปกรณ์แลกเข้า 600บาท/ปี และอาจจะมีค่าไฟค่าน้ำ”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ในประเด็นการขยายเวลาเวลาพูดดูง่าย แต่หัวใจสำคัญไม่ใช่เรื่องเวลา เพราะว่าปกติอาสาสมัครไม่ทิ้ง ต่อให้ผู้ปกครองมารับสายเขาก็อยู่รอ แต่สิ่งที่ต้องทำคือ ให้โอทีกับอาสาสมัคร
“ถ้าเขาต้องมาเช้า หรือว่าต้องอยู่นอกเวลา ต้องสามารถจ่ายค่า โอที ให้เขาได้อย่างเหมาะสม เพราะพ่อแม่หลายคนต้องมารับหลังเลิกงาน เอาเวลาให้เหมาะสมขยายเวลาให้บริการ ของ กทม. รวมถึงต้องเพิ่มศูนย์ดูแลเด็กอ่อนด้วย เพราะ กทม.มีแค่ 3 แห่งในศูนย์บริการสาธารณสุข ซึ่งเด็กอ่อนดูแลยากเพราะว่าเด็กยังต้องกินนมแม่ก็จะขยายเป็น 13 ศูนย์ ฉะนั้นเราต้องขยายปริมาณให้มากขึ้น”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
อีกเรื่องคือ คุณภาพ เพราะเด็ก 0-6 ขวบ เป็นช่วงที่สมองเปลี่ยนแปลงมาก ที่ผ่านมาเรามีศูนย์เด็ก แต่เรื่องคุณภาพอาจจะยังไม่ถึงมาก ฉะนั้นเราจะใช้หลักสูตร EF ในการพัฒนาเด็กตามมาตรฐานสากล ใช้หลักสูตรนี้เป็นแกนนำ และมีหลักสูตรมาตรฐานสำหรับเด็กเล็กทั่วไป
พร้อมสนับสนุนให้ อาสาสมัคร ซึ่งปัจจุบันเงินเดือนน้อยอยู่แล้วให้เขามีทุนไปเรียนต่อ เพื่อมาพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพมากขึ้น วิธีทำคือต้องตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และต้องเวียนดูคุณภาพตามศูนย์ต่างเพื่อให้คุณภาพได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน จะช่วยให้การพัฒนามาตรฐานที่ดีขึ้น
สำหรับสิ่งที่ขาดไม่ได้คือต้องเอาพ่อแม่มาเป็นแนวร่วม เพราะว่าเด็กอยู่กับพ่อแม่เยอะกว่าอยู่กับศูนย์เด็กเล็ก เพราะฉะนั้นต้องมีวิธีที่จะเอาพ่อแม่มาเป็นแนวร่วม มีการคุยอบรม พ่อแม่ และคิดในเมืองต้องมีพื้นที่สาธารณะ ที่เหมาะสมที่พ่อแม่สามารถเอาเด็กเล็กไปเที่ยวเล่นได้
ขณะที่ ชัยวัฒน์ ก็มองว่าปัญหาเรื่องการดูแลเด็กเล็ก เป็นเรื่องใหญ่จะว่าคนเมืองตอนนี้ คนรุ่นใหม่ไม่กล้ามีลูก เพราะการเลี้ยงดูเด็กมีความยากและราคาแพง ซึ่งสิ่งนี้ไม่ควรเป็นเงื่อนไขที่ทำให้คนในเมืองไม่อยากมีลูก ฉะนั้นต้องทำให้ กทม.เป็นเมืองที่ทำให้คนมีสิทธิ์ที่จะ มีลูกได้ โดยที่ไม่ต้องลำบากไม่ต้องดิ้นรนจนเกินไป
“ผมจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดูแลเด็กเล็กได้ดีกว่านี้ ดูแลตั้งแต่เกิด Baby box 2,000 บาท ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่เป็นการที่เราอยากจะดึง ให้คนที่ตั้งครรภ์เข้าสู่ระบบตั้งครรภ์โดยเร็วที่สุด เพื่อเข้ามาได้รับการดูแลอย่างถูกต้องโดยพยาบาล เข้ามาอยู่ใน LINE กลุ่มที่มีพยาบาลดูแล เพื่อที่จะได้รู้ว่าเขาจะต้องเลี้ยงดูลูกของเขาอย่างไรตั้งแต่เกิด และอยู่ในครรภ์เพื่อให้เติบโตขึ้นมามีคุณภาพที่ดีที่สุด”
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
พร้อมทั้งจะทำนโยบายโดยเริ่มให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดูแลเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป และเปิดจนถึง 6 โมงเย็นในแต่ละวัน เพื่อให้พ่อแม่กลับไปทำงานได้เร็ว สามารถเอาลูกมาฝากเลี้ยง ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ กทม. ได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น
“การเลี้ยงดูเด็กจะเป็นความสำคัญลำดับแรกของผม เราจะลงทุนกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 2,000 บาท โดยเฉลี่ยต่อศูนย์ เพื่อพัฒนาทั้งสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากรเพื่อให้รองรับในการเลี้ยงดูได้แต่อายุ 6 เดือน”
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
นอกจากนี้มีการพูดถึงการเพิ่มพื้นที่ในการเรียนรู้ในช่วงปิดเทอม และเสาร์ อาทิตย์ เพื่อดึงเด็กออกห่างจากหน้าจอ ทั้งนี้ยังมีการพูดถึงเงื่อนไขการจ้างบุคลากรที่ต้องมารับจ้างรายวันไม่มีสวัสดิการ ซึ่งอาจจะต้องมีการตอบแทนให้เหมาะสม
หาบเร่ แผงลอย ลมหายใจผู้มีรายได้น้อยในเมือง
หาบเร่ แผงลอย และ เศรษฐกิจฐานราก คืออีกประเด็นสำคัญหากต้องพูดถึงเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตสำหรับกลุ่มคนเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อยคนในเมือง
มหานครอย่าง กทม.เติบโตขึ้นจากผู้คนหลากหลายอาชีพ และหนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและปากท้องของเมืองมาอย่างยาวนาน คือ ผู้ค้าหาบเร่ แผงลอย และแรงงานนอกระบบ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการจัดระเบียบเมือง แต่คือการออกแบบเมืองที่ทุกคนมีที่ยืน และมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของเมืองร่วมกัน
ปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร แลกเปลี่ยนประเด็นนี้โดยชวนย้อน 4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นการจัดระเบียบเมืองที่สวยงาม การปลูกต้นไม้และสวนหย่อม ที่วิ่ง แต่สิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยชีวิตของผู้ค้ากว่า 1 หมื่นราย
จึงอยากเห็นวิสัยทัศน์ของคนที่จะเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ เพราะกว่า 60% คือชีวิตของพ่อค้าแม่ค้า เป็นคน กทม. แต่อีก 40% เป็นประชากรแฝง คนกลุ่มนี้สามารถที่จะเข้ามาทำมาหากินใน กทม.ได้ ซึ่งทำให้สังคมเมืองสามารถขับเคลื่อนได้ จึงอยากเห็นวิสัยทัศน์ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ว่าจะมีทิศทางแบบไหนที่จะทำให้ชีวิตของผู้ค้าขายหาบเร่แผงลอยสามารถดำเนินได้
ชัชชาติ มองว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่และมีการคุยกันมาตลอด จะต้องหาความสมดุลระหว่างความเรียบร้อยกับปากท้อง จึงยืนยันว่า หาบเร่แผงลอยเป็นสิ่งที่จำเป็นของเมืองทั้งในแง่ของผู้ขายและผู้ซื้อ เพราะมีผู้คนต้องอาศัยอาหารที่ราคาไม่แพง และคุณภาพดี
ที่ผ่านมาการพยายามจัดระเบียบให้ถูกต้อง มีความพยายามในการทำจุดผ่อนผัน อีกส่วนที่ยังจัดการไม่เสร็จคือส่วนที่ยังผิดกฎหมายซึ่งพื้นที่เหล่านี้ก็ต้องพยายามบอกให้เข้าจุดผ่อนผันให้ได้มากที่สุดแต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป ฉะนั้นหลักการที่ทำมามาตลอด 4 ปี คือพ่อค้าแม่ค้าอยู่กันกี่คน ให้เวลาและพยายามหาที่ให้ใหม่ทดแทน
