โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปี 2025 อยู่ยากแน่! ถ้าไม่แก้ด้วยความยั่งยืน

นิตยสารคิด

อัพเดต 26 พ.ย. 2567 เวลา 00.17 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2567 เวลา 00.17 น.
sustainability-2025-cover

ฝนตกหนักในรอบหลายสิบปี น้ำท่วมครั้งใหญ่ หิมะตกที่ทะเลทราย และหลายประเทศที่ขึ้นชื่อว่าหนาวเหน็บ หิมะกลับตกช้าลงเหมือนกับที่ภูเขาไฟฟูจิไม่มีหิมะปกคลุมในรอบ 130 ปี ทั้งหมดนี้คือผลงานของ ‘โลกร้อน’ คำที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่วัยเรียน จนในตอนนี้หลายคนได้ปรับดีกรีความรุนแรงจนเป็นคำว่า ‘โลกเดือด’ แทน เพราะความรุนแรงมันสูงเกินกว่าจะใช้คำว่าร้อนเฉย ๆ ได้แล้ว

และยังมีหนึ่งคำที่ตีคู่มากับโลกร้อน นั่นคือ ‘ความยั่งยืน’ อีกหนึ่งวิธีที่ชาวโลกคิดขึ้นมาเพื่อหวังจะแก้ปัญหาให้โลกสีฟ้าใบนี้เย็นลง แม้เราจะได้ยินคำเหล่านี้มาไม่รู้กี่สิบปี แต่บทความนี้จะพาไปสำรวจเทรนด์ความยั่งยืน หรือ Sustainability ที่กำลังจะไม่ใช่แค่คำโฆษณากันอีกต่อไป เพราะปี 2025 นี้ Sustainability ของจริงมาเยือนแล้ว

Sustainability ปี 2024 ก็แค่ออร์เดิร์ฟให้เริ่มตื่นตัว
เทรนด์รักษ์โลก สินค้ารีไซเคิล แพ็กเกจจิงไร้พลาสติก นี่คือสิ่งที่หลายแบรนด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศเริ่มทำกัน ในช่วงแรกอาจเห็นได้จากแบรนด์โลคอลเล็ก ๆ ที่ตั้งใจชูคอนเซ็ปต์เพื่อเป็นจุดขาย หรือตีตลาดใหม่ในกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

แต่ระยะหลังมานี้ ถ้าสังเกตกันดี ๆ จะเริ่มเห็นแบรนด์หรือบริษัทใหญ่ระดับโลกออกมาพูดเรื่องคอนเซ็ปต์ Sustainability ของธุรกิจตัวเองกันอยู่หลายราย อย่าง Apple ที่ทุกครั้งในการเปิดตัว Key note ก็มักจะพูดถึงประเด็นนี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ของ iPhone หรือ Apple Watch เพื่อลดการสร้างขยะ หรือ Unilever ที่มีนโยบายลดการใช้พลาสติกลงให้ได้ 50% ของกระบวนการผลิตต่าง ๆ

(Apple.com)

ส่วน Coca-Cola ก็เริ่มที่จะทำนโยบายเกี่ยวกับการใช้น้ำในอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อหวังจะช่วยลดและแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในหลาย ๆ ภูมิภาคได้บ้าง หรือแม้แต่การทำเกษตรในต่างประเทศที่รวมไปถึงประเทศไทยเราด้วย ก็เริ่มเปลี่ยนวิธีปลูกพืชพรรณกันใหม่ บริษัทต่าง ๆ เริ่มหาวิธีทำให้เกษตรกรใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยลง ทำเกษตรแบบนึกถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็มีบ้างที่มองว่าการทำ Sustainability ของหลายแบรนด์ใหญ่ที่เห็นกันก็คงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งก็แค่เกาะเทรนด์เล่นไปตามกระแสมากกว่า แต่รู้หรือไม่ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ‘กฎหมาย’ ต่างหาก

สร้างเทรนด์ตอนนี้คงไม่ทัน ก็ออกกฎหมายกันเลยแล้วกัน
การประชุมเรื่องโลกร้อนนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะบรรดารัฐบาลผู้นำโลกได้มีการประชุมหารือกันเรื่องสภาพภูมิอากาศระดับนานาชาติร่วมกันมานานแล้ว โดยเรียกกันสั้น ๆ ว่าการประชุม ‘COP’ (Conference of Parties to the United Nations Framework Convention on Climate Change)

