โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องทำเลอสังหาฯ ไทย ยุคที่ ‘บ้านในฝัน’ ไม่ใช่เรื่องขนาด แต่คือ Wellness Living

TERRABKK

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TERRABKK
ส่องทำเลอสังหาฯ ไทย ยุคที่ ‘บ้านในฝัน’ ไม่ใช่เรื่องขนาด แต่คือ Wellness Living

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะอยู่ในภาวะอ่อนแอ ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน

แต่ใช่ว่าจะไม่มีช่องทางหรือโอกาสของตลาดอสังหาฯ ไทย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พฤติกรรมการเลือกทำเลและที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค สอดคล้องกับแนวคิดการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะที่ดี หรือ Wellness Living และศาสตร์แห่งการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ หรือ Longevity ซึ่งหนทางนี้กลายมาเป็น ‘ทางรอด’ และ ‘ทางไปต่อ’ ที่มีศักยภาพสูงของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยยุคใหม่
หมุดหมายทำเลเด่นในกรุงเทพฯ

แน่นอนว่าการก้าวเข้าไปในใจผู้บริโภคยุคใหม่ที่ล้วนให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต-สุขภาพกาย ล้วนต้องอาศัยเสียงสะท้อนจากผู้บริโภค ซึ่งจากข้อมูลงานวิจัยเรื่อง"เจาะลึกแนวคิดการใช้ชีวิตและสุขภาพของคนไทย" จาก Terra Research โดย TerraBkk ที่ปรึกษาด้านการวิจัยการตลาดอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจแบบสอบถาม 400 คน ช่วง 1-15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ ในเขตกรุงเทพมหานคร 52% และอีก 48% กระจายอยู่ในพื้นที่ปริมณฑลและต่างจังหวัด ชี้ให้เห็นว่า ในมิติทางกายภาพในมุมมองของกลุ่มผู้บริโภคที่มีดัชนีสุขภาวะสูง ทำเลในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่องได้รับความนิยมมากที่สุด มีทั้งพื้นที่ใจกลางเมือง ชานเมือง และพื้นที่นอกเมืองที่เดินทางสะดวก ได้แก่

  • บางนา เป็นทำเลสร้างยอดขายบ้านเดี่ยวระดับราคาสูงได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวาง และตอบโจทย์เวลเนสได้ดี
  • สุขุมวิทและทองหล่อ ทำเลใจกลางเมืองเดินทางสะดวก เป็นทำเลที่มีตลาดเช่าที่แข็งแกร่ง เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าได้สูง
  • พระราม 9 จตุจักร รัชดาภิเษก ราชพฤกษ์ ประเวศ และบางเขน เป็นทำเลที่มีการค้นหาและได้รับความสนใจสูงเช่นกัน โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้ ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเป็นทำเลอยู่ใจกลางเมืองเสมอไป แต่ใกล้พื้นที่สีเขียว และแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน

นอกจากทำเลที่ตั้งแล้ว สิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ “การมองหาสังคมคุณภาพ” จากผลการสำรวจเดียวกัน ยังพบว่านิยามคำว่าสังคมคุณภาพในใจผู้บริโภคยุคนี้ มีองค์ประกอบอันดับที่ 1 คือ การเคารพในสิทธิและความแตกต่างของกันและกัน สังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ มีน้ำใจเอื้ออาทร พร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และรู้สึกปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน

หากผู้ประกอบการสามารถพัฒนาโครงการ ควบคู่ไปกับการใส่แนวคิดเรื่องสุขภาวะเหล่านี้ลงไป ก็จะมีโอกาสกระตุ้นยอดขายได้อย่างรวดเร็ว

จาก ‘ทำเลเด่น’ สู่ ‘Wellness Living’

พฤติกรรมการเลือกทำเลที่เน้นพื้นที่สีเขียวและความปลอดภัยข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงแค่พิกัดที่ตั้งหรือความหรูหราอีกต่อไป แต่นี่คือ New S-Curve ใหม่ที่ก่อตัวและเติบโตขึ้น จนกลายเป็น แนวคิดการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะที่ดี (Wellness Living)ที่มาตอบโจทย์อายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity)

จากผลสำรวจชุดเดียวกัน พบตัวเลขที่น่าสนใจว่า คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพสูงถึง 93% และยิ่งอายุเพิ่มขึ้นจะให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น โดยคนไทย 43% ใช้จ่ายเพื่อสุขภาพเฉลี่ย 1,000-3,000 บาท/เดือน ไม่ว่าจะเป็น ค่าบริการฟิตเนส อาหารสุขภาพ วิตามิน ตรวจสุขภาพ หรือกิจกรรมดูแลสุขภาพ

ข้อมูลเชิงเหล่านี้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สามารถนำไปคำนวณและออกแบบสัดส่วนราคากลุ่มบริการสุขภาพ หรือพัฒนาแพ็กเกจการดูแลสุขภาวะที่สอดรับกับกำลังซื้อที่แท้จริงของลูกค้าในแต่ละเซกเมนต์

เมื่อเจาะลึกเข้าไปคำว่า Longevity จะพบว่าผู้บริโภคให้ความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ไม่ใช่เพียงแค่การมีชีวิตยืนยาวในเชิงปีตัวเลขเท่านั้น แต่คือการมีสุขภาพที่ดีและมีความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจในระยะยาว พึ่งพาตนเอง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในทุกช่วงวัยของชีวิต โดยปัจจัยสำคัญที่สุดที่นำไปสู่ Longevity ในมุมมองของผู้บริโภค ได้แก่

  • อันดับที่ 1 คือ สุขภาพจิตและอารมณ์ 58%
  • ตามมาด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 47%
  • การนอนหลับที่มีคุณภาพ 43% โภชนาการที่ดี 42%
  • สภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ 37%

ข้อมูลนี้เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า สุขภาพจิต & อารมณ์ คือ จุดเริ่มต้นและหัวใจสำคัญที่สุดของการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

ดังนั้นการสร้างที่อยู่อาศัยในยุคใหม่จึงต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด จากการมุ่งเน้นเพียงแค่ความสมบูรณ์แบบทางกายภาพ ไปสู่การออกแบบพื้นที่ที่สามารถโอบอุ้มเยียวยาจิตใจ ลดทอนความเครียด และสร้างความรู้สึกสงบผ่อนคลายให้แก่ผู้อยู่อาศัยได้ในทุกวัน
‘Wellness Living’ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อแค่ไหน?

ความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาวะที่ดี & ที่อยู่อาศัยได้ทวีความเข้มข้นขึ้น จนกลายเป็นเนื้อเดียวกันเมื่อตัวเลขอินไซด์ระบุว่า 90% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจและตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น หากโครงการนั้นๆ มีการสอดแทรกแนวคิด Wellness Living เข้าไปในการออกแบบและการให้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์หรือตึกแถว จะสนใจถึงร้อยละ 94%

เมื่อพิจารณาในมิติสิ่งที่ผู้บริโภคมองหาในบ้านยุคใหม่ จะพบว่า นิยามบ้านในฝันไม่ใช่บ้านใหญ่โต แต่คือบ้านที่ทำให้สุขภาพดีและปลอดภัย โดยสัดส่วน 29% มุ่งเน้นไปที่เรื่องสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว รองลงมา 23% คือ เรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความอุ่นใจ ขณะที่ร้อยละ 12 ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมและสังคมที่ดี
แล้ว ‘Wellness Living’ แบบไหน? ที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ

หากพิจารณาให้ดี หากผู้ประกอบการสามารถถอดรหัสความต้องการเหล่านี้ จะนำมาแปรเปลี่ยนให้เป็นฟังก์ชันการใช้งานที่จับต้องได้ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดได้อย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองกลับมาที่ความเป็นจริงในปัจจุบัน จะพบว่ายังมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ VS สิ่งที่บ้านในปัจจุบันเป็นอยู่ในทุกๆ เซกเมนต์ คือ เรื่องพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นสิ่งที่บ้านในปัจจุบันยังขาดแคลนและผู้บริโภคต้องการมากที่สุด

การเพิ่มพื้นที่สีเขียวจึงไม่ใช่แค่การจัดสวนเพื่อความสวยงาม แต่คือการสร้างระบบนิเวศขนาดเล็กที่ช่วยเยียวยาจิตใจและดึงดูดผู้อยู่อาศัยให้เข้าใกล้ธรรมชาติได้ง่ายขึ้น
นอกเหนือจากพื้นที่สีเขียวแล้ว อากาศบริสุทธิ์กำลังกลายเป็น “FRESH AIR IS THE NEW

WELLNESS” โดยผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับคำว่าอากาศบริสุทธิ์ตามธรรมชาติและระบบหมุนเวียนอากาศที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเพียงแค่เครื่องปรับอากาศทั่วไป

เมื่อนำมาแยกแยะตามประเภทที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน จะพบความต้องการย่อยเฉพาะตัว

  • บ้านเดี่ยว: ผู้อยู่อาศัยต้องการอากาศบริสุทธิ์ ระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพ ความเงียบสงบ ความเป็นส่วนตัว กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพภายในโครงการ และพื้นที่สำหรับพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ
  • ทาวน์โฮม: ผู้อยู่อาศัยให้ความสำคัญสูงสุดกับพื้นที่พักผ่อนฟื้นฟูจิตใจ ความเงียบสงบ ความเป็นส่วนตัว พื้นที่ออกกำลังกายภายในบ้าน
  • คอนโดมิเนียม: ผู้อยู่อาศัยมองหาฟิตเนส หรือ ศูนย์เวลเนสที่มีมาตรฐานภายในโครงการ

การเข้าใจความแตกต่างกันของแต่ละกลุ่มที่อยู่อาศัยนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการออกแบบและส่งมอบนวัตกรรมการอยู่อาศัยได้ตรงใจและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ทิศทางนี้ไม่เพียงช่วยให้ภาคธุรกิจก้าวผ่านช่วงเวลาการปรับฐานไปได้ แต่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงให้เกิดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างสุขภาวะและความสุขในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...