อย่างแรกเลยคือต้องหาพื้นที่และมีระเบียบที่ชัดเจน ให้เขาอยู่ได้แต่ไม่เบียดบังสิทธิ์ของคนเดินเท้า และต้องหาพื้นที่ที่มากกว่าพื้นที่สาธารณะ เช่น พื้นที่เอกชน โดยการพยายามหาพื้นที่ผ่อนผันเล็ก ๆ
“หัวใจของเรื่องนี้คือต้องทำให้ถูกกฎหมายอันไหนที่อยู่อยู่นอกระบบ หรือว่าเป็นช่องทางที่มีมาเฟียมารีดไถเงิน ต้องเอาเข้าระบบมีมาตรการชัดเจน และให้ผู้ค้าดูแลกันเองด้วย และถ้าเขาดูแลเองไม่ได้ก็ให้ยกเลิกทั้งจุด”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัยวัฒน์ ก็ให้ความเห็นเรื่องนี้ ว่าหาบเร่แผงลอยนอกจากจะเป็นเรื่องของผู้ค้าแล้ว ยังเป็นเรื่องของค่าครองชีพของคน กทม.ด้วย ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดแค่เรื่อง ว่าจะต้องมีพื้นที่ค้าขายหรือไม่มีพื้นที่ค้าขาย แต่เรื่องนี้คือการที่ทำให้คน กทม.ยังมีค่าครองชีพที่ถูกและเข้าถึงได้ด้วย
“ถ้าผมเป็นผู้ว่าฯ สิ่งหนึ่งที่ผมจะทำคือไม่สัญญา ว่าจะหาที่ใหม่ให้ สุดท้ายก็โดนปล่อยมีที่ค้าขาย แต่สิ่งที่ผมจะทำคือการเพิ่มพื้นที่ค้าขาย ผมจะสร้างพื้นที่ค้าขาย ราคาไม่แพง ทั้งหมด 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องมีทีมงาน กทม. ไปสำรวจซึ่งจะใช้ทั้งพื้นที่ของเอกชน การยกเว้นภาษีที่ดินให้กับเอกชนที่เข้าร่วม ต้องไปขอเช่าพื้นที่ตึกที่ไม่ได้ใช้งาน กระทั่งการหาพื้นที่ของรัฐ ของ กทม. ที่ไม่ได้ใช้เอามาทำเป็นพื้นที่ค้าขายกัน”
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
หลังจากนั้นจะมีการจัดระบบ การจองและการบริหารพื้นที่ค้าขายสำหรับแผงลอย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลจำเป็นจะต้องรับฟังผู้ค้า ในการที่จะมาร่วมออกความคิดเห็น
“หนึ่งเรื่องที่สำคัญคือเรื่อง ส่วยของเทศกิจ ในยุคของผมจะต้องไม่มีเรื่องส่วยเทศกิจแน่นอน นอกจากเราจะทำระบบให้โปร่งใสแล้ว เทศกิจต้องติดบอดี้แคม ในการทำงาน จะต้องมีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ออกมาใช้ เพื่อตรวจสอบการทำงานของเทศกิจได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้มีพื้นที่ค้าขายเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องจ่ายส่วย และทำให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงอาหารที่ทำให้ค่าครองชีพลดลงได้”
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
ส่วน อนุชา ระบุว่าหาบเร่แผงลอยยังต้องอยู่กับกรุงเทพมหานครอย่างแน่นอน เพราะนี่คือเสน่ห์ แต่ทำอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกัน สวัสดิการ การแก้ปัญหาอาจจะใช้วิธีเดียวกันทุกเขตไม่ได้ แต่ต้องมองแต่ละพื้นที่จะต้องจัดการปัญหาอย่างไร
“เราต้องมามองว่าถ้าเป็นกรุงเทพฯ ชั้นใน ขนาดทางเท้าประมาณนี้ เราสามารถที่จะต้องให้คนเดินได้กี่เมตร และเหลือพื้นที่เท่าไร ก็ตีเส้นไปเลย และห้ามล้นจริง ๆ ถ้าสมมติว่าคุณเอากระทะใหญ่ ๆ มาวางไว้ก็ต้องเปลี่ยนกระทะ”
