เลือกลืมเลือกจำ – “อนุสาวรีย์” กับนัยความหมายแห่งความทรงจำ
“ความทรงจำ” นับเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งเมื่อมนุษย์เริ่มคิดที่จะกำหนดวันครบรอบหรือการเวียนมาบรรจบของวันสำคัญ ๆ หรือกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว วันนั้น ๆ จะสำคัญหรือไม่สำคัญอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้น ๆ มีเหตุการณ์อะไรที่น่าจดจำหรือไม่นั่นเอง
ประดิษฐกรรมอย่างหนึ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อ “กักเก็บ” และไว้ใช้ “ย้ำเตือน” ถึงความทรงจำที่สลักสำคัญในระดับมวลชวนก็คือ “อนุสาวรีย์” สิ่งก่อสร้างที่มีความหลากหลายในด้านรูปแบบ แต่มีจุดร่วมกันหลัก ๆ คือ เป็นเครื่องรำลึกถึงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในอดีต หรือเพื่อเฉลิมฉลองวาระใดวาระหนึ่งที่ผ่านเวลามาแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างโดยมนุษย์ อนุสาวรีย์แต่ละแห่งย่อมซ่อนความหมายให้ตีความ ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่อยากชวนผู้อ่านได้ขบคิดต่อคือ การเลือกว่าความทรงจำหรือวาระใดควรได้รับการสถาปนาขึ้นมาเป็นอนุสรณ์สถานที่จะคงอยู่ตราบนานเท่านานนั้น มีเกณฑ์การคัดเลือกหรือไม่ หรือการเลือกที่จะทำให้เกิดการ “จดจำ” ในแต่ละครั้ง ผู้สร้างอนุสาวรีย์นั้น ๆ พยายามสื่อสารสิ่งใดออกไป
จากอดีตแห่งศรัทธาสู่สัญญะการตีความในโลกสมัยใหม่
นิยามของคำว่า “อนุสาวรีย์” ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2544 ได้ระบุไว้ว่า “น. สิ่งที่สร้างไว้เป็นที่ระลึกถึงบุคคลหรือเหตุการณ์สำคัญเป็นต้น เช่น อาคาร หลุมฝังศพ รูปปั้น.” ซึ่งเป็นนิยามที่มุ่งเน้นไปยังหน้าที่กว้าง ๆ ของสิ่งปลูกสร้างนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพิจารณาสถาปัตยกรรมหลาย ๆ อย่างในอดีต นิยามและหน้าที่ของอนุสาวรีย์นั้นจะแผ่ขยายออกไปอีกมาก
เมื่อพิจารณาในยุคโบราณที่ความเชื่อและศาสนาถูกยกให้เป็นสิ่งสูงสุดในสังคม หน้าที่ของสถาปัตยกรรมที่พอจะอยู่ในนิยามของอนุสาวรีย์ได้นั้น ก็ย่อมต้องเกี่ยวข้องและรับใช้สถาบันความเชื่อ เช่น สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่เทพเจ้าที่นับถือ สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ของผู้นำในเผ่าหรือผู้ชนะในการแข่งขันชิงชัยต่าง ๆ ดังนั้นนัยความหมายที่สิ่งก่อสร้างนี้ควรจะสื่อสารออกไปคือ “ความยิ่งใหญ่” และ “ทรงพลัง” ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานของสถาปัตยกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องสร้างออกมาให้ใหญ่โต ตลอดจนสร้างด้วยวัสดุที่มีความทนทานเพื่อให้สามารถผ่านกาลเวลาได้อย่างยาวนาน อันเป็นแบบขนบของอนุสาวรีย์อื่น ๆ ต่อมา อนุสาวรีย์ที่โดดเด่นอย่างยิ่งในอารยธรรมโบราณก็คือ พีระมิดแห่งกีซาในประเทศอียิปต์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหลุมฝังพระศพของฟาโรห์คูฟู
พีระมิดแห่งกีซา (Ricardo Liberato / Wikimedia Commons)
ในยุโรป ความคิดเกี่ยวกับการสร้างอนุสาวรีย์เริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อก้าวสู่ยุคเรอเนซองส์ แนวคิดแบบมนุษยนิยมเฟื่องฟูขึ้น การหันมายกย่องความยิ่งใหญ่ในพลังความสามารถของมนุษย์เป็นแก่นแกนแห่งยุคสมัย งานสถาปัตยกรรมที่เป็นอนุสาวรีย์ก็จะออกมาในฐานะรูปปั้นบุคคลสำคัญ ๆ โดยนำเสนอสัดส่วนทางร่างกายของมนุษย์ให้สมจริง จะเห็นจากกระแสการทำประติมากรรมภาพบุคคลต่าง ๆ ของมิเกลลันเจลโล เช่น รูปปั้นเดวิด
