โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“หมอเอก” ตั้งคำถาม สสส. ใช้ภาษีบาป 7.7 หมื่นล้าน คุ้มค่าหรือไม่ จี้ตรวจสอบความโปร่งใส

สยามรัฐ

อัพเดต 47 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“หมอเอก” คณะทำงานด้านสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทย ตั้งข้อสังเกตการดำเนินงานของ สสส. ตลอด 25 ปี หลังใช้งบกว่า 77,000 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องตรวจสอบความโปร่งใส การบริหารเงินกองทุน การลงทุน และผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชน โดยเป็นการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอเชิงนโยบายของผู้ให้สัมภาษณ์

วันที่ 7 ก.ค.69 นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ "หมอเอก" คณะทำงานด้านสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทย และกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตต่อการดำเนินงานของ สสส. โดยระบุว่าตลอด 25 ปี ที่ผ่านมา องค์กรนี้ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 77,000 ล้านบาท แต่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพของคนไทยกลับล้มเหลวในเกือบทุกมิติ หมอเอกได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการบริหารเงินภาษีของประชาชน ทั้งการนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายมหาชน และความไม่โปร่งใสในงบการเงินที่มีสินทรัพย์หายไปกว่า 900 ล้านบาท นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์การใช้เงินสนับสนุนเครือข่าย NGO ที่อาจไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ความสำเร็จที่วัดผลได้ ด้วยความอ้วนและโรค NCDs

สสส. มักจะนำเสนอภาพโฆษณาสวยหรู แต่ตัวเลขจาก National Health Exam Survey กลับตบหน้าเข้าอย่างจัง เพราะปัจจุบันคนไทยเกือบ 50% มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ (อ้วน) ขณะที่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ โดยที่คนจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าป่วย

“ผลงานในรอบ 25 ปีของ สสส. ที่เราวัดผลได้เป็นวิทยาศาสตร์กับเงิน 77,000 ล้านบาท… ทุกพารามิเตอร์มันแย่หมด” หมอเอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “คนไทยเกือบ 50% เจอว่าน้ำหนักเกินเกณฑ์… เดินตามท้องถนน 10 คน จะมี 1 คนเป็นเบาหวาน และ 1 ใน 4 คนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองป่วย”

“ผมขึ้นรถไฟฟ้า เห็นโปรเจกต์ สสส. เรื่องลดเค็ม มีรูปไตติดอยู่… ถามว่ามีใครเห็นรูปนั้นแล้วรู้สึกว่าตัวเองต้องลดกินเค็มบ้าง? มันได้แค่ Event แต่ไม่ได้เปลี่ยน Mindset ของคน” หมอเอกกล่าว

ส่วนเรื่องแอลกอฮอล์และการดื่มหนักก็ไม่ได้ลดลง เช่นเดียวกับอุบัติเหตุทางถนนที่ยังคงครองแชมป์ความไม่ปลอดภัย ประสิทธิผลที่สวนทางกับงบประมาณมหาศาลนี้สะท้อนว่า การรณรงค์ที่ทุ่มเงินทำโฆษณาแบบ "จน เครียด กินเหล้า" หรือการจัดอีเวนต์บนรถไฟฟ้า อาจเป็นเพียงการละลายงบประมาณที่ไม่ได้เปลี่ยน Mindset ของประชาชนอย่างแท้จริง

จาก ‘กองทุนสุขภาพ’ สู่ ‘นักลงทุนลึกลับ’ ในตลาดหุ้น

ความโปร่งใสของ สสส. ยิ่งดูน่าตั้งคำถามเมื่อพบว่ามีการนำเงินภาษีประชาชนไป "ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์" ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จากการขุดงบการเงินย้อนหลังพบพอร์ตการลงทุนที่พุ่งสูงทะลุ 3,000 ล้านบาทในปี 2551 และปัจจุบันก็ยังคงมีเงินกองทุนหมุนเวียนให้ ‘เล่น’ กันสนุกมืออยู่อีกราว 2,000 ล้านบาท

