โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ของควรมี “อริยทรัพย์คือของควรมี... เพื่ออยู่อย่างเหนือทุกข์”

สยามรัฐ

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 00.57 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 00.00 น.

ปากกาขนนก /สกุล บุณยทัต

“ภาวะแห่งการมีการเป็นของมนุษย์ คือรายละเอียดที่ไม่ได้มีอยู่เฉพาะแค่กายร่าง แต่ยังมีอยู่กับใจแห่งใจของเรา ด้วยเหตุนี้จึงไม่เฉพาะแค่เพียงปัจจัยภายนอกของมนุษย์เราเท่านั้น แต่ปัจจัยภายในก็มีส่วนที่จะส่งผลด้วย!

ว่ากันว่า… สิ่งที่มีค่าที่จะช่วยดูแลใจให้สงบเย็น ก็คือ… ‘ธรรม’ อันหมายถึงสิ่งที่ทุกคนควรมี เป็น ‘ของควรมี’ แต่การที่จะมีได้ หาใช่เพราะการซื้อขายเพื่อให้ได้มา แต่มันคือสิ่งที่ต้องทำให้ได้กับตน จนเป็น ‘ทรัพย์ประจำตน’ อันเรียกว่า ‘อริยทรัพย์’ ซึ่งก็หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ 7 ประการที่ฝังอยู่ในจิตใจ

เป็นคุณธรรม 7 ประการที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่า เป็นสมบัติแสนล้ำค่าที่ยั่งยืน และไม่มีใครสามารถที่จะแย่งชิงไปได้ อันประกอบด้วย…

ศรัทธา: ความเชื่อที่มั่นคงในหลักธรรม เชื่อในการทำดีได้ดี อันเป็นการเชื่ออย่างมีเหตุผล

ศีล: หมายถึงการรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย สุจริต และประพฤติถูกต้อง

หิริ: ความละอายต่อบาปและการกระทำชั่ว

โอตตัปปะ: ความเกรงกลัวต่อผลของการกระทำแห่งบาปและความชั่ว

พาหุสัจจะ หรือ สุตะ: การเป็นผู้ใฝ่รู้ ได้ศึกษาเล่าเรียนมามาก

จาคะ: ความเสียสละเผื่อแผ่ เอื้อเฟื้อแบ่งปัน ไม่เห็นแก่ตัว

ปัญญา: ความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเหตุผล ถูก-ผิด ดี-ชั่ว รู้เท่าทันตามความเป็นจริง

อริยทรัพย์ทั้งหมดนี้จึงถือเป็นทรัพย์ที่ยั่งยืนกว่าทรัพย์ภายนอกอันหมายถึงแก้วแหวนเงินทอง เนื่องเพราะมันสามารถติดตัวไปได้ทุกที่ ทั้งในภพชาตินี้ หรือแม้กระทั่งในภพชาติเบื้องหน้า!

อริยทรัพย์คือ ‘ของควรมี’ และควรมีให้มากๆ… จะว่าไปแล้วชีวิตนี้มีขึ้นเพื่อโปรดโอกาสให้เราได้สร้างอริยทรัพย์ให้มากๆ เพื่อใช้ในยามประสบทุกข์อันเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น หรือที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ… เพื่อจะได้อยู่อย่างเหนือทุกข์!”

ปฐมบทแห่ง “ของควรมี” หนังสือบันทึกความคิดเล่มเล็ก แต่อุดมไปด้วยสาระอันทรงค่าเลิศล้ำต่อการสอนสั่งชีวิตให้รู้ถึงสถานะและบทบาทอย่างถ่องแท้และฝังลึก จากคำสอนในหลากหลายสาระของท่าน พระไพศาล วิสาโล ปราชญ์แห่งพุทธธรรมคนสำคัญของศาสนแผ่นดิน ที่ได้คว้านลึกลงไปในจิตวิญญาณของผู้สัมผัส ให้รู้ตื่นในจิตวิญญาณของการตระหนักรู้ และกอบเก็บเอาของมีค่าที่ได้ประจักษ์ ให้มาเยียวยาการเดินทางที่พลาดพลั้งของความเป็นชีวิต ให้หวนคืนกลับสู่ครรลองของจุดหมายที่หวังจะไปให้ถึงให้ได้อีกครั้ง และอีกครั้ง!!

“คนที่อยากเดินทางบนเส้นทางธรรม ต้องมีจุดหมายที่ชัดเจน สิ่งที่ทำอยู่ก็ยังไม่ใช่การเดินทาง มันแค่การเถลไถล… และเมื่อคิดว่าเส้นทางนี้เราจะทุ่มเทชีวิตให้ ก็จักต้องชัดเจนในเส้นทางหรือวิธีการที่ใช้ ว่าจะพาเราให้ไปถึงจุดหมายที่ต้องการได้…”

ท่านพระอาจารย์ได้สอนสั่งเน้นย้ำให้เราทุกคนได้ยึดมั่นและต้องตั้งใจที่จะทำเหตุต่างๆ ในชีวิตให้ดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม “ทำดีย่อมได้ดีแน่” แต่ถ้าทำไม่ดีก็จะเกิดสิ่งไม่ดีตามมา เพียงแต่ผลอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้ แต่อาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ หรือวันข้างหน้า

“เวลาปลูกต้นไม้ เราจะไปเร่งให้ออกดอกออกผลก็คงไม่ได้ อย่าคิดว่าเรารดน้ำทุกวัน ทำไมต้นไม้ยังไม่โต ยังไม่ออกดอกออกผลสักที… แต่เมื่อเราทำเหตุให้ดี เมื่อถึงเวลา ผลย่อมออกมาแน่”

ไปสู่ “สัมพันธภาพ” ภาวะแห่งความสัมพันธ์เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่ในคำสอน ทั้งในมิติความคิดและการปฏิบัติที่คมชัด มีเคล็ดลับอยู่ในมิติทั้งสอง อยู่ที่ “จิตอันคิดจะให้” ซึ่งสำคัญกว่าจิตที่คิดจะเอา หรือเรียกร้องจากคนอื่น ถ้าเราคบใครแล้วคิดแต่จะให้โดยไม่ยัดเยียด ก็นับเป็นสิ่งที่ง่ายที่เราจะมีเพื่อน แต่ถ้าเรามัวแต่เรียกร้องเอาจากคนอื่น เรียกร้องให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ยิ่งเป็นการผลักให้เหินห่างจากกัน

“ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ความสัมพันธ์ระหว่างคนรัก ซึ่งถ้าเริ่มต้นเอาแต่ความเรียกร้อง สุดท้ายก็จะลงเอยด้วยความโดดเดี่ยว”

นั่นจึงเท่ากับว่า การเปิดใจรับรู้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญต่อกระบวนการหยั่งเห็นของชีวิต ยิ่งถ้าเป็นในมรรคาที่ควรจะมีหรือควรจะเป็น จากจุดประเดิมของการสร้างมิตรด้วยวิธีการรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น ซึ่งก็จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นเร้าต่อความเมตตากรุณาของเรา จนบังเกิดจิตปรารถนาที่จะให้มากกว่าที่จะรับ ซึ่งถือเป็นสิ่งอันสำคัญมากต่อการที่จักต้องฝึกฝนในตัวตนอยู่เสมอ!

แท้จริงแล้ว… มนุษย์มีความสามารถที่จะรักกันอยู่เพียงไหน? และสมควรเป็นเช่นไร? นี่ถือเป็นคำถามสำคัญที่ผุดขึ้นมาเป็นนัยปริศนาของชีวิต การเฝ้ามองและสังเกตเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์รอบข้าง อาจคือที่มาของคำตอบแห่งคำถามอันชวนตรึกตรองนี้!

“เวลาสัตว์เดือดร้อน บางครั้งก็ไปขอความช่วยเหลือจากคน ยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อขอให้คนไปช่วย… คนเรานั้นมีปัญญา มีสมอง และสมองของมนุษย์นั้นพัฒนามากกว่าสัตว์ เราสามารถรักคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว รักเพื่อนบ้าน รักต่างชาติ ต่างศาสนา รักประเทศ รักโลกทั้งโลกได้”

นี่คือความสามารถ! ความสามารถที่จะรัก!