(unep.org)

เหตุแห่งการตั้งประชุมก็เริ่มจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้ออกมาคาดการณ์ว่า อุณหภูมิของโลกจะร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสในปี 2027 ซึ่งตอนนี้ที่เรากำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของปี 2024 แต่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นไปแตะที่เลข 1.42 องศาเซลเซียสแล้ว เท่ากับว่าอีกแค่ 0.08 องศาเซลเซียส โลกของเราก็จะแตะอุณหภูมิตามที่ WMO คาดไว้จริง ๆ

แน่นอนว่า ตามตำราที่เราได้เรียนมาว่าเมื่อโลกร้อน สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คืออากาศร้อนขึ้น ฝนตก น้ำท่วม แต่นอกจากการเกิดวิกฤตทางด้านสภาพภูมิอากาศแล้ว ความร้อนระอุของโลกยังจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์เราทั้งทางตรงและทางอ้อม ไล่มาตั้งแต่สิ่งแวดล้อมอย่างป่าไม้ สัตว์ อาหาร การหายใจ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจ ที่ท้ายที่สุดก็จะวกกลับมาทำให้เราอาจใช้ชีวิตไม่รอดกับคลื่นความร้อนในอนาคต

การประชุม ‘COP’ ในทุก ๆ ปีจึงมีการหารือและ ‘ออกกฎหมาย’ เพื่อเป็นกฎที่ไม่ว่าประเทศไหนก็ต้องทำเหมือนกัน โดยนับตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป เกือบ 40% ของประเทศเศรษฐกิจจะต้องเปิดเผยเกี่ยวกับข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ปริมาณของคาร์บอน เริ่มต้นจากประเทศบราซิล สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา นิวซีแลนด์ ฮ่องกง และสหภาพยุโรปเป็นประเทศกลุ่มแรก ๆ ที่ข้อบังคับนี้ถูกบังคับใช้

นอกจากการกฎการเปิดเผยข้อมูลของประเทศเหล่านี้ ยังมีอีกหนึ่งข้อบังคับที่เกี่ยวกับคาร์บอนอย่าง ‘CBAM’ ซึ่งย่อมาจาก 'Carbon Border Adjustment Mechanism' หรือ 'มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน' ที่กำลังเริ่มถูกนำมาใช้ในหลายประเทศ เป็นการเรียกเก็บภาษีตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากขึ้นการผลิตในอุตสาหกรรมส่งออก ฉะนั้นยิ่งการผลิตสินค้าส่งออกของประเทศไหนสร้างมลพิษมากเท่าไร ก็จะยิ่งโดนเก็บภาษีมากขึ้นเท่านั้น บรรดาภาคอุตสาหกรรมการผลิตเลยต้องเร่งปรับตัว เปลี่ยนวิธีอย่างไรก็ได้ให้เสียภาษีคาร์บอนน้อยที่สุด

แต่ถึงจะหาวิธีรอดพ้นจากการผลิตได้แล้ว ก็ยังไม่วายโดนดักด้วยกฎหมายหลังการผลิต หรือที่เรียกว่า ‘ภาษีฝังกลบ’ อันเป็นสิ่งที่กำหนดขึ้นมาเพื่อเรียกเก็บภาษีขยะจากภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ โดยถ้าบริษัทไหนมีกระบวนการผลิตหรือสินค้าที่สร้างขยะต่อโลกมากเท่าไร ก็จะยิ่งโดนภาษีในการฝังกลบขยะของตัวเองมากเท่านั้น ฉะนั้นที่ผ่านมาหลายบริษัทจึงเริ่มออกสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ หรือต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลับให้ได้น้อยที่สุด

การมีกฎหมาย CBAM หรือภาษีฝังกลบขึ้นมา นอกจากจะเป็นการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและการปล่อยคาร์บอนไปได้กลาย ๆ แล้ว ก็ยังเป็นเหมือนยาเร่งตัวแรงที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและธุรกิจต้องรีบปรับเปลี่ยนให้ทัน เพราะถ้าปรับตัวไม่ทันเพื่อน ตัวเองก็จะยิ่งเสียความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจไปด้วย