แม้มาตรา 9 ของ พรบ.จัดตั้ง สสส. จะระบุให้ “หาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน” ได้ แต่ก็หาได้มีตัวอักษรใดที่อนุญาตให้องค์กรที่อ้างตนว่าเป็นผู้ถือศีลทางสุขภาพ กระโดดลงไปในสนามหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้ และที่น่าตกใจคือ สสส. ไม่มี ‘อนุกรรมการกลั่นกรองการลงทุน’ ที่โปร่งใสเหมือนกองทุนมืออาชีพอย่าง กบข. หรือประกันสังคม แต่ใช้วิธีโยนเงินให้ บลจ. จัดการโดยไร้การเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ

“ถ้า บลจ. เอาเงินไปซื้อหุ้นบริษัทชาเขียวที่ทำคนอ้วน หรือหุ้นโรงพยาบาลเอกชนที่ได้ประโยชน์จากคนป่วย มันคือผลประโยชน์ทับซ้อนขั้นรุนแรง… ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 57 มีสินทรัพย์หายไปกว่า 900 ล้านบาทหลังปรับปรุงงบย้อนหลัง โดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ ในรายงานประจำปี” หมอเอกเปรียบเทียบกับบรรทัดฐานของกฤษฎีกาในกรณี Thai PBS พร้อมตั้งคำถามถึง ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ ที่ชวนให้ประชาชนต้องเกาหัว ว่าหากเงินที่มาจากภาษีบาปถูกนำไปช้อนซื้อหุ้นในกลุ่มธุรกิจน้ำตาล ชาเขียวที่ทำคนอ้วน หรือธุรกิจแอลกอฮอล์ที่ตนเองรณรงค์ด่าเช้าด่าเย็น หรือแม้แต่หุ้นโรงพยาบาลเอกชนที่ร่ำรวยจากจำนวนคนป่วยที่เพิ่มขึ้น สสส. จะอธิบายภาวะ ‘อัฐยายซื้อขนมยาย’ นี้อย่างไร? ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายที่เม็ดเงินมหาศาลกลับถูกนำไปบริหารความมั่งคั่งในพอร์ต มากกว่าจะนำมาบริหารความยั่งยืนของสุขภาพประชาชนให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในงบการเงินปี 2557 ที่มี สินทรัพย์หายไปกว่า 900 ล้านบาท หลังจากมีการปรับปรุงงบย้อนหลัง โดยไร้คำชี้แจงในรายงานประจำปี ยิ่งไปกว่านั้น สสส. ยังถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการกระจายงบประมาณที่เอื้อประโยชน์ต่อเครือข่าย NGO และ "พรรคพวก" ที่อยู่กันมานาน 25 ปี

โครงสร้าง ‘รัฐอิสระ’ ที่ไม่มีใครแตะได้

สสส. ถูกออกแบบมาให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าคนในกลับใช้ระเบียบภายในเพื่อกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เช่น ข้อกำหนดที่ว่าหากรองประธานคนที่ 2 (คนใน สสส.) ไม่เข้าร่วมประชุม บอร์ดก็ไม่สามารถดำเนินงานได้ ทำให้ฝ่ายการเมืองทำได้เพียงนั่งเป็น "พระประธาน" ขณะที่เครือข่ายภายในบริหารจัดการงบประมาณกันเองอย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ทางออกจากหอคอยงาช้าง

เพื่อให้ สสส. กลับมาเป็นที่พึ่งของสุขภาพประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ที่พึ่งของเครือข่ายผู้รับงบประมาณ หมอเอกได้มีการเสนอแนวทางคือต้องฉายไฟตรวจสอบความโปร่งใส ต้องมีการตรวจสอบงบการเงินและการลงทุนในหุ้นอย่างเข้มข้นโดยกฤษฎีกาและหน่วยงานกลาง และแก้ไขกฎระเบียบภายใน โดยปรับปรุงโครงสร้างบอร์ดและระเบียบการประชุมเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดอำนาจโดยคนกลุ่มเดิม

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ สสส. ต้องหยุดใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการสร้างภาพลักษณ์ และหันมาเผชิญหน้ากับความจริงทางวิทยาศาสตร์และความโปร่งใส เพื่อให้เงินทุกบาทจากภาษีประชาชนถูกใช้ไปเพื่อสุขภาพของคนไทยจริง ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...