อนุชา บูรพชัยศรี
อีกหนึ่งสิ่งที่ อนุชา มองว่าจะต้องทำคือเรื่องของการลงทะเบียนให้ชัดเจน ต้องให้ผู้ที่มีรายได้น้อยจริง ๆ ซึ่งนอกจากผู้มีรายได้น้อยแล้ว ต้องห้ามคนต่างด้าวขาย พร้อมทั้งต้องจัดเวลาให้เหมาะสมด้วย
“ขนส่งสาธารณะ” เคลื่อนเมืองด้วยการเดินทาง
อีกประเด็นสำคัญสำหรับการสนับสนุนคุณภาพชีวิตคนเมือง คือ ระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่ง อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ชี้ให้เห็นว่า การเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ คือสิ่งสำคัญของคนใช้ชีวิตในเมือง แม้ว่าการจัดบริการจะอยู่ที่ส่วนกลาง แต่ก็ยังมีส่วนที่ กทม. ดูแลอยู่ จึงโยนคำถามถึง ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ จะมีบทบาทอย่างไร ? เพื่อผลักดันเรื่องนี้
ชัยวัฒน์ มองว่า ขนส่งสาธารณะต้องทำ 2 ระดับ คือ ระดับที่ กทม.ทำได้ภายในอำนาจ และระดับที่ กทม.ต้องทำนอกเหนืออำนาจ ซึ่งสิ่งที่ กทม.ทำได้ คือ การจัดสรรรถเมล์มาวิ่งในสายที่ได้รับอนุญาตแล้วจากกรมการขนส่งทางบก แต่ว่าปัจจุบันไม่มีรถเมล์วิ่ง ซึ่งจะทำให้มีรถเมล์มากขึ้น และสามารถเชื่อมต่อซอกซอยได้ โดยที่ กทม. เป็นคนสนับสนุนด้านงบประมาณ
อีกรูปแบบคือการใช้ศักยภาพการเดินทางทางเรือในคลองให้มากขึ้น เพราะใน กทม.มีคลองเป็นจำนวนมากที่สามารถเอามาใช้เพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง
“แต่ก่อนเราเคยมีเรือเมล์ ถ้าผมเป็นผู้ว่าฯ จะฟื้นเรือเมล์ขึ้นมา 3 สาย คลองภาษีเจริญ คลองพระโขนง และคลองแสนแสบ จนถึงนิคมบางชัน จะทำให้มีการเชื่อมโยงระหว่างสถานีรถไฟฟ้า รถ ราง เรือ ก็จะเชื่อมต่อการเดินทางที่ดีมากขึ้น สำคัญที่สุดคือการเดินเท้า คนที่ใช้ขนส่งสาธารณะ จะทำอย่างไรให้การเดินทางไม่ลำบากโดยเฉพาะผู้สูงอายุ”
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
ส่วนนโยบายที่จะเข้ามาจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในขนส่งสำคัญของเมือง ก็จะทำศาลาวินมอเตอร์ไซค์ในจุดที่มีผู้ใช้งานเยอะ ควรมีจุดพักคอยจุดนั่งรอและมีหลังคา ให้ประชาชนใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์สามารถนั่งพักได้ เป็นนโยบายที่จะพัฒนาเพื่อขนส่งสาธารณะที่ดีขึ้น
ประเด็นเดียวกันนี้ อนุชา ให้ความเห็นว่าสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การเอารถเมล์ขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับของ กทม. เพื่อที่จะได้กำหนดเส้นทางได้โดยตรง แทนที่จะให้กระทรวงคมนาคมเป็นคนดูแลอย่างเดียว