ประเด็นที่น่าเรียนรู้อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ “อานิสงส์แห่งบุญ” ซึ่งมักจะเข้าใจกันอย่างเคลือบแคลง จริงๆ แล้วอานิสงส์แห่งบุญอาจจะอำนวยให้เราเจริญก้าวหน้าหรือสุขภาพดี แต่มันก็ยังไม่ใช่จุดหมายที่แท้จริงของการปฏิบัติ เช่นเดียวกับการรักษาศีลเพื่อจะได้เกิดในสวรรค์ หวังที่จะมีความสุขในชาติหน้า หรือต้องการให้ใครเห็นว่า “ฉันเป็นนักปฏิบัติ” เหล่านี้ก็ยังไม่ใช่จุดหมายของการรักษาศีล!

ย้อนกลับไปในห้วงเวลาของอดีต คนสมัยก่อนนิยมจาริกแสวงบุญ สถานที่ไปแสวงบุญมักเป็นที่ไกลๆ ไปยาก เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการที่จะไปถึงจุดหมายก็มีเพียงวิธีเดียวคือการเดินเท้า ไม่ใช่แค่นุ่งขาวห่มขาว แต่รวมถึงการทำความเพียร การจาริกดังนี้อาจใช้เวลาเป็นเดือน และสิ่งที่ได้ก็ไม่ใช่แค่การไปถึงที่หมาย แต่เป็นความเจริญงอกงามในจิตใจที่เกิดขึ้นระหว่างการจาริก!

นั่นจึงเท่ากับว่า “ระหว่างทาง” นั้นสำคัญ เพราะการจาริกเป็นการขัดเกลาตัวเอง อดทนต่อความยากลำบาก ทำความเพียร ยิ่งหนทางไกลก็ยิ่งยากลำบาก ผู้จาริกก็จะยิ่งได้ฝึกความเพียร บำเพ็ญบารมี ใช้ชีวิตเรียบง่าย ปลูกศรัทธาให้แน่นแฟ้น ซึ่งในระหว่างทางก่อนไปถึงจุดหมาย นับว่าสำคัญไม่น้อยไปกว่าการไปถึงจุดหมายปลายทาง!

ท้ายที่สุด ท่านพระอาจารย์ก็ได้สอนถึงการยอมรับความเปลี่ยนแปรของชีวิต ซึ่งถือเป็น “ปกติอนิจจัง” ที่คนเราทุกคนสมควรจะต้องได้เรียนรู้ไว้

“ความผันแปรในความเปลี่ยนแปร” นั้น จักเกิดกับตัวเราก็เนื่องด้วยตัวเรามักจะประสบกับสิ่งที่พอใจและไม่พอใจอยู่เสมอ คนโดยทั่วไปมักพยายามที่จะยึดสิ่งที่พอใจเอาไว้โดยปฏิเสธสิ่งที่ไม่พอใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เราจะควบคุมสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปได้ดั่งใจ

การเจริญภาวนาจึงเป็นไปเพื่อฝึกจิต ฝึกฝนจิตใจให้เห็นถึงความผันแปรของโลกธรรมจนไม่หวั่นไหวเมื่อเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจ ภาวะดังกล่าวนี้จึงเปรียบดังการชี้ให้เห็น “ของประจำโลก” ที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากภาวะต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อชีวิตเราได้!

นั่นคือ “ธรรม” ซึ่งธรรมไม่ได้เป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตรอดพ้นจากการเสื่อมสูญ เนื่องด้วยความวิบัติ ความพลัดพราก ความเจ็บป่วย สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดาของโลก เหตุนี้คำถามของผู้มีธรรมก็คือ “เมื่อประสบภาวะเช่นนั้น จะต้องวางใจอย่างไรจึงจะไม่ทุกข์?”

และนั่นคือที่มาของการปฏิบัติธรรมที่สมควรและต้องกระทำ เนื่องเพราะธรรมในพุทธศาสนามีความหมายกว้าง ไม่ได้จำกัดแค่การทำบุญในวัดวาอาราม หรือทำบุญกับพระสงฆ์ ตราบใดที่ทำงานด้วยใจรัก แม้จะอยู่ไกลวัดก็ไม่ห่างธรรม!

“ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยจิตเมตตา อยู่ในกำกับของศีลห้า เป็นสัมมาอาชีวะ ถูกกาลเทศะ เหล่านี้ล้วนเป็นธรรมะแล้ว!”

ข้อสรุป ณ บทเริ่มต้น ถือเป็นต้นรากของหนังสือรวมข้อคิดเล่มนี้ “ของควรมี” ย่อมคือของควรมี ในโยงใยแห่งสำนึกเหนือจิตวิญญาณของการ “ลดตน” ในตน โดยการคิดถึงส่วนรวมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็มีผลให้เราไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง นั่นเท่ากับเป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในอัตตาแห่งตัวตนลงไม่มากก็น้อย ทั้งหมดคือ “งานของใจ”

ที่ต้องเฝ้าตระหนักว่า ในเวลาที่เราทำงานกันอยู่นั้น ขอให้ใจอยู่กับงาน ณ ปัจจุบัน อย่าเพิ่งจดจ่อที่ผลลัพธ์ เป้าหมาย หรือความสำเร็จ ถ้าใจอยู่กับที่ กำลังที่ทำก็จะไม่เครียด และถ้าวางเป้าหมาย วางความสำเร็จลงบ้าง ก็จะช่วยให้ทุกข์ลดลง… น้อยลง! กระทั่งคำว่า “ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด” ก็จะหมายความได้ว่า “อยู่กับสิ่งที่กำลังทำ… เรียนรู้จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น!”

คำกล่าวของ เนลสัน แมนเดลา วีรบุรุษแห่งแอฟริกาใต้ ที่เคยได้กล่าวเอาไว้ว่า “สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสังคม แต่คือการเปลี่ยนแปลงตัวคุณเอง” เขาได้ต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในแอฟริกาใต้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องติดคุกนานถึง 27 ปี หลังจากออกจากคุก เขาได้กลายเป็นคนใหม่ที่อดทน หนักแน่น ใจกว้าง ไม่เคียดแค้นชิงชัง ทำงานกับคนที่คิดต่างได้ ในที่สุดเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงแอฟริกาใต้ได้โดยไม่นองเลือด ประสบการณ์ของแมนเดลาเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงตนเองนั้นยาก แต่มีอานิสงส์มาก จนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้!

“ของควรมี” ผลรวมแห่งสิ่งที่ล้ำค่าทางความคิด จากผลึกแห่งสำนึกคิดนานา สู่หัวใจอันหลากหลายของข้อตระหนักรู้ จากสรรพความคิด จากมุมมองย้อนมุมมองอันหลากหลาย รวมทั้งทรัพย์สินแห่งความถูกใจและพึงพอใจต่อการเรียนรู้บนพื้นที่ปลอดภัยอันปราศจากทุกข์ อย่าไปคิดว่าเราจะไม่ทุกข์ เพราะในเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปดั่งใจ พวกเราทุกคนก็ย่อมมีศักยภาพที่จะไม่ทุกข์ได้ แม้ยังต้องเจอสิ่งที่ยังไม่ถูกใจ หรือสิ่งที่ยังไม่เป็นไปได้ดังใจ

เมื่อใดก็ตามที่มีไฟกองใหญ่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องทุกข์ เราจะทุกข์ก็ต่อเมื่อโดดเข้าไปในกองไฟ แต่เมื่อใดที่ขยับออกมา เว้นระยะห่างจากกองไฟ… เราก็ไม่ทุกข์!

“เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย” นักสร้างสรรค์เรื่องราวที่กระทบใจล้ำลึก เขียนภาพประกอบลีลาก้าวย่างแห่งบทตอนของหนังสือเล่มนี้อย่างเข้าใจและเต็มไปด้วย “ความสงบงาม” ในแสงฉายแห่งความเข้าใจนั้นๆ!

“ใจสงบเพราะไม่มีเสียงดังยังไม่พอ ต้องรู้จักรักษาใจให้สงบแม้มีเสียงดังเกิดขึ้น… และถ้าสงบเพียงเพราะว่าทุกอย่างราบรื่น ไม่มีเสียงดัง ก็ยังถือว่าเป็นความสงบที่ไม่น่าไว้วางใจ!”

#อริยทรัพย์ #ธรรมะ #พระไพศาลวิสาโล #ข้อคิดชีวิต #พุทธศาสนา #ปากกาขนนก #siamrathonline

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...