ปั้น Soft Power ไทย SACIT รับบทสร้างคนปั้นงานหัตกรรมไทย
วันนี้ ( 14 ก.ค.2569) นายดนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(SACIT) เปิดเผยว่า สถาบันก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 เป็นการตอกย้ำบทบาทขององค์กรในฐานะหน่วยงานหลักด้าน การส่งเสริม อนุรักษ์ และพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทย โดย SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการสืบสานภูมิปัญญา การพัฒนาศักยภาพช่างฝีมือไทย การต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย และการเปิดโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของงานศิลปหัตถกรรมทั้งระบบ โดยมองว่างานหัตถศิลป์มิใช่เพียงรักษา สืบสานคุณค่าองค์ความรู้ให้คงอยู่ แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศได้ในระยะยาว
โดย SACIT ทำหน้าที่เป็น นักปั้น ร่วมขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยผ่าน 3 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ การสืบสาน องค์ความรู้และภูมิปัญญาของครูศิลป์ ครูช่าง และช่างฝีมือไทยสู่คนรุ่นใหม่ การสร้างสรรค์ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐาน ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้งานหัตถศิลป์ และ การส่งเสริม ผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ และชุมชนหัตถกรรม ผ่านการสร้างโอกาสทางการตลาด ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ปี 2570 เดินหน้าขับเคลื่อน Sustainable Craft Business Model โดยมุ่งพัฒนา คน ผลิตภัณฑ์ และตลาดควบคู่กับการอนุรักษ์องค์ความรู้ดั้งเดิม การยกระดับมาตรฐานการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้แก่ช่างฝีมือและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
ภารกิจของ SACIT ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้อยู่ในความทรงจำ แต่คือการทำให้งานหัตถศิลป์ไทยมีชีวิต มีผู้สืบทอด มีผู้ใช้ มีตลาด และมีพื้นที่ให้แสดงศักยภาพในเวทีโลก โดยยังคงรักษารากเหง้าและคุณค่าของภูมิปัญญาไทยไว้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรมอย่างแท้จริง
โดยได้จัดเสวนา ราชพัสตราสู่สากลถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สะท้อนการนำทุนทางวัฒนธรรมของไทยมาต่อยอดสู่การรับรู้ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะ ชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็นภาพแทนของภูมิปัญญาด้านศิลปหัตถกรรมไทยจากหลากหลายแขนง ทั้งการทอผ้า การย้อมสี การปัก การทำเครื่องประดับ งานโลหะ และงานหัตถศิลป์เกิดเป็นอัตลักษณ์ของชาติและได้รับการยอมรับในระดับสากล
ชุดไทยพระราชนิยมไม่ได้หมายถึงการเผยแพร่ความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยเพียงอย่างเดียว แต่คือการผลักดันคุณค่าของระบบนิเวศงานศิลปหัตถกรรมไทยทั้งระบบ เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมของไทยสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้เสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก
แนวคิดดังกล่าวได้สะท้อนเป็นรูปธรรมผ่านนิทรรศการ La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่ง SACIT ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมและงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวของ ภูมิปัญญา งานช่าง และอัตลักษณ์ไทยในมิติของศิลปะ วัฒนธรรม และการทูตวัฒนธรรม จนได้รับกระแสตอบรับอย่างกว้างขวาง และสะท้อนศักยภาพของไทยในการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล
อ่านข่าว:
“นายก”ถก UNESCO ดัน “ชุดไทย” มรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ
วัดอรุณราชวราราม ออกแถลงการณ์ กรณีช่างภาพบริการถ่ายภาพภายในวัด
สมเด็จพระราชินีผู้รังสรรค์ 8 ชุดไทยพระราชนิยมสู่เอกลักษณ์ชาติ
"ชุดไทยพระราชนิยม" พระอัจฉริยภาพ "สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง"