โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผลสอบข้อเท็จจริงการตายของ “สีดอหูพับ” ชี้ทีมย้ายช้างไม่ได้ประมาท-ยาซึมไม่เกินขนาด

Thai PBS

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 08.32 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 04.57 น. • Thai PBS

ความคืบหน้ากรณีการสูญเสียช้างป่า "สีดอหูพับ" ระหว่างการเคลื่อนย้ายจาก จ.ขอนแก่น ไปยังพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง จ.เลย เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ต่อมาเครือข่ายคนรักช้าง ยื่นหนังสือตั้งคำถามกรณีการตายของช้างป่า พร้อมเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบ และขอให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบเอกสารสิทธิในพื้นที่ที่มีปัญหาระหว่างคนกับช้าง

วันนี้ (9 มี.ค.2569) กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการฯ กรณีการตายของช้างป่า "สีดอหูพับ" โดยมี นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ ฯ นายธานี วงศ์นาค ผู้อำนวยการส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 และ สพ.ญ.กิรณา นรเดชานนท์ สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานฯ ร่วมแถลงข่าว

นายวีระ กล่าวว่า เสียใจอย่างสุดซึ้ง และขออภัยกับเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยจะไม่ให้เกิดเหตุช้ำรอยอีก

ด้านนายธานี กล่าวว่า กรมอุทยานฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งลับ ที่ 24/2569 ลงวันที่ 5 ก.พ.2569 และแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแก้ไขปัญหาช้างป่าของกรมอุทยานฯ เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งบุคคลภายนอกที่เป็นสัตวแพทย์จากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย อันเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ โดยเป็นผู้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริงด้านสุขภาพและวางยาสลบช้างและสัตว์ป่า เพื่อร่วมตรวจสอบรายละเอียดพยานหลักฐานและขั้นตอนการปฏิบัติงานให้เกิดความกระจ่างแก่สังคม

คณะกรรมการฯ ได้รวบรวมพยานเอกสารรวม 117 ชุด และบันทึกถ้อยคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 20 ราย เรียบร้อยแล้ว จึงขอแถลงสรุปผลการตรวจสอบใน 3 ประเด็นสำคัญ

ประเด็นเหตุผลและความจำเป็นในการปฏิบัติงานตามคำสั่งศาลปกครอง จากการตรวจสอบพบว่า ศาลปกครองขอนแก่นได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว (คดีหมายเลขดำที่ 186/2568) ให้กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ ดำเนินการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า 4 ตัว รวมถึง "สีดอหูพับ" ออกจากพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนภายใน 30 วัน เนื่องจากช้างกลุ่มดังกล่าวได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ประเด็นดังกล่าวคณะกรรมการฯ พบว่า กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยมีการยื่นขอขยายระยะเวลาต่อศาลปกครองขอนแก่น และขอให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลเพื่อขอระงับการบังคับตามคำสั่งกำหนดมาตรการ หรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา จนกว่าจะมีการประเมินแนวทางที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 75/4 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมีผลบังคับทันที การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ หากเจ้าหน้าที่ไม่เร่งดำเนินการอาจถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ และมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล โดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งมีโทษปรับและโทษทางวินัย

ประเด็นความถูกต้องของกระบวนการและระเบียบกฎหมายคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 72 และระเบียบกรมอุทยานฯ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาแก่ประชาชนและสัตว์ป่า ไม่ใช่การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ มีการจัดทำโครงการรองรับ มีการอนุมัติงบประมาณ และประสานงานร่วมกับหน่วยงานปกครองและทีมผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ

ประเด็นที่ข้อเท็จจริงด้านเทคนิควิชาการ การใช้ยา และสาเหตุการตายของช้างป่า จากการตรวจสอบรายละเอียดขั้นตอนการวางยาซึมและการเคลื่อนย้าย

สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า การประเมินรูปลักษณ์และน้ำหนักนั้น ทีมสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินน้ำหนักช้างจากระยะไกลไว้ที่ 2.3-2.5 ตัน (ผลชันสูตรจริงคือ 2.8 ตัน) และประเมินอายุไว้ที่ 15-20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพที่ปรากฏ

นอกจากที่ใบหูและรอยตีนแล้ว ยังพบว่า ช้างป่ามีอาการตกมัน เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งอาการตกมันจะพบในช้างเพศผู้อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และสอดคล้องกับผลงานวิจัยวิชาการที่ใช้อ้างอิง

การใช้ยาซึมในช่วงเวลาปฏิบัติงานรวม 4 ชั่วโมง 36 นาที มีการให้ยาซึม (Xylazine) รวม 5 ครั้ง ปริมาณรวม 27 มิลลิลิตร (2,700 มิลลิกรัม) เพื่อรักษาระดับการซึมตามการตอบสนองของสัตว์ ซึ่งทีมสัตวแพทย์ยืนยันว่า เป็นไปตามหลักวิชาการ และไม่เกินกว่าขนาดยาปกติ สำหรับการจัดการช้างป่า โดยมีข้อจำกัดการปฏิบัติงานในช้างป่าธรรมชาติ ที่ไม่สามารถควบคุมการงดน้ำและอาหารได้เหมือนสัตว์เลี้ยง ประกอบกับพื้นที่เกิดเหตุเป็นไร่อ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

สำหรับสาเหตุการตาย จากผลการชันสูตรโดยละเอียดสรุปว่า เกิดจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้รวบรวมพยานหลักฐานคำให้การ และผลชันสูตรจากห้องปฏิบัติการให้คณะผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแก้ไขปัญหาช้างป่า พิจารณาให้ความคิดเห็นตามหลักวิชาการ

จากการพิจารณาข้อเท็จจริงโดยสรุป คณะกรรมการฯ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอน มีแผนกำหนดอย่างชัดเจน ทั้งในการเตรียมการก่อนปฏิบัติการ การประเมินข้อมูลช้างป่าก่อนยิงยา การซักซ้อมแผนปฏิบัติการและแผนฉุกเฉิน โดยพบว่า ในขณะภาวะวิกฤต ช้างสีดอหูพับเกิดการสำลักอาหารนั้น เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามหลักการและวิธีการ อันพึงกระทำตามหลักวิชาชีพสัตวแพทย์ในการช่วยเหลือ แก้ไข และรักษาอาการสำลักอาหารของช้างป่าแล้ว ไม่ได้ปรากฏว่า มีการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะนำข้อมูลดังกล่าว ให้กรมอุทยานฯ นำไปศึกษาเชิงลึกอย่างละเอียด เพื่อพัฒนาระบบการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าขนาดใหญ่ให้มีความปลอดภัยสูงสุด และจะรายงานข้อเท็จจริงนี้ต่อศาลปกครองและสื่อสารต่อสาธารณชนต่อไป

ด้านสัตวแพทย์หญิงกิรณา กล่าวว่า คณะผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นว่า การให้ยาช้างป่าเพื่อการเคลื่อนย้าย ต้องใช้ขนาดยาสูงกว่าช้างบ้าน มีการดำเนินการใช้ความรู้จากหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์และประสบการณ์ ช้างป่ามีขนาดตัวใหญ่กว่า และปราดเปรียวกว่าช้างบ้าน อีกทั้งสัตวแพทย์กรมอุทยานฯ มีประสบการณ์มายาวนาน

หลังการยิงยาซึม ช้างยังเดินหากินในไร่อ้อย ซึ่งผลตรวจพบว่า ค่าน้ำตาลสูงกว่าปกติ อาจโน้มนำให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวได้ และพบมันสำปะหลังในกระเพาะ รวมทั้งเศษอาหารที่พบในช่องปาก มีช่องอกแน่น ทำให้การหายใจลดลง อีกทั้งพบไขมันพอกในช่องท้อง อัณฑะ ไต สะท้อนสุขภาพตัวช้างป่าสีดอหูพับ