(Freepik)

เชื่อหรือยังว่าทำไมปี 2025 ถ้าไม่ Sustain แล้วจะอยู่ยาก
เพราะโลกของธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราจะได้เห็นต่อจากนี้คือ คาดว่า 90% ของธุรกิจทั้งโลกจะเข้ามามีส่วนร่วมและผลักดันเรื่อง Sustainability และให้ความสำคัญด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เพราะรัฐบาลกำลังบังคับใช้การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศจากบริษัทและซัพพลายเออร์ บวกกับนักลงทุนเองก็คาดหวังที่จะลงทุนในบริษัทต่าง ๆ ที่ดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืนมากกว่า

ฉะนั้นตัวอย่างของที่คาดว่าเราจะได้เห็นกันแน่ ๆ ในปีหน้าก็คือ บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับปรุงและมีการรายงานผลการดำเนินธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ตรงตามความคาดหวังของนักลงทุนและเป็นไป “ตามเกณฑ์มาตรฐานธุรกิจในอนาคต”

ธุรกิจต่าง ๆ จะหันไปหาธรรมชาติมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เหมือนกับที่ Microsoft หันไปลงทุนในด้านการอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อการกำจัดคาร์บอน รวมไปถึงการลงทุนด้านพลังงานสะอาด 100% แบบที่ Google กำลังมีแผนลงทุนกับพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ เพื่อนำมาใช้ในบริษัทของตัวเอง

ส่วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิต อย่างแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องการหมุนเวียนทรัพยากร เริ่มจากการต้องเปลี่ยนแพ็กเกจจิงใหม่ที่ต้องสร้างขยะให้น้อยที่สุด หรือไม่ก็ต้องเป็นวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้แบบที่ Ikea ทำ ถ้าเป็นฝั่งของอุตสาหกรรมแฟชั่นจะไม่สามารถเป็นแบรนด์ Fast fashion แบบเดิม ๆ ได้อีกแล้ว เหมือนกับที่ H&M กำลังปรับตัว เปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจด้วยการทำให้เสื้อผ้าเหลือทิ้งของตัวเองกลับมาเป็นฝ้ายที่ทอขึ้นเป็นเสื้อตัวใหม่ได้

นอกจากความท้าทายของธุรกิจเก่าที่ต้องปรับตัวแล้ว ก็ยังต้องเจอกับคู่แข่งใหม่ ๆ อย่างธุรกิจที่เกิดมาเพื่อเป็น Eco Product จากการนำวัสดุต่าง ๆ มาผลิตเป็นสินค้าโดยเฉพาะ และไม่ว่าราคาจะสูงเท่าไรใคร ๆ ก็พร้อมจ่าย อย่างแบรนด์ Stella McCartney กระเป๋าราคาสูงยอดฮิตที่นอกจากจะไม่ใช่หนังแท้แล้ว ด้านในยังเป็นผ้าที่ทำมาจากขยะพลาสติกอีกด้วย หรือแม้แต่แบรนด์ไทยใกล้ตัวอย่าง Pipatchara กระเป๋าฝาขวดน้ำราคาหลักหมื่น ชุดจากพลาสติกราคาหลักแสน ที่ไม่ว่าจะออกมากี่แบบก็ขายหมด เห็นได้ชัดเลยว่ายิ่งบริษัทไหนสามารถผลิตสินค้าขึ้นมาจากวัสดุรีไซเคิลได้ ก็จะยิ่งเป็นที่ถูกใจของผู้บริโภคมากขึ้น

เพราะไม่ใช่แค่กฎหมายที่จริงจัง แต่ผู้บริโภคก็เอาจริง
จากผลสำรวจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคหรือลูกค้าก็เป็นหนึ่งในประชากรโลกที่จะได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงไม่แปลกว่าทำไมอะไร ๆ ที่ดูเป็น Sustainability จะเข้าตาในการหยิบซื้อมากขึ้น ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ยินดีที่จะจ่ายเงินในการซื้อสินค้าเพิ่มถึง 10% เพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และยอมจ่ายเพิ่มอีก 15% ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากนี้แบรนด์ต่าง ๆ ในประเทศบราซิล จีน และอินโดนีเซีย ยังมีการแข่งกันด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้าสูงมาก เพราะคนในประเทศส่วนใหญ่จะเลือกซื้อสินค้าจากปัจจัยด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