“วันก่อนไปกรุงเทพฯ โซนนอก หนองจอก และบางบอน เขาบอกว่ากว่าเขาจะเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะ ต้องเดินทางเป็น 10 กิโลเมตร ขณะที่เราบอกเขา ว่าต้องใช้ระบบขนส่งสาธารณะ พอเจอแบบนี้จะใช้อย่างไรในเมื่อเขาเข้าไม่ถึง และบางบางครั้งต้องรอรถเมล์เป็นชั่วโมง ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่ผมไม่เคยคิดว่าจะมีการรอกันเป็นชั่วโมง เพราะเราคิดแค่โซนชั้นในว่าเป็นป้ายรถเมล์อัจฉริยะบอกว่าอีกกี่นาทีรถจะมาถึง แต่เขานั่งโดยไม่มีความหวังว่าอนาคตเราจะมาหรือเปล่าและยิ่งถ้าฝนตกไม่ต้องพูดพูดถึง และสิ่งที่เราต้องดูเพื่อเรื่องของ Last mile”
อนุชา บูรพชัยศรี
และในอนาคตยังมองไปถึงการต้องเร่งให้มีตั๋วร่วม ส่วนในประเด็นของวินมอเตอร์ไซค์ จะต้องมีการลงทะเบียนให้เสร็จเรียบร้อย เพราะหากตรวจสอบจริงจะพบว่าในทุกวินจะมีคนไม่ได้ลงทะเบียนเกินครึ่ง
ขณะที่ ชัชชาติ ให้ความคิดเห็นประเด็นเรื่องขนส่งสาธารณะ ว่าต้องมองสิ่งที่ กทม. ต้องรับผิดชอบ 100% แนวทางที่ทำมาตลอด คือ เมืองเดินได้ เพราะการเดินได้แสดงแสดงถึงความเจริญของเมือง รถเมล์เป็นเรื่องที่จำเป็นเพราะว่าเป็นตัวที่จะมาเสริมกับรถไฟฟ้า
“กทม. ต้องเป็นคนไปเจรจากับขนส่งทางบก และกรรมการขนส่งทางบกกลาง เพราะมีทั้ง ขสมก. เราคงรับกับ ขสมก.ไม่ไหว เพราะมีหนี้อยู่ 150,000,000,000 บาท แต่จะช่วยเติมเต็มในบางจุด อย่างเช่น ป้ายรถเมล์ การปรับปรุงศาลาที่พักรอรถเมล์สะดวกขึ้น”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ ยังมองว่า ขนส่งเส้นทางรอง คงจำเป็นเพราะจะเป็นการขนคนไปสู่รถไฟฟ้าซึ่งเป็นเส้นทางหลัก วินมอเตอร์ไซค์ หัวใจสำคัญ เพราะ กทม. เป็นมหานครซอยตัน
“กรุงเทพฯ กว่า 60% เป็นซอยตัน และวินมอเตอร์ไซค์จะเป็นขนส่งที่สามารถเข้าถึงบ้านได้ อนาคตจะมีการปรับปรุงหาพื้นที่ให้เป็นแก้มลิง ไม่ใช่แค่ให้วินมอเตอร์ไซค์แต่รวมไปถึงไรเดอร์ ไม่ให้จอดข้างถนนแล้วรถติด มีที่พักกินน้ำ และสิ่งนี้จะทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
“สิ่งแวดล้อม” โจทย์เมืองในวันที่โลกเปลี่ยน
ประเด็น สิ่งแวดล้อม เป็นอีกความท้าทายที่คนกรุงเทพฯ กำลังเผชิญร่วมกัน หลายเมืองในโลกตอบโจทย์นี้ด้วยการเพิ่ม พื้นที่สีเขียว แต่คำถามสำคัญคือพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ วันนี้สามารถตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและคุณภาพชีวิตของคนเมืองได้จริงหรือไม่ ?
นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ ผู้ประสานงานด้านพันธมิตรจาก Bangkok Climate Action Week เสนอว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพฯ ที่คนรุ่นใหม่สนใจ ได้แก่ ความร้อนในเมือง (Urban Heat), ขยะ และความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง เป็นต้น อีกทั้ง IPCC Special Report ได้ออกมารายงานว่าเมื่อโลกร้อนมากขึ้น เครื่องมือที่ตอบโจทย์ที่สุดคือ “การเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว”
จึงนำมาสู่คำถามที่ ว่าในเมื่อวิกฤติการณ์ด้านสภาพอากาศส่งผลกระทบต่อกันเป็นลูกโซ่ แต่ในฐานะผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จะสามารถพลิกวิกฤติในครั้งนี้ ให้เป็นโอกาสในการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่สีเขียวได้อย่างไร ?
