Thai PBS Verify สรุปมหาสงครามข้อมูลข่าวสาร “เลือกตั้ง 69” จากวันยุบสภาฯ-นาทีปิดหีบ
สรุปความเคลื่อนไหวจากทีม Thai PBS Verify ในการเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อเท็จจริงในช่วงเลือกตั้ง 69 ที่เริ่มมาตั้งแต่ "การประกาศยุบสภาฯ" เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 69 ไปจนถึงนาทีสุดท้ายที่ "ปิดหีบ" ในวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทย ดังนี้
1. ข่าวที่พบมากที่สุด ตั้งแต่การยุบสภาฯ จนปิดหีบ
นับตั้งแต่เริ่มสัญญาณการยุบสภาฯ ในวันที่ 12 ธ.ค. 69 ประเด็นที่ Thai PBS Verify ตรวจสอบพบมากที่สุดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่
ช่วงหลังยุบสภาฯ
ข่าวที่พบบ่อยที่สุดจนทำให้ Thai PBS Verify ต้องนำมาตรวจสอบ คือ"ข่าวบิดเบือนที่ทำให้เข้าใจผิด" เช่น
- คำกล่าวอ้างว่า "ช่อ พรรณิการ์ ทวงกองทัพเปิดแผนที่การรบ" ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นการนำภาพเก่าจากยูทูบช่อง Prachatai เมื่อ 6 ปีก่อน มาใช้ผิดบริบท โดยถูกนำมาร่วมกับการตัดต่อวิดีโอ เพื่อบิดเบือนเนื้อหาจากการวิจารณ์การปราบสแกมเมอร์ ให้กลายเป็นเรื่องการทวงแผนการรบ ซึ่งสร้างความเข้าใจที่ผิด และยังทำให้มีการแชร์ข้อมูลเหล่าออกไปสู่สังคมเป็นจำนวนมากในระยะเวลาสั้น ๆ อีกด้วย
[caption id="" align="aligncenter" width="1250"]
โพสต์ตัดต่อวิดีโอและสร้างข้อความเพื่อบิดเบือนเนื้อหาจากการวิจารณ์การปราบสแกมเมอร์ ให้กลายเป็นเรื่องการทวงแผนการรบ[/caption]
ช่วงเปิดรับสมัครและหาเสียง
ข่าวที่พบบ่อยที่สุดคือ "การบิดเบือนนโยบาย" และ "ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับระเบียบการเลือกตั้ง" เช่น
- การแชร์ข้อความและภาพของ "ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมระบุว่า จะเร่งค้าขายกับกัมพูชา หากทำไม่สำเร็จพร้อมลงจากตำแหน่ง ซึ่งจากการตรวจสอบ ไม่ปรากฏคำพูดดังกล่าวจากการให้สัมภาษณ์หรือแถลงการณ์ใด ๆ และเจ้าตัวยืนยันไม่เคยกล่าวในลักษณะหาเสียงตามที่ถูกอ้าง
[caption id="attachment_8918" align="aligncenter" width="442"]
ข้อความและภาพของ "ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" หัวหน้าพรรคประชาชน ถูกสร้างโพสต์บิดเบือนในช่วงก่อนการเลือกตั้ง[/caption]
- คำกล่าวถึงนโยบายคนละครึ่งพลัส ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการแถลงนโยบายสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 ที่ระบุว่า "ผมยังติดหนี้พี่น้องอยู่ 2,400 บาท ขอให้ผมมีโอกาสกลับมาใช้หนี้" พบว่าเป็นคำพูดที่อาจทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบาย ขณะที่ข้อเท็จจริง งบฯ ปี 2569 มีอยู่แล้วตามกรอบกฎหมาย ไม่ใช่หนี้ส่วนตัว แต่เป็นงบประมาณแผ่นดิน
[caption id="attachment_8014" align="aligncenter" width="2125"]
ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแถลงนโยบายพรรค เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า "ผมยังติดหนี้พี่น้องอยู่ 2,400 บาท ขอให้ผมมีโอกาสกลับมาใช้หนี้" พบว่าเป็นคำพูดที่อาจทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบาย[/caption]
- การแชร์ภาพข้อความบิดเบือน ที่อ้างว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 จะทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ พร้อมยกบทลงโทษรุนแรงต่อคดีทุจริต ที่เมื่อทำการตรวจสอบพบว่า เนื้อหาดังกล่าวเป็นเพียงการบิดเบือนข้อมูล โดยข้อมูลที่นำมากล่าวอ้างนั้น ล้วนไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 60 แต่เป็นการนำเอาบทลงโทษของกฎหมายอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 มากล่าวอ้างเพื่อสร้างความเข้าใจผิด
