โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เลื่อนงานแต่ง หนีภาษีหัวหมู ปลายทางสุดท้าย "คน" ต้องออกจากป่า

Thai PBS

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 06.43 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 06.25 น. • Thai PBS
มีเรื่องเล่าในอดีต ชาวกะเหรี่ยงจะต้องจ่ายภาษี ช้าง วัว ควาย ค่าเตาไฟ ภาษีที่ดิน และภาษีหัวหมู ปกติแล้วการเลี้ยงหมูของคนกะเหรี่ยงยุคนั้นไม่ต้องเสียภาษี เมื่อใดที่ฆ่าหมู จะต้องเสียภาษีถึงตัวละ 30 บาท และเงิน 30 บาท มีค่าเท่ากับการรับจ้างทำงาน 1 ปี

การขาดเงินจำนวน 5 บาท มาจ่ายค่ารังวัดที่ดินเพื่อออกเอกสารสิทธิ ส.ค.1 เมื่อปี พ.ศ. 2500 ถือว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวกะเหรี่ยงในยุคนั้นมาก โดยเฉพาะกับครอบครัวของ “พ่อหลวงจอนิ โอเดเชา” บิดาของ พฤ โอโดเชา ที่ต้องอาศัยทำกิน และใช้วิธีการจ่ายภาษีบำรุงท้องที่ ภบท.5 ให้กับฝ่ายปกครองแทน

ในเวลาต่อมา แม้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะอาศัยพื้นที่ดังกล่าวทำกินมาอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐกลับประกาศให้พื้นที่บริเวณดังกล่าว เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นพื้นที่อนุรักษ์ และยกเลิกการจัดเก็บ ภบท.5 ทำให้ชาวกะเหรี่ยงกลายเป็นคนที่อยู่แบบผิดกฎหมายจนถึงปัจจุบัน

พฤ เล่าว่า ในช่วงระยะ 5-6 ปี หลัง รัฐก็มีกฎหมายใหม่ๆ อย่าง คทช. หรือพระราชกฤษฎีกาป่าอนุรักษ์ฯ ทั้ง 2 ฉบับ คือ พ.ร.ฎ.กำหนดหลักเกณฑ์การอยู่อาศัยหรือทำกินในโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.ฎ.โครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

มีสาระสำคัญคล้ายกันคือ ให้ชาวบ้านได้สิทธิทำกินชั่วคราวโดยมิได้มีสิทธิในที่ดินนั้นมาใช้เป็นเครื่องมือให้ชาวบ้านอยู่ได้ยากขึ้นไปอีก เนื่องจาก สค.1 บางแปลงสามารถออกได้สำเร็จ เพราะชาวบ้านมีเงินจ่ายค่ารังวัดและปัญหาที่ดินเมื่อเกือบ 70 ปีที่แล้ว ยังกลับมาส่งผลเสียต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในวันนี้อีกด้วย

“ถ้าเรายืนยันว่าเราอยู่มาก่อนเป็นป่าอนุรักษ์ … พอเขามาสำรวจข้อมูลให้พวกเราเข้าโครงการต่างๆ ในปัจจุบัน เขาก็จะบอกเราว่า มี สค.1 มั้ย … ถ้ามีเขาจะไม่ยุ่งเลย … ถ้าอยู่มาก่อนจริงๆก็ต้องมี สค.1 เพราะบางคนเขายังมีเลย … กลายเป็นว่า คนที่ได้ สค.1 มา ถูกใช้เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบว่าพวกเราที่ไม่มี สค.1 ไม่ใช่กลุ่มที่อยู่มานานแล้วจริงๆ” พฤ อธิบายพร้อมเสียงหัวเราะต่อชะตากรรมที่เกิดขึ้น

ท้ายสุดแล้ว การให้สิทธิชั่วคราว ด้วยการตั้งเงื่อนไขให้พวกเราไม่สามารถทำการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนตามวิถีดั้งเดิมได้ ด้วยการสร้างแรงกดดันให้พวกเรายอมแพ้และทยอยออกจากป่าไปทีละนิด … เป้าหมายสุดท้าย คือ เอาคนชาติพันธุ์ออกจากป่าให้หมด

ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “รัฐ” กับ “คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า” ในไทย ดำเนินมาอย่างยาวนาน จนถึงยุคปัจจุบันที่ดูเหมือนว่า รัฐกำลังพยายามใช้อำนาจทางกฎหมายเข้าไปจัดการป่าในรูปแบบใหม่ผ่านการวางเงื่อนไขระยะยาว … ดร.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็น

หลักการใช้กฎหมายในพระราชกฤษฎีกาป่าอนุรักษ์ฯ ถูกเชื่อมโยงมาจากแนวคิดของ พ.ร.บ.อุทยาน อยู่แล้ว มาจากแนวคิดเดียวกันคือ คนอยู่กับป่าไม่ได้

“ในอดีตก็มีความพยายามใช้กำลังเจ้าหน้าที่ไปผลักดัน ขับไล่ จับกุมก็มี แต่วิธีการใหม่มันคือการทำอย่างไรให้เอาคนออกจากป่าได้อย่างนุมนวลกว่าเดิม …. ก็เลยตั้งระยะเวลาเปลี่ยนผ่านไว้ที่ 20 ปี ใช้วิธีการรับรองสิทธิให้อยู่ได้ชั่วคราว ใช้ระบบการอนุญาตให้กลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาทำกินได้เหมือนการออกใบอนุญาตตั้งโรงงาน ซึ่งจริงๆแล้วมันคือการประกาศว่ารัฐเป็นเจ้าของป่าที่ช่วยผ่อนผันให้ชาวบ้านมาอยู่ชั่วคราว”

อาจารย์สงกรานต์ ตั้งข้อสังเกตว่า การใช้กฎหมายในรูปแบบนี้ ถือเป็นระบบ การใช้กฎหมายที่อยู่ภายใต้หลัก “อำนาจนิยม” เพราะแม้กฎหมายจะผ่านมาด้วยกระบวนการที่ถูกต้อง “ชอบด้วยกฎหมาย” แต่เมื่อเป็นกฎหมายที่ทำให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจมาก สามารถตั้งเงื่อนไขเป็นคำสั่งได้ แต่ไม่ตอบ สนองต่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ก็ต้องตั้งคำถามว่า เป็นกฎหมายที่ “ไม่ชอบธรรม” ใช่หรือไม่

“20 ปี สำหรับอายุคนคนหนึ่งมันอาจจะดูว่านาน อาจเป็นเหตุผลที่ต้องตัดสิ นใจยอมรับเงื่อนไขต่าง ๆ และเข้าร่วมโครงการ ซึ่งอาจจะเกิดความพอใจก็ได้ หรือกลัวว่าจะไม่มีที่ทำกินอีกต่อไปเลยก็ได้ … แต่สำหรับ รัฐ ช่วงเวลา 20 ปี ถือว่าไม่นาน เพราะรัฐมีอายุยืนยาวไปอีกนาน รัฐรอได้”

ในมุมของ ดร.สงกรานต์ ปรากฏการณ์นี้ ถือเป็นการต่อสู้ทางความคิดครั้งใหญ่ เพราะขณะที่รัฐกำลังอาศัยความรู้สึกของชนชั้นกลางในเมืองที่เข้าใจว่า คนในป่าคือคนทำลายป่า มาสนับสนุนให้เกิดความชอบธรรมในการใช้กฎหมาย

ขณะที่ฝ่ายที่สนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในป่า ก็จำเป็นต้องใช้เป็นโอกาสที่แสดงให้เห็นว่า พวกเขาไม่ได้ทำลายป่าอย่างที่ถูกกล่าวหา แถมยังเป็นคนที่ช่วยดูแลรักษาป่าเป็นอย่างดีมานานนับร้อยปีแล้วด้วยซ้ำ

“ยอมรับว่า มันเป็นการช่วงชิงการอธิบาย ที่ฝ่ายชาติพันธุ์เสียเปรียบมาตลอด เพราะเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนน้อยกว่า เสียงเบากว่า …จึงมักพ่ายแพ้ในเกมที่ใช้หลักเสียงข้างมาก มาอ้างความชอบธรรมในการกำหนดนโยบายเสมอ ”

ดร.สงกรานต์ ทิ้งท้ายว่า บางกรณี การใช้เสียงข้างมากที่มีข้อมูลไม่มากพอ ก็อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิของคนที่อยู่ในกลุ่มเสียงข้างน้อยที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับเรื่องนั้นโดยตรง

บังคับใช้ กม.ป่าอนุรักษ์ เปิดทาง “แช่แข็ง” ชาวบ้าน-ที่ดิน

เล่าฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากมีการบังคับใช้กฎหมายในพระราชกฤษฎีกาป่าอนุรักษ์อย่างเข้มงวด จะส่งผลกระทบใน 3 มุม คือ กระทบกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำไร่หมุนเวียนโดยตรงเพราะทำไม่ได้อีกต่อไป

นอกจากนี้จะกระทบต่อโอกาสในการพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ซึ่งจะทำไม่ได้เลยเล่นกันเพราะไม่สามารถพัฒนาสิ่งปลูกสร้างได้ และหลักการเดียวกันนี้ก็จะยังส่งผลกระทบกับโอกาสที่จะพัฒนาที่ดินเพื่อไปทำการเกษตรสมัยใหม่เพราะไม่สามารถทำโรงเรือนในการเพาะปลูกได้

ดังนั้นกฎหมายนี้ จะทำให้เกิดการแช่แข็งที่ดินไว้สำหรับการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวแบบดั้งเดิมเท่านั้น และแน่นอนว่า จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของชุมชนชาติพันธุ์อย่างรุนแรง

เล่าฟั้ง บอกว่า มันไม่ใช่การอนุรักษ์ และการออกกฎเกณฑ์ให้ทำแบบนี้ไม่สามารถช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าได้เลย แถมยังจะไปเพิ่มความขัดแย้งกับชนเผ่าพื้นเมืองในแต่ละพื้นที่อีกด้วย

“กฎหมายลักษณะนี้ไม่ส่งผลดีทั้งต่อรัฐและชุมชน และยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ กลายว่า ชาวบ้านก็ไม่กล้าทำไร่ในป่าแบบที่เคยทำ ปลูกพืชเชิง เดี่ยวก็ขาดทุน และเชื่อว่าฝ่ายรัฐเองก็ยังไม่กล้าเข้าไปขับไล่ชาวบ้าน ทุกอย่างจะถูกแช่แข็งไปหมด การดูแลป่าไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐหรือชาวบ้านก็ทำได้ไม่เต็มที่ จะจัดการที่ทำกินก็ยังทำไม่ได้ … จึงจำเป็นต้องมีการพูดคุยเพื่อทบทวนกันใหม่ … แต่ก็ยาก เพราะไม่รู้ว่าจะให้หน่วยงานไหนเป็นเจ้าภาพ” สส.เล่าฟัง ให้ความเห็น

“เลื่อนงานแต่ง” หนี “ ภาษีหัวหมู” เรื่องเล่ากระแทกใจ

ชื่อของคนกะเหรี่ยง คือบันทึกความหวาดกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ และทำไมการใช้กฎหมายเพื่อผลักดันให้คนออกจากป่าทางอ้อมเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

พฤ ยกเรื่องเล่าจากพ่อของเขาให้คำตอบในเรื่องนี้

“ช่วงที่พ่อผมอายุประมาณ 15 ปี (จอนิ โอโดเชา อายุ 80 ปี – พ.ศ.2568) เราจะต้องจ่ายภาษีช้าง วัว ควาย ค่าเตาไฟ รวมทั้งภาษีที่ดินด้วย แต่ที่ถูกเล่าต่อกันมาคือ ภาษีหัวหมู

“ปกติแล้วการเลี้ยงหมูของคนกะเหรี่ยงในสมัยนั้นจะต้องไม่