อนุชา ยกประเด็นเรื่อง ต้นไม้ ขึ้นมาเป็นประเด็นแรกว่าต้องมีต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเป็นสวนใหญ่ เพียงแต่ในพื้นที่เล็ก ๆ ก็ควรมีต้นไม้เช่นกัน นอกจากนั้นการควบคุมเรื่องวัสดุก่อสร้างในการสร้างตึก อาคาร บ้านเรือน ก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ประเภทของกระเบื้อง หรือโทนสีของอาคาร จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความร้อนในเมืองเช่นกัน
ส่วนการจัดการขยะนั้น อนุชา ไม่เห็นด้วยกับการฝังกลบ โดยได้ยกตัวอย่างจากศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช 86 ว่าระบบการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดมลภาวะทางกลิ่นและความร้อนสะสม ดังนั้นการฝังกลบขยะต้องหมดไปจากกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน เช่น การสร้างเตาเผาขยะ เป็นต้น
เพราะฉะนั้น การแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมใน กทม.ต้องเป็นไปอย่าง “ไม่ฝืนธรรมชาติ” เพราะเมืองที่พัฒนาไม่จำเป็นต้องเป็นเมืองที่มีถนนกว้างหรือตึกสูงเท่านั้น หากคลองสามารถกลายเป็นพื้นที่หน่วงน้ำได้ ก็ไม่ควรที่จะถมทำถนนทั้งหมด แล้วฝังท่อเพียงเท่านั้น ดังนั้นการพัฒนาเมืองต้องควบคู่ไปกับการวางแผนที่ดีเช่นกัน
ทางด้าน ชัชชาติ มองว่าปัญหาความร้อนในเมือง (Urban heat) สำคัญมาก และ กทม.ต้องเร่งรับมือ เพราะเมื่ออุณภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 คน และทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงราว 4%
ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างจริงจัง และมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะแม้ว่ากรุงเทพฯ จะดูมีต้นไม้จำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงยังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่หลายแห่งทั่วโลก
ชัชชาติ ยังระบุว่า กทม.มีแผนปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น และในอนาคตต่อไปอีก 2 ล้านต้น พร้อมขยายพื้นที่ทำสวนอีก 60 ไร่ รวมถึงผลักดันโครงการสวน 15 นาทีให้กระจายทั่วมากขึ้น โดยมีเป้าหมายกระจายตัวให้ครบ 500 แห่งทั่วเมือง
นอกจากการเพิ่มจำนวนต้นไม้แล้ว เขามองว่าต้องมีเพิ่ม รุกขกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลต้นไม้ และจัดทำระบบขึ้นทะเบียนต้นไม้สำคัญ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมในฐานะสมบัติของบ้านเมือง อีกทั้ง เรื่องพื้นที่สีเขียวควรฝังอยู่ใน DNA ของเมืองทุกเขตควรมีสวนสาธารณะ และมีพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่องที่จะช่วยลดอุณหภูมิและสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่มากขึ้น
ส่วนการวัดผลความสำเร็จของนโยบายสีเขียว ชัชชาติ ระบุว่าต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น พื้นที่สีเขียวต่อประชากร (ตารางเมตรต่อคน) จำนวนสวนสาธารณะ หรือจำนวนต้นไม้ที่ปลูก เพื่อให้สามารถติดตามความก้าวหน้าและประเมินผลได้