การทำให้ชีวิตตัวเองยั่งยืนไปกับโลกก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของผู้บริโภคเช่นกัน ลูกค้าหลายคนต่างมองหาแบรนด์ บริษัทต่าง ๆ รวมไปถึงรัฐบาลที่จะช่วยสนับสนุนความต้องการนี้ได้ เพราะผู้บริโภคกว่า 28% บอกว่า แคมเปญสร้างความตระหนักรู้เรื่อง Sustainability ยิ่งทำให้ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนมากขึ้น พร้อมเกิดความรู้สึกจงรักภักดีในแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าแบรนด์ทั่วไปอีกด้วย

สัดส่วนของความกังวลด้านบรรจุภัณฑ์ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ (bain.com)

ปี 2025 และหลังจากนี้ไป ความยั่งยืนจะเป็นหนึ่งในหัวใจหลักที่องค์กรและภาคธุรกิจทั่วโลกต้องปรับตัวให้ทัน เพราะการปรับตัวในเรื่องความยั่งยืนจะไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่กำลังจะเป็นแนวทางที่สำคัญและจำเป็นในการทำธุรกิจให้สามารถเติบโตได้ในระยะยาว ไม่ให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในธุรกิจเล็ก ๆ ภาคอุตสาหกรรม จนถึงเศรษฐกิจระดับประเทศ รวมไปถึงเรื่องสำคัญด้านสภาพภูมิอากาศโลกที่อย่าลืมไปว่าถ้ายังไม่ลดตัวเลของศา นับจากปี 2025 มนุษย์อย่างเราย่อมจะอยู่ยากขึ้นอีกจริง ๆ

ที่มา : บทความ “20 Sustainability Trends to Watch Now and in 2025” จาก winssolutions.org
บทความ “The Sustainability Puzzle: What Do Consumers Really Want?” โดย John Blasberg, Jean-Charles van den Branden, Harry Morrison, David Zehner, และ Leah Johns
บทความ “The Net Zero Opportunity” จาก netzeroaction.org
บทความ “Net Zero Economy Index 2024” จาก pwc.co.uk
บทความ “World's Most Sustainable Companies of 2024” จาก time.com
บทความ “What is CBAM and how will it impact your business?” จาก carbontrust.com
บทความ “A guide to the UK landfill tax” จาก businesswaste.co.uk
บทความ “What is the Paris climate agreement and why does 1.5C matter?” โดย Esme Stallard

เรื่อง : นัฐวรรณ วุทธะนู

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันพุธที่ 4 มี.ค. 69

PostToday

พิธีลุยไฟ มหาสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ปี 2569

Manager Online

จากปืนของรัฐบาล สู่ขีปนาวุธของอเมริกา: เมื่อประชาชนชาวอิหร่าน คือเหยื่อที่ถูกกระทำซ้ำทั้งจากผู้นำสูงสุดและผู้ต้องการแทรกแซง

Mirror Thailand

“ส้มม่วง” กระแสแรงไม่หยุด ร้านมะม่วงปั่นชื่อดังในโซเชียล คนต่อคิวแน่นงานปล่อยเต่าหาดท้ายเหมือง พังงา

Manager Online

‘Popflex Upcycle’ โปรเจกต์อัปไซเคิลสุดเก๋ เมื่อชุดโดนก๊อป เพราะ Taylor Swift ใส่จนแมสเจ้าของแบรนด์จึงฟ้องจนชนะ แล้วเอาของก๊อปไปตัดเป็นเดรสใหม่หวานๆ แทนการทิ้งไปเปล่าๆ

Mirror Thailand

พิพิธภัณฑ์ V&A ที่ลอนดอนจัดแสดงนิทรรศการ ‘Design 1900 – Now’ ที่ให้งานออกแบบช่วยเล่าชีวิตมนุษย์ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา

Mirror Thailand
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...