[caption id="" align="aligncenter" width="1250"]
โพสต์อ้างข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะทำให้ประชาชนไทยเสียผลประโยชน์และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้นักการเมือง[/caption]
ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง
ข่าวที่ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งคือ "ข่าวบิดเบือน" และ "โพสต์ปลอม" ที่สร้างขึ้นเพื่อชี้นำกระแสสังคม หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เกี่ยวกับบุคคลสำคัญของพรรคการเมือง เพื่อทำให้ส่งผลต่อการตัดสินใจก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะทำให้คะแนนนิยมลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น
- ข่าวปลอม การอ้างการจับกุมหัวคะแนนซื้อเสียงเลือกตั้ง หัวละ 1,000 บาท พบเป็นข่าวเก่าเมื่อปี 66 ซึ่งไม่เพียงแต่สื่อออนไลน์เท่านั้นที่นำเสนอข่าวดังกล่าว แต่เรายังพบสื่อบางส่วนนำข่าวดังกล่าวมานำเนอนโดยไม่มีการตรวจสอบอีกด้วย
คลิปไวรัลในโซเชียลอ้างรวบจับหัวคะแนนพรรคใหญ่ที่พิจิตร ตรวจสอบแล้วเป็นข่าวเก่าปี 66
- ข่าวบิดเบือน การแชร์โพสต์อ้าง ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจมาได้ เพราะอดีตนายกฯ "พล.อ. ประยุทธ์" ตัดสินใจซื้อทองคำสะสมเข้าคลังถึง 90 ตัน จากการตรวจสอบพบไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทรโอชา ในขณะนั้นแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลไม่มีสิทธิแทรกแซงการบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะของธนาคารแห่งประเทศไทย
[caption id="attachment_8218" align="aligncenter" width="1024"]
ภาพบันทึกหน้าจอแสดงโพสต์ระบุ ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจมาได้ เพราะอดีตนายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์” ตัดสินใจซื้อทองคำสะสมเข้าคลังถึง 90 ตัน[/caption]
2. รูปแบบที่พบและ "เป้าหมาย" ของข่าวปลอม
รูปแบบของข่าวปลอมในปัจจุบันไม่ได้มาในลักษณะ "เท็จ 100%" แต่พัฒนามาเป็น "ข่าวสีเทา" (Grey Area) ซึ่งยากต่อการตรวจสอบ โดยข่าวทั้งสองลักษณะมักมีส่วนประกอบ ดังนี้
- กลยุทธ์ "ขุด-ตัด-แปะ": สร้างวิดีโอ ข้อความบิดเบือน หรือคำพูดในอดีตมาตัดต่อใหม่ เพื่อให้ดูเหมือนว่านักการเมืองพูดเรื่องที่ขัดกับสถานการณ์ปัจจุบัน
- การสร้างข้อมูลบิดเบือนโจมตีรายบุคคล: กลุ่มที่ตกเป็นเป้าหมายสูงสุดคือ "แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" และ "แกนนำพรรคที่มีคะแนนนิยมสูง" โดยมักถูกสร้างภาพลักษณ์ให้เชื่อมโยงกับเรื่องที่ละเอียดอ่อน เช่น การบิดเบือนด้วยการนำนโยบายของพรรคตรงข้ามมาสร้างความเข้าใจผิด, การใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือ ความเกี่ยวข้องกับการทุจริต เช่น การใช้ AI สร้างภาพนักการเมืองคู่กับบุคคลอื้อฉาว
- การโจมตีด้วยเทคโนโลยี Deepfake: เริ่มมีการใช้ AI เลียนเสียงหรือสร้างคลิปวิดีโอปลอมของนักการเมืองชื่อดัง เพื่อโจมตีพรรคตรงข้ามกับแนวคิดของฝ่ายตนเอง เช่น การนำข่าวที่ไม่เกี่ยวข้องมาสร้างวิดีโอปลอมของนักการเมืองชื่อดังของพรรคนั้น ๆ ด้วยการผสมกับข้อความเท็จ การสร้างเสียงสังเคราะห์ หรือวิดีโอ Deepfake เพื่อสร้างความเข้าใจผิด โดยมีเป้าหมายในการมุ่งโจมตีพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะ
[caption id="attachment_8920" align="aligncenter" width="768"]
โพสต์อ้างคลิป เท้ง ณัฐพงษ์ แถลงเรื่องผู้สมัคร สส.พรรคประชาชนซื้อเสียง ซึ่งตรวจสอบพบเป็นเพียงคลิปที่สร้างจาก AI Deepfake[/caption]
3. วันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69
ในวันลงคะแนนจริง Thai PBS Verify พบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจำนวนมาก ทั้งข้อมูลการซื้อเสียง การฉีกบัตรเลือกตั้งจากความเข้าใจผิด ความผิดพลาดของกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ และ ความผิดปกติของการนับคะแนนการเลือกตั้ง ซึ่งล้วนเป็นความวุ่นวายของข้อมูลที่เกิดขึ้นใน "กระบวนการหน้าคูหา" เช่น
ข้อมูลการซื้อเสียง
- เราพบการแชร์ภาพซองจดหมายสีชมพู ภายในบรรจุธนบัตรใบละ 500 บาท พร้อมแผ่นโฆษณาหาเสียงของพรรคการเมืองภูมิใจไทย โดยอ้างในข้อความแชตว่า เป็นการซื้อเสียงในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชุมพร มูลค่ารวมกว่า 60,000 เสียง แจกในอัตราเสียงละ 500–1,000 บาท และมีการมอบหมายให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นผู้แจกจ่าย
การแชร์ข่าวปลอมในช่วงการเลือกตั้ง
- การแชร์ภาพอ้างว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สวมเสื้อสีส้มขณะเดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งพบว่าภาพดังกล่าวถูกดัดแปลงจากภาพต้นฉบับที่สวมเสื้อสีดำ
- การสร้างคลิปปลอมอ้าง เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน แถลงยอมรับว่า สส. ในพรรคซื้อเสียง ซึ่งพบว่าเป็นคลิปปลอมที่สร้างด้วย AI Deepfake โดยนำภาพจากคลิปข่าวจริงมาตัดต่อและใส่เสียงใหม่ ทำให้เนื้อหาถูกบิดเบือนจากเหตุการณ์จริง
ความผิดปกติของหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ
- การแชร์ภาพเจ้าหน้าที่เขตการเลือกตั้งเขต 7 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ที่ไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมในการสังเกตการณ์การนับคะแนน
- การวางบัตรเลือกตั้งไม่ตรงประเภท โดยเจ้าหน้าที่นำบัตรเลือกตั้งสีชมพู ซึ่งเป็นบัตรเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไปวางบนโต๊ะที่ระบุว่า “สส.แบบแบ่งเขต” ขณะเดียวกัน บัตรเลือกตั้งสีเขียว ซึ่งเป็นบัตรเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กลับถูกนำไปวางบนโต๊ะที่ระบุว่า “สส.แบบบัญชีรายชื่อ”
- การแชร์ภาพกระดานคะแนนที่มีการเขียนชื่อพรรคการเมืองผิด จาก “พรรคประชาชน” เป็น “พรรคภูมิใจไทย” ในพื้นที่เขต 1 จังหวัดหนองบัวลำภู
- การย้ายหน่วยเลือกตั้งจาก “แฟลต 3” มาเป็น “แฟลต 13” โดยไม่มีการแจ้งประชาชนล่วงหน้า ของหน่วยเลือกตั้งเคหะบางบัว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
- การถ่ายคลิปขณะกากบาทเลือกตั้ง มาโพสต์ลง TikTok ส่วนตัว
- กรณี กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือ กปน. ฉีกบัตรลงคะแนนผิด จำนวน 69 ใบ ในจังหวัดน่าน
บทเรียนสำคัญสำหรับการเลือกตั้งปี 2569
จากการตรวจสอบข่าวนับตั้งแต่การยุบสภาฯ มาจนถึงสิ้นสุดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งปี 2569 Thai PBS Verify พบว่า ข่าวปลอมในยุคนี้ไม่ได้ต้องการให้เราเชื่อทันที แต่ต้องการสร้างอารมณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็น "ความโกรธ" และ "ความเกลียด" ดังนั้นการหยุดอ่านเพียงแค่หัวข้อข่าว แล้วตรวจสอบผ่านแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ข้อเสนอแนะสำหรับการตรวจสอบข่าวด้วยตนเองในอนาคต
"หยุด" ก่อน "แชร์" ในคืนหมาหอน: ข่าวที่มาในช่วงสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง มักมีเจตนาทำลายล้างสูงที่สุด
แยก "ข้อผิดพลาด" ออกจาก "การโกง": ความผิดพลาดทางธุรการของเจ้าหน้าที่หน้าหน่วยควรตรวจสอบด้วยสติ ไม่ควรด่วนสรุปจนกลายเป็นข่าวปลอมที่สร้างความเกลียดชัง
เชื่อในพยานหลักฐาน ไม่ใช่แค่สิ่งที่เห็น: ในยุค AI วิดีโอที่เห็นและเสียงที่ได้ยินอาจไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป
ท้ายที่สุดการเลือกตั้งที่โปร่งใสไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับ "สติ" ของผู้รับสารทุกคนในการไม่ตกเป็นเครื่องมือของข่าวสีเทา