ส่วน ชัยวัฒน์ ระบุว่าคน กทม.ได้รับผลกระทบจาก Rain bomb หรือฝนที่ตกในระยะสั้น แต่มีปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดการน้ำท่วมฉับพลัน และปัญหาจราจรติดขัดตามมา ซึ่งเป็นการ “ขโมยเวลา” คนกรุงเทพฯ ที่ต้องสูญเสียเวลาไปกับการเดินทาง
สำหรับการแก้ปัญหาระยะสั้น ชัยวัฒน์ มองว่าสิ่งสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของเมือง เพื่อลดความรุนแรงของน้ำท่วม โดยใช้มาตรการเร่งด่วน คือ การลอกท่อระบายน้ำ ให้ครอบคลุมมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมากรุงเทพฯ สามารถดำเนินการได้เพียงประมาณ 55% ของระบบทั้งหมด การลอกท่อจึงเป็นวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในระยะสั้น
การบริหารเมืองและขจัดคอร์รัปชัน
แม้กรุงเทพฯ จะมาได้ไกล แต่ยังต้องไปอีก โดยเฉพาะมิติของ การบริหารจัดการเมือง ทั้งเรื่องอำนาจ งบประมาณ ระบบราชการ ธรรมาภิบาล และความโปร่งใส ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขและปลดล็อก
เพราะกรุงเทพฯ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ แต่เป็นรูปแบบพิเศษแค่ชื่อ เพราะถูกพิเศษในเชิงสถานะทางกฎหมายและภาพลักษณ์ทางการบริหารเท่านั้น หากแต่อำนาจของผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้พิเศษตามไปด้วย ผู้ว่าฯ มีอำนาจบริหารจัดการเมืองอย่างจำกัดจำเขี่ยภายใต้กฎหมาย งบประมาณ ระเบียบราชการ และอำนาจการตัดสินใจของส่วนกลาง
เท่ากับว่าในการแก้ไขปัญหาของกรุงเทพฯ ที่ซับซ้อนและใหญ่กว่าพื้นที่นั้น ภารกิจผู้ว่าฯ กทม.จึงทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ผู้ต่อรองกับกระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ มากกว่าจะสามารถจัดการบริหารได้ด้วยตนเอง
3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ก็แสดงวิสัยทัศน์และเสนอทางออกร่วมกัน โดยเฉพาะในประเด็นของ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ยังติดอยู่กับข้อจำกัดของโครงสร้างกฎหมายและอำนาจหน้าที่ ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนเมืองจริง ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนกติกา
เพราะจากเสียงพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย สะท้อนว่า แม้ กทม. เข้ามาแก้ไขปัญหา มีนโยบายจัดการพื้นที่ให้เเล้ว แต่ก็ยังคงต้องจ่ายส่วย สินบนนอกระบบให้เจ้าหน้าที่ กทม. ขั้นตอนในการจัดระเบียบมีกฎหมายซับซ้อนมากมาย เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลยพินิจได้มาก ทำให้เกิดระบบส่วย จึงอยากเห็นแนวทางแก้ไขปัญหาจากว่าที่ผู้ว่าฯ ทั้ง 3 คน
ชัชชาติ เสริมถึงปัญหานี้ ว่าที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียน 117 เรื่อง ที่เกี่ยวกับการส่งส่วยเจ้าหน้าที่ กทม. และจากการแสดงวิสัยทัศน์ของทั้ง 3 ผู้สมัคร ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าต้องลดขั้นตอน กระบวนการในการจัดระเบียบที่ถือว่าเป็นต้นตอของปัญหาคอร์รัปชันและระบบส่วยในทุกระบบของ กทม.
สำหรับการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณเพื่อป้องกันปัญหา งบแปรญัตติ ที่เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มและคอร์รัปชัน
ชัชชาติ อธิบายว่า การเลือกตั้ง กทม. แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือเลือกผู้ว่าฯ กับเลือก ส.ก. กทม ซึ่ง ส.ก.และ สภา กทม. ทำหน้าที่นิติบัญญัติ ออกกฎหมาย และตรวจสอบฝ่ายบริหารของผู้ว่า กทม. ซึ่งงบแปรญัตติ ถือเป็นเรื่องปรกติ ที่ ส.ก. เสนอขอแปรญัตติปรับเพิ่ม-ลด หรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ ในระหว่างการพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
โดยมักเป็นงบฯ สำหรับพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนในระดับพื้นที่เขตที่เกิดขึ้นได้ หากแต่เพื่อป้องกับคอร์รัปชัน การแปรต้องมีหลักฐานชัดเจน ว่าแปรญัตติเพื่ออะไร และต้องมีการตรวจสอบและเปิดเผยรายละเอียดที่ครบถ้วน เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน หรือมีจุดประสงค์เพื่อเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
ในกรณีที่มีพิรุธ ผู้ว่าฯ มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบวินัยได้เลย และสามารถส่ง ป.ป.ช., ป.ป.ท. พิจารณา แต่ก็มีระยะเวลาและยังมีช่องโหว่ในการตรวจสอบ ปัญหานี้ถือซึ่งเป็นปัญหาทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะ กทม. ที่เผชิญ
ด้าน ชัยวัฒน์ ก็มองว่าคอร์รัปชันว่าเป็นรากฐานของทุกปัญหาประเทศไทย และ กทม. ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงได้ในกรณีราคาต่ำกว่า 500,000 บาท ตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มีช่องโหว่ให้เกิดคอร์รัปชันได้ ซึ่งต้องปรับปรุงระบบนี้เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสนอราคา
นอกจากนี้ เพื่อทำให้กรุงเทพฯ โปร่งใสมากขึ้น ชัยวัฒน์ ยังเสนอให้ใช้ AI มาตรวจสอบข้อมูล แต่ถึงกระนั้นข้อมูลต้องเปิดเผยอย่าง Machine Readable และเพื่มบทบาทให้ผู้ว่าฯ มีอำนาจยับยั้งทุกกระบวนการในการจัดซื้อจัดจ้างได้ทันทีที่พบพิรุธทุจริต
และเพื่อปลดล็อกกรุงเทพฯ ให้ผู้ว่าฯ ไม่ใช่เพียงเสือกระดาษ สามารถใช้อำนาจในการบริการเมืองได้อย่างเต็มที่ ทั้ง 3 ผู้สมัครร่วมกันหาพิจารณาการผลักดันกฎหมาย อย่าง ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งในขณะนี้มี 2 ฉบับหลัก ที่เสนอโดยชัชชาติเอง และพรรคประชาชน
ทางด้าน อนุชา แสดงวิสัยทัศน์ว่า ต้องมีเรื่องตำรวจจราจรในร่างกฎหมายนี้ด้วย เพื่อแก้ไขปัญหารถติดที่เรื้อรังมายาวนาน และต้องเพิ่มอำนาจในการจัดเก็บรายได้ของ กทม. ด้วย ไม่ใช่การเพิ่มอำนาจบริหารจัดการอย่างเดียว เพราะจากการบริหารของผู้ว่าฯ ที่ผ่านมา ทำให้งบประมาณที่มีเหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะออกแบบเมืองให้มีทิศทางที่ดีขึ้น หรือแก้ไขปัญหาเรื่องอื่นได้
ปิดท้ายกันที่ ชัยวัฒน์ ได้ย้ำว่าร่างแก้ไขกฎหมายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคประชาชนผลักดันมาโดยตลอด
สำหรับร่างนี้ได้เปลี่ยนรูปแบบการกำหนดหน้าที่ กทม.ใหม่ จากเดิมที่เป็น positive list ที่กำหนดว่า กทม. ทำอะไรได้บ้าง เปลี่ยนรูปแบบเป็น negative list ที่ระบุว่าอย่างชัดเจน ว่า กทม.ทำอะไรได้ไม่ได้บ้าง จะได้เห็นข้อจำกัดและขอบเขตอำนาจของ กทม. เพื่อแก้ไขปัญหาความกังวลของ กทม. ว่าจะทำนอกเหนือหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
เวที Think Tank Bangkok อาจไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปให้กับทุกปัญหาเมือง แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ กำลังถูกจับตามองมากขึ้น คำถามที่เหลืออยู่นับจากนี้ จึงขึ้นอยู่กับว่าแนวคิดและนโยบายใด ? จะสามารถเปลี่ยนจากคำพูดผ่านวิสัยทัศน์ จนนำไปสู่การปฏิบัติและแก้ปัญหาได้จริงหลังการเลือกตั้ง…