โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหิดลวิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมูสู่คน หวังช่วยผู้ป่วยฟอกไตกว่า 1 แสนคน ดันยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
มหิดลวิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมูสู่คน หวังช่วยผู้ป่วยฟอกไตกว่า 1 แสนคน ดันยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing

มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้างานวิจัยทางการแพทย์หลายโครงการที่ตั้งเป้าแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยโดยตรง หนึ่งในโครงการที่น่าจับตาคือการปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) ที่ใช้เทคโนโลยีตัดต่อยีน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะบริจาคที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของผู้ป่วยไทยมานาน

ประเด็นสำคัญ

  • วิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมู แก้ปัญหาขาดแคลนไต
  • โจทย์ใหญ่คือการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์
  • จับมือ NVIDIA สร้างฐานข้อมูลสุขภาพคนไทย
  • อันดับ 1 โลก SDG 3 หนุนเป้าเศรษฐกิจสุขภาพ

งานวิจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing หรือสุขภาวะองค์รวม ที่มหิดลประกาศเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของไทย

วิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมู แก้ปัญหาขาดแคลนไต

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การวิจัยดังกล่าวจะเป็นการ นำเซลล์ต้นกำเนิดที่ผ่านการตัดต่อยีนจากนิวซีแลนด์เข้ามาเพาะเลี้ยงในหมูที่ไทย เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกว่า

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการทดลองทำปฏิสนธิแบบนอกร่างกาย (IVF) ในหมูไทย ร่วมกับทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหิดล และได้รับความสนใจจากกลุ่มบริษัทเบทาโกรที่เชี่ยวชาญการเลี้ยงหมูปลอดเชื้อ (SPF) โดยเตรียมตั้งบริษัทร่วมทุน และลงทุนสร้างโรงเรือนที่วิทยาเขตกาญจนบุรี

เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นกว่า 1,000 ล้านบาท ในระยะราว 10 ปี โดยคาดหวังว่าจะเริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 5-10 ปี ขณะเดียวกันงานวิจัยนี้ยังเป็นการเพิ่มแหล่งอวัยวะปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยไทยที่รอรับบริจาค และในระยะต่อไป ภาคเอกชนที่มีความพร้อมยังรองรับผู้ป่วยต่างชาติที่ต้องการเปลี่ยนไตได้ด้วย

“หากสำเร็จ โครงการนี้จะช่วยผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตในไทยที่มีจำนวนล่าสุดกว่า 100,800 คน ซึ่งปัจจุบันต้องเสียเวลาฟอกไตสัปดาห์ละ 3 วัน หรือล้างไตทางหน้าท้องทุกคืน ขณะเดียวกันก็ช่วยลดงบประมาณของรัฐที่ใช้ดูแลผู้ป่วยโรคไตปีละกว่า 20,000 ล้านบาท”

อีกตัวอย่างของการรักษาโรคซับซ้อนคือการรักษาโรคธาลัสซีเมียด้วยการตัดต่อยีน ที่มหิดลระบุว่า หากรักษาในสหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายสูงถึง 23 ล้านบาท แต่หากทำได้ในไทย ต้นทุนอาจลดลงเหลือไม่ถึง 5 ล้านบาท

ในระยะแรกการรักษาราคาสูงเหล่านี้อาจต้องเริ่มจากกลุ่มผู้ป่วยที่มีกำลังทรัพย์และโรงพยาบาลเอกชน ก่อนที่ราคาจะลดลงตามปริมาณการใช้งานที่มากขึ้นจนประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ โดยมหิดลยกตัวอย่างโมเดลของศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ ที่นำรายได้กลับมาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาส และเปิดให้ผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงได้

โจทย์ใหญ่คือการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

ความท้าทายสำคัญของระบบวิจัยไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดงานวิจัย แต่อยู่ที่การนำงานวิจัยไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เพราะงานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากติดอยู่ที่ขั้นตอนการทดลองในมนุษย์ (Clinical Trials) ที่ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณสูง

ตัวอย่างเช่น งานวิจัยการใช้เซลล์บำบัด (CAR T-cell) รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ช่วงทดลองในห้องปฏิบัติการกับผู้ป่วย 5-10 คน อาจใช้งบราว 100 ล้านบาท แต่หากผลักดันสู่การขึ้นทะเบียนที่ต้องทดสอบในผู้ป่วยหลักร้อยคน ต้องใช้เงินเพิ่มอีก 300-400 ล้านบาท

