CAAT เผยราคาน้ำมันกดดัน ปี 69 อุตการบินฟื้นช้า ลุยแผนปั้น MRO สุวรรณภูมิ-ลดขั้นตอนคาร์โก้ดัน”ฮับการบิน”
CAAT คาด ปี 69 อุตการบิน ยังไม่กลับไปเท่าปี 62 ช่วงก่อนโควิด หลังเกิดวิกฤติตะวันออกกลาง ทำราคาน้ำมันพุ่ง แต่แนวโน้มดีขึ้น เผยมี 11 คำขอค้างรอ กบร.เคาะ ตั้งสายการบินใหม่-จดทะเบียนเครื่องบิน ลุยปั้น MRO สุวรรณภูมิ และลดขั้นตอนคาร์โก้ ดัน”ฮับการบิน”
8203;พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. ( CAAT ) เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมการบินของไทย ว่า ช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินมีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องมาประสบกับปัญหาวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.69 ทำให้ราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet A-1 ) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 85 - 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบให้จำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารบางช่วงลดลงถึง 20% ซึ่งเป็นผลกระทบทั่วโลก ไม่เฉพาะประเทศไทย
ปัจจัยดังกล่าวทำให้มีสายการบินขอยกเลิกเที่ยวบิน ในบางเส้นทาง ซึ่งเป็นเส้นทางบินรองไม่ใช่เส้นทางบินหลัก เพื่อลดการขาดทุน โดย กพท.ติดตามการดูแลชดเชยคืนเงินแก่ผู้โดยสารกรณียกเลิกเที่ยวบิน ตามระเบียบ
ปัจจุบัน สถานการณ์ความตึงเครียดเริ่มคลี่คลายลง แต่เนื่องจากยังเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) และแม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มลด ล่าสุด อยู่ที่ประมาณ 127 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ถือว่า ยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงต้นปีก่อนเกิดวิกฤต รวมถึงยังคงมีการปะทะรอบใหม่เกิดขึ้นอยู่ จึงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง
ผอ. CAAT กล่าวว่า ตอนนี้ตัวเลขผู้โดยสารเริ่มฟื้นตัว หากสงครามยุติลงหรือ ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มเติม ราคาน้ำมันจะค่อยๆ ปรับตัวลดลง ประกอบกับเข้าสู่ช่วงฤดูท่องเที่ยว (High Season) คาดว่าจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินรวมของปี 69กลับมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงปี 68 แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายเดิม ที่คาดว่าการบินปี 69 จะกลับเข้าไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 62 ช่วงก่อนเกิดโควิด
@ปั้น MRO สุวรรณภูมิ- ลดขั้นตอนคาร์โก้ ดัน”ฮับการบิน”
ข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือ IATA ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจากเดิมที่ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกได้เร่งปรับกลยุทธ์การบิน ซึ่ง CAAT ได้วางแผนและนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของภาคอุตสาหกรรมการบิน และยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายการผลักดันประเทศสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค” (Regional Aviation Hub)
เช่น ผลักดันให้มีศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่ง ตามแผนแม่บทพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ล่าสุด กำหนดการพัฒนา MRO ทั้งพื้นที่ด้านเหนือของด้านใต้ของสนามบิน โดย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอครม. เห็นชอบแผนแม่บท ซึ่งการมีศูนย์ซ่อมอากาศยานจะทำให้สายการบินที่ทำการบินมายังประเทศไทยลดต้นทุนในด้านการซ่อมบำรุงอากาศยาน และจูงใจให้เข้ามาทำการบินมากขึ้น
@คาร์โก้โต 110% เร่งแก้คอขวด ลดอุปสรรค
นอกจากนี้จะพัฒนาการให้บริการคลังสินค้า ซึ่งพบว่า ปริมาณสินค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีอัตราการเติบโตสูงถึง 110% ซึ่งเกินขีดความสามารถของสนามบิน แม้ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศจะมีสัดส่วน 0.30% ของปริมาณการนำเข้าและส่งออกทั้งประเทศ แต่มีมูลค่าถึง 30.14% ดังนั้นหากสามารถเพิ่มสัดส่วนในการขนส่งสินค้าทางอากาศได้ก็จะทำให้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้ โดย CAAT จะเร่งหาแนวทางเพื่อเพิ่มความสะดวกและลดขั้นตอนในการตรวจปล่อยสินค้า กรณีที่มีการตรวจจากต้นทางที่น่าเชื่อถือมาแล้ว รวมถึงให้ทางสนามบินจัดหาเครื่องเอ็กซเรย์กลาง เพื่อเพิ่มโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ปัจจุบันมีสายการบินขนส่งสินค้า (Cargo) สัญชาติไทยจำนวน 2 ราย คือ เค-ไมล์ แอร์ (K-Mile Air) และพัทยา แอร์เวย์ (Pattaya Airways)
@เผยมี 11 คำขอค้างรอ กบร.เคาะ ตั้งสายการบินใหม่-จดทะเบียนเครื่องบิน
8203;
ผอ. CAAT กล่าวว่า ปัจจุบันมีเอกชนผู้สนใจยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจสายการบินใหม่อีกกว่า 10 ราย เช่น บ. บริษัท ทริพเพิล ไอ ฯ ขอตั้งสายการบินใหม่ด้านขนส่งสินค้า (Cargo) อีกทั้งยังมีคำขอเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องบินใหม่ จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงต่างๆ ค้างอยู่อีก 11 คำขอ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจการบินยังคงเป็นที่สนใจและมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ซึ่งตามกระบวนการต้องเสนอคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) อนุมัติ ซึ่งขณะนี้ต้องรอ ครม.แต่งตั้งบอร์ด กบร.ที่ว่าง 1 ตำแหน่งก่อน
8203;ส่วนกลยุทธ์กระตุ้นการบินเมืองรองและการลดต้นทุนเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว CAAT ได้ชักชวนให้สายการบินขยายเส้นทางบินไปยัง "เมืองรอง" เพิ่มเติม จากปัจจุบันที่สายการบินส่วนใหญ่จะบินในเส้นทางหลัก เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และกรุงเทพฯ
8203;ทั้งนี้ การบินในเส้นทางเมืองรองยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งสายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airline) จำเป็นต้องมีสัดส่วนผู้โดยสารต่อเที่ยวบิน (Load Factor) ไม่ต่ำกว่า 70% จึงจะคุ้มทุน เรื่องนี้ จึงได้ประสานงานกับทั้ง กรมท่าอากาศยาน(ทย.) และบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ขอความร่วมมือในการลดค่าบริการและค่าธรรมเนียมการให้บริการเดินอากาศ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้กับสายการบินในระยะยาว
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO