โพลในฐานะทุนความรู้ของสังคม : บทเรียนหลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "โพลในฐานะทุนความรู้ของสังคม : บทเรียนหลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569" ความว่า
หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ปิดลง สิ่งที่ยังคงค้างอยู่ในพื้นที่สาธารณะคงไม่ใช่ตัวเลขคะแนนเสียง การจัดลำดับพรรคการเมือง หรือการต่อรองจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังมี “ร่องรอยทางความรู้” จากโพลที่เผยแพร่ก่อนวันเลือกตั้ง
โพลเหล่านี้เคยเป็นข่าวรายวัน เป็นกราฟ เป็นตารางคาดการณ์ และเป็น(ข้อมูล)วัตถุดิบของการถกเถียงทางการเมือง แต่เมื่อผลการเลือกตั้งจริงปรากฏ โพลจำนวนไม่น้อยกลับถูกผลักให้กลายเป็นเพียง ‘ข้อมูลในอดีต’ ที่หมดความหมาย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโพลเหล่านั้นทำนายถูกหรือผิด จริง ๆ แล้วเราควรมองโพลเหล่านั้นอย่างไร หลังจากที่ผลการเลือกตั้งได้ทำหน้าที่แล้ว
ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2569 โพลจากหลายสำนัก ทั้งที่เผยแพร่ผ่านสื่อ นักวิชาการ และรายการวิเคราะห์การเมือง สะท้อนภาพการแข่งขันที่สูสีและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พรรคการเมืองหลักถูกคาดการณ์ว่าจะได้จำนวน ส.ส. ในช่วงที่ทับซ้อนกัน โดยไม่มีพรรคใดครองความได้เปรียบเด็ดขาด พรรคภูมิใจไทยถูกประเมินว่ามีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแกนหลัก ขณะที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยถูกมองว่ายังรักษาฐานเสียงสำคัญไว้ได้ ส่วนพรรคขนาดกลางถูกจัดวางบทบาทเป็นตัวแปรที่อาจเปลี่ยนสมการอำนาจหลังเลือกตั้ง
เมื่อเปรียบเทียบกับผลการเลือกตั้งจริงที่ปรากฏในคืนวันที่ 8–9 กุมภาพันธ์ ภาพที่ออกมากลับแตกต่างจากการคาดการณ์ในหลายโพล พรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งรวมสูงกว่าค่ากลางของการประเมินจากหลายสำนักอย่างชัดเจน ขณะที่บางพรรคได้จำนวน ส.ส. ต่ำกว่าที่โพลเคยคาดไว้ หากอ่านอย่างผิวเผิน ภาพเช่นนี้อาจนำไปสู่ข้อสรุปอย่างรวบรัดว่า “โพลพลาด” หรือ “โพลไม่แม่น”
แต่การตัดสินเช่นนั้นกำลังลดทอนคุณค่าของโพลลงเหลือเพียงบทบาทของเครื่องมือทำนาย ทั้งที่แท้จริงแล้ว โพลไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นการจำลองผลนับคะแนนอย่างสมบูรณ์ โพลคือการบันทึกสภาวะความคิด ความรู้สึก และความคาดหวังของสังคม ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ความคลาดเคลื่อนระหว่างโพลกับผลเลือกตั้งจริงคงไม่ใช่เพียงความบกพร่องเชิงเทคนิค หากสะท้อนพลวัตที่เกิดขึ้นหลังการเก็บข้อมูล ตั้งแต่การตัดสินใจในนาทีสุดท้าย การเคลื่อนตัวของคะแนนในระดับเขต การใช้สิทธิแบบยุทธศาสตร์ ไปจนถึงความลังเลที่ไม่ถูกแสดงออกตรงไปตรงมาในแบบสอบถาม
ในบริบทของสังคมไทย ปัจจัยด้านวัฒนธรรมทางการเมืองยิ่งทำให้โพลมีชั้นเชิงของความหมายมากขึ้น ความเกรงใจ ความระมัดระวังในการแสดงจุดยืน และความอ่อนไหวต่อบริบททางการเมือง กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ความรู้โดยนัย” หรือ Tacit knowledge ที่ฝังอยู่ในกระบวนการโพล ความรู้เหล่านี้ไม่อาจแปลงออกมาเป็นตัวเลขได้ครบถ้วน แต่กลับมีผลอย่างยิ่งต่อการตีความผลสำรวจ
เมื่อมองโพลผ่านกรอบแนวคิด “ทุนความรู้ของสังคม” โพลก่อนการเลือกตั้ง 2569 ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเอกสารที่หมดอายุ แต่ควรถูกอ่านใหม่ในฐานะหลักฐานทางสังคมที่บันทึกอารมณ์สาธารณะของช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง โพลเหล่านี้บอกเราว่าสังคมไทยกำลังคิดอะไร กังวลอะไร และลังเลอย่างไร ก่อนจะเดินเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง มากกว่าบอกว่าสังคมจะเลือกใครเป็นผู้ชนะ
ประสบการณ์จากต่างประเทศสะท้อนให้เห็นว่า โพลหลังเลือกตั้งสามารถทำหน้าที่เป็นคลังความรู้ของสังคมได้ หากถูกจัดเก็บและเปิดใช้ในระยะยาว ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ข้อมูลโพลหลังเลือกตั้งถูกนำมาใช้ศึกษาพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงของค่านิยม และความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายกับความพึงพอใจของประชาชน โพลไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังข่าวรายวัน แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้ของสังคมประชาธิปไตย
สำหรับประเทศไทย โพลเลือกตั้ง 2569 มีศักยภาพเช่นเดียวกัน หากสังคมเลือกจะมองโพลในฐานะ “ความทรงจำทางการเมือง” มากกว่าคำทำนายที่ต้องถูกหรือผิด โพลสามารถช่วยให้เราย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ความคาดหวังใดปรากฏซ้ำในหลายสำนัก ความกังวลใดถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง และช่องว่างใดเกิดขึ้นระหว่างความคิดก่อนเลือกตั้งกับการตัดสินใจจริงในวันลงคะแนน
อย่างไรก็ตาม การอ่านโพลหลังเลือกตั้งไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ปลอดอำนาจ โพลยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ “การเมืองของความรู้” ผลโพลบางชุดหยิบมาใช้หรืออ้างเพื่อสนับสนุนความชอบธรรมของผู้ชนะ ขณะที่โพลบางชุดอาจถูกลดทอนความสำคัญเพราะไม่สอดคล้องกับผลลัพธ์สุดท้าย กระบวนการเช่นนี้ตอกย้ำว่า โพลไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงเทคนิค แต่เป็นทรัพยากรเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงความรู้กับอำนาจอย่างยากที่จะแยกจากกัน
บทเรียนสำคัญหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจไม่ใช่เรื่องความแม่นยำของโพล หากคือคำถามว่า สังคมไทยจะจัดการกับความรู้จากโพลอย่างไรหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว โพลจะถูกปล่อยให้กลายเป็นกราฟเก่าในหน้าฟีด หรือจะนำเอากลับมาใช้เป็นฐานความรู้เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันในระยะยาว
โพลไม่ควรถูกถามว่า “พลาดหรือไม่” แต่ควรถูกถามว่า “เราจะเรียนรู้อะไรจากโพล” ถ้าสังคมไทยสามารถอ่านโพลในฐานะทุนความรู้มากกว่ากระสุนทางการเมือง โพลจะไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกลืมหลังวันเลือกตั้ง แต่จะกลายเป็นกระจกสะท้อนความคิด ความลังเล และความหวังของสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง และช่วยให้ประชาธิปไตยไทยได้เรียนรู้จากตนเองลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ
#โพลเลือกตั้ง2569 #บทเรียนหลังเลือกตั้ง #ทุนความรู้ของสังคม #สวนดุสิตโพล #การเมืองไทย #ประชาธิปไตยไทย #การเมืองของความรู้