ล่วงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ รูปแบบของอนุสาวรีย์พัฒนาหลากหลายยิ่งขึ้น หลายแห่งมีลักษณะเป็นนามธรรมที่ต้องอาศัยการตีความอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ตลอดจนแฝงความหมายในเชิงการเมืองวัฒนธรรม เช่น การสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงบุคคลที่จากไปในสงครามอย่างอนุสรณ์ทหารผ่านศึกเวียดนามในกรุงวอชิงตัน ดี. ซี. ที่สร้างจากหินแกรนิตสีดำและบรรจุชื่อทหารที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนามไว้ ซึ่งหากให้ตีความ แน่นอนว่าการใช้สีดำย่อมหมายถึงการไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิต และการใช้หินแกรนิตมาวางเรียงต่อกันไป ก็คงให้อารมณ์การมองแนวแถวของทหาร หรืออาจจะมีใครให้ความหมายกับอนุสรณ์สถานนี้ต่างออกไปก็ได้ ซึ่งนี่คือหนึ่งในเสน่ห์ของอนุสาวรีย์ในยุคสมัยใหม่
อนุสาวรีย์ทหารผ่านศึกเวียดนาม (National Park Service / Wikimedia Commons)
จากสายธารของอนุสาวรีย์ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการทางความคิดของมนุษย์ โดยบทบาทสำคัญที่ไม่ว่าจะยุคสมัยใดคือการที่ยังคงทำหน้าที่ประกอบสร้างความทรงจำหมู่ (Collective Memory) ซึ่งเหตุการณ์ที่จะได้รับการสานต่อให้เป็นอนุสรณ์ก็อาจมีที่มาจากหลายเหตุผล เช่น ต้องการสร้างสัญลักษณ์ที่เป็นภาพแทนของสังคมในบริเวณนั้น ๆ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงการเมืองวัฒนธรรม โดยมองผ่านแนวคิดอำนาจนำ (Hegemony) ของอันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) การเลือกหยิบความทรงจำใดความทรงจำหนึ่งขึ้นมาสร้างอนุสาวรีย์ที่จะตั้งในที่สาธารณะอันจะทำให้ทุกคนในสังคมพบเห็นสถาปัตยกรรมนี้ ในฐานะชนชั้นนำหรือชนชั้นปกครอง ก็ย่อมต้องเลือกเหตุการณ์ที่สนับสนุนอุดมการณ์แห่งรัฐเพื่อสร้างเสถียรภาพทางความมั่นคง ซึ่งหากมองในบริบทสังคมไทย อนุสาวรีย์ส่วนใหญ่จะโอบรับอุดมการณ์ว่าด้วยการปกป้องรัฐชาติ อนุสรณ์ของวีรชนจึงเป็นหนึ่งในประเภทของอนุสาวรีย์ที่แพร่หลายในไทย เช่น อนุสาวรีย์บ้านบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ จังหวัดหนองคาย ฯลฯ
ชวนอ่านตีความ “อนุสาวรีย์พระเจ้าตาก”
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือเรียกอย่างลำลองว่าอนุสาวรีย์พระเจ้าตาก ซึ่งตั้งอยู่ ณ วงเวียนใหญ่ นับเป็นอีกหนึ่งอนุสาวรีย์ในกรุงเทพฯ ที่หากอ่านตีความจากลักษณะของอนุสาวรีย์และบริบทความเป็นมาแล้ว อนุสาวรีย์แห่งนี้สามารถตีความได้อย่างน่าสนใจ ตลอดจนสื่อนัยความหมายของการเลือกจำของชนชั้นนำ ณ ช่วงเวลาที่สร้างได้อย่างดี
ลักษณะของอนุสาวรีย์เป็นรูปหล่อสำริดของพระเจ้าตากสิน ทรงม้าออกศึก ฉลองพระองค์กษัตริย์ ทรงพระมาลา พระหัตถ์ซ้ายทรงบังเหียน พระหัตถ์ขวาชูพระแสงดาบเหนือพระเศียร ส่วนพระพักตร์ผินไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นทิศของเมืองจันทบุรี บริเวณฐานมีรูปสลักนูนสูงประดับด้านละ 2 รูป โดยด้านซ้ายจะแสดงการสูญเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ไล่เลียงเหตุการณ์การต่อสู้กับข้าศึกของพระเจ้าตาก และมาจบที่ราษฎรได้อิสรภาพคืนมา
หากพิจารณาเฉพาะตัวอนุสาวรีย์ก็ค่อนข้างชัดเจนว่า นัยที่อยากให้จดจำก็คือ บูรพกษัตริย์และบรรพชนที่ทำเพื่อกอบกู้อิสรภาพจากการรุกรานของข้าศึก ซึ่งก็เป็นการสื่ออุดมการณ์ชาตินิยมแบบอนุสรณ์วีรชนหลาย ๆ แห่งในประเทศ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาว่า อนุสรณ์แห่งนี้เลือกสร้างไว้ในฝั่งธนบุรี และการจัดวางของพระบรมรูปให้หันหน้าไปยังจันทบุรี ก็สามารถตีความได้ว่า อนุสาวรีย์นี้ต้องการตอกย้ำความหมายของการเป็นกษัตริย์ผู้ก่อตั้งกรุงธนบุรี และรำลึกถึงการปราบดาภิเษกในประวัติศาสตร์ที่พระเจ้าตากทรงใช้เมืองจันทบุรีเป็นที่รวบรวมไพร่พลเพื่อกอบกู้เอกราช
ส่วนด้านบริบทของการสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้นั้น ในปี 2477 นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดธนบุรีเป็นผู้เสนอโครงการต่อรัฐบาล ซึ่งอธิบดีกรมศิลปากร ณ ช่วงเวลานั้นอย่างหลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้สั่งออกแบบ โดยมีตัวเลือกถึง 8 แบบเพื่อให้มวลชนได้ลงความคิดเห็นในงานรัฐธรรมนูญปี 2480 อย่างไรก็ดี การดำเนินการสร้างต้องหยุดชะงักเนื่องจากภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสถานการณ์การเมืองในประเทศก็ไม่สู้ดีนัก จนกระทั่งกลับมาดำเนินการอีกครั้งในปี 2491 และแล้วเสร็จในปี 2494 ตามการอนุมัติของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในช่วงเวลานั้น
ทางความคิดหนึ่งที่เข้มข้นอย่างยิ่งในช่วงที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่ง (ทั้งในช่วงดำรงตำแหน่งครั้งแรกในปี 2481-2487 และครั้งที่ 2 ในปี 2491-2500) คือการสร้างกระแสความคิดเรื่อง “ชาตินิยม” อนึ่งก็ด้วยการเมืองโลกที่กำลังรุนแรงและประเทศมหาอำนาจเข้ามาแวดล้อมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกันก็ต้องการสร้างอุดมการณ์แห่งรัฐใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 โดยหันมาเน้นเรื่องกรอบรัฐชาติให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ประดิษฐกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อนโยบายแห่งรัฐในห้วงเวลานี้ก็มีหลากหลาย เช่น บทละครอิงประวัติศาสตร์ของหลวงวิจิตรวาทการ ที่เน้นสื่อสารเรื่องการรวมเผ่าไทย/รวมคนที่อยู่รอบนอกมาเป็นคนไทย หรือการปรับเปลี่ยนเนื้อร้องเพลงชาติในปี 2482 ก็มีนัยเพื่อตอบสนองกระแสความคิดชาตินิยมเช่นเดียวกัน
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (กสิณธร ราชโอรส / Wikimedia Commons)
ดังนั้นการสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าตากจากการอนุมัติของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็คงจัดอยู่ในทำนองเดียวกันกับประดิษฐกรรมข้างต้น กล่าวคือ เป็นการสร้างสิ่งรำลึกถึงบุคคลและวีรชนผู้รวบรวมชาติและปกป้องความเป็นชาติ แม้ ณ ช่วงเวลาที่พระเจ้าตากทรงออกรบ จะยังไม่มีรัฐชาติเกิดขึ้นก็ตาม นัยความหมายของการเลือกจำที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปเพื่อตอบสนองอุดมการณ์ชาตินิยม ณ กาลสมัยดังกล่าวด้วยนั่นเอง
อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงมีนัยความหมายแห่งความทรงจำที่ซับท้อนกันหลายชั้นและความหมายย่อมเปลี่ยนไปตามแต่บุคคลที่ก้าวขึ้นมาในแต่ละช่วงเวลาของสังคม กล่าวคือ ในช่วงเวลาที่แล้วเสร็จในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม อนุสาวรีย์แห่งนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ของผู้ยิ่งใหญ่ที่สร้างชาติ เป็นสัญญะของความเป็นชาติ ขณะเดียวกันเมื่อกาลเวลาผ่านไป กระแสความคิดเรื่องชาตินิยมไม่ได้เข้มข้นดังเดิม ความหมายของอนุสาวรีย์ก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย ปัจจุบันอาจหลงเหลือความหมายเพียงในฐานะบูรพกษัตริย์ที่น่าเกรงขาม และคนมากราบไหว้บูชาขอพร
นอกจากนี้ ในทุก ๆ วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีที่ทางการได้ประกาศให้เป็น “วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ณ อนุสาวรีย์แห่งนี้ก็จะมีงานเฉลิมฉลองประจำปี เป็นการรำลึกถึงวันปราบดาภิเษกของพระองค์ที่ทรงขึ้นเป็นกษัตริย์กรุงธนบุรีในวันเดียวกันเมื่อปี 2310 ซึ่งพิธีกรรมเช่นนี้ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “การเลือกจำ” ยังคงมีความหมายต่อคนในสังคมอย่างแนบแน่นมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง
ที่มา : บทความ “ที่มาของอนุสาวรีย์พระเจ้าตากฯ วงเวียนใหญ่ กับศรัทธาของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม” โดย กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
บทความ “พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสิน” นาวิกศาสตร์ ปีที่ 103 เล่มที่ 12
บทความ “Monuments and collective memory” โดย Daniel Little
บทความ “The History of Monument-Making and Its Cultural Significance” จาก monumentsofvictoria.com
เรื่อง : บรรณรต แสงทอง