อีกทั้งเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ไทยมีสัดส่วนงบวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อ GDP ไม่ถึง 2% ขณะที่เกาหลีใต้ลงทุนสูงราว 7% แม้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) จะมีงบกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังไม่พอ

ทางออกที่หลายประเทศใช้คือการดึงภาคเอกชนและกลุ่มทุน (Venture Capital) เข้ามาร่วมลงทุน โดยรัฐช่วยสนับสนุนงบคนละครึ่งเพื่อลดความเสี่ยง แต่ในไทยยังมีเอกชนที่ลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงแบบนี้ไม่มากนัก

จับมือ NVIDIA สร้างฐานข้อมูลสุขภาพคนไทย

อีกเป้าหมายในระยะ 5 ปีคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (AI in Medicine) โดยมหิดลมีข้อได้เปรียบจากการมีโรงพยาบาลในสังกัด 11 แห่ง ที่รวบรวมข้อมูลประวัติการรักษาย้อนหลังกว่า 20 ปี เมื่อนำมาผนวกกับข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยและประมวลผลด้วย AI จะสร้างเป็นฐานข้อมูลสุขภาพระดับชาติ (Health Data Lake) ที่ตรงกับลักษณะพันธุกรรมคนไทย โดยไม่ต้องพึ่งข้อมูลจากต่างประเทศ

ข้อมูลนี้จะนำไปสู่การแพทย์เชิงป้องกันแบบแม่นยำ (Precision Preventive Medicine) ที่สามารถใช้อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ติดตามพฤติกรรมประจำวันร่วมกับประวัติการรักษาและพันธุกรรม เพื่อทำนายความเสี่ยงของโรคล่วงหน้า 10-30 ปี พร้อมให้คำแนะนำการปรับพฤติกรรม

เพื่อให้เป้าหมายนี้เกิดขึ้น มหิดลร่วมมือกับ 9 มหาวิทยาลัยในไทย และเจรจากับ NVIDIA ที่ยินดีสนับสนุนมูลค่าราว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,000 ล้านบาท) ในรูปหน่วยประมวลผล GPU และซอฟต์แวร์ โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลไทยต้องสนับสนุนงบในจำนวนเท่ากัน (Matching Fund) เพื่อผลิตบุคลากรระดับปริญญาเอก 100 คน

ทั้งนี้ โครงการเคยล่าช้าจากการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี และมหิดลคาดว่าจะมีการประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการช่วงที่ เจนเซน หวง ซีอีโอ NVIDIA เดินทางเยือนไทยในเดือนตุลาคมนี้

อันดับ 1 โลก SDG 3 หนุนเป้าเศรษฐกิจสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม ‘มหิดล’ ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026 จากสถาบันทั่วโลก 1,254 แห่ง ด้วยคะแนน 93.6 จาก 100

มหิดลขยับจากอันดับ 77 ของโลกในปี 2563 มาสู่อันดับ 16, 7, 3 และขึ้นอันดับ 1 ในปีนี้ โดยปัจจัยหลักมาจากด้านความร่วมมือและบริการสุขภาพที่มีสัดส่วนคะแนน 38.40% และการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพ 34.60%

ในภาพใหญ่ มหิดลมองว่าเศรษฐกิจสุขภาพเป็นภาคที่เติบโตเร็ว โดยอ้างข้อมูลจาก Global Wellness Institute ที่ระบุว่า ปี 2567 เศรษฐกิจสุขภาวะโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572

ขณะที่ตลาดในไทยมีมูลค่าราว 600,000-670,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี โดยไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ติด 15 อันดับแรกของโลก ซึ่งมหิดลมองว่าเป็นโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาค

โดยก้าวต่อไปของมหาวิทยาลัยมหิดล คือการต่อยอดยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้ประโยชน์จริงเข้าด้วยกัน ผ่านการบูรณาการศาสตร์จากหลากหลายสาขา นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ

นอกจากโมเดลบริการสุขภาพของ ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ แล้วยังมีการต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง และเทคโนโลยี Gene Therapy เพื่อยกระดับการรักษาโรคซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมให้เป็นทั้งคุณค่าทางสังคมและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นฮับด้านสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาคต่อไปในอนาคต

ภาพ :sasirin pamai / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...