ด้านนายสุขี กล่าวว่า กรมอุทยานฯ จะยุติเคลื่อนย้ายช้างป่าไปก่อน และจะมีการอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่า ส่วนช้างป่าอีก 3 ตัว จะนำข้อมูลความสูญเสียรายงานต่อศาลเพื่อให้พิจารณา และใช้วิธีผลักดันช้างป่าแทนก่อน

ขณะที่สัตวแพทย์หญิงสุนิตา วิงวอน สัตวแพทย์กรมอุทยานฯ กล่าวว่า ยาซึม Xylazine ใช้ในสัตว์ ช้างบ้าน และสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ และใช้ในช้างป่า ตั้งแต่กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ ดำเนินการรักษาอาการ และจับเคลื่อนย้ายช้างป่า โดยให้ยา 0.3-0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พบว่าได้ผลดี และมียาแก้โดยเฉพาะเจาะจง โดยยังไม่มีการนำเข้ายาซึมตัวอื่น พร้อมระบุว่า การวางยาซึม หรือยาสลบ มีผลข้างเคียง แต่ทีมสัตวแพทย์จะใช้หลักวิชาการพิจารณาและแก้ไข เพื่อสามารถแก้ไขได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

อ่านข่าว :

"สีดอหูพับ" ล้ม ระหว่างเคลื่อนย้ายจากป่าภูเวียง ขอนแก่น

อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งยุติการย้ายช้างป่าทั่วประเทศ พร้อมชี้แจงศาลปกครอง

“สว.ชีวะภาพ” เผยผลตรวจสอบรีสอร์ทร้องศาลปมสีดอหูพับ พบรุกที่ป่าสงวน

กรมอุทยานฯ แจงปม "สีดอหูพับ" ตายขณะเคลื่อนย้าย - เปิดไทม์ไลน์ยาซึม 4 เข็ม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

บอร์ด รฟท.เห็นชอบเพิ่มพนักงาน 2,800 ตำแหน่ง

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศาลสั่งจำคุก "ปู มัณฑนา" 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีแจ้งความเท็จ-หมิ่นประมาท "ลูกหมี รัศมี"

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"อิหร่าน" เผยเจรจาสหรัฐฯ ผ่อนปรนคว่ำบาตรน้ำมัน-ปลดอายัดทรัพย์สิน

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ภาวุธ" เร่งรวบรวมหลักฐานแจงดีเอสไอ ปมเส้นเงิน 28 ล้านโยง Forex

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

หมอเจด ไขข้อสงสัย ทำไมคนสุขภาพดี ก็ป่วยไวรัสตับอักเสบอีได้

มุมข่าว

"รมว.สุชาติ" ดันความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ด้านไดโนเสาร์-ธรณีวิทยา ยกระดับพิพิธภัณฑ์ไทยสู่แหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวระดับโลก

สยามรัฐ

นายกฯอนุทินนั่งหัวโต๊ะถก กรอ.นัดแรก-ดัน OKR ประเทศ, ตั้ง 4 อนุกรรมการกู้เศรษฐกิจ

NATIONTV

เปิดคำพิพากษา จำคุก ปู มัณฑณา 2 ปี ไม่รอลงอาญา ปมแจ้งความเท็จ-หมิ่นประมาท ลูกหมี รัศมี

Khaosod
วิดีโอ

ยึดยาบ้า 994,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตัดวงจรยาเสพติดก่อนกระจายสู่ชุมชน

สวพ.FM91

"เท้ง" ป้อง "ภาวุธ" พร้อมแจง DSI พรรคไม่ปกป้องคนผิด เชื่อมีกระบวนการดิสเครดิต เห็นใจข้าราชการต้องสนองการเมือง

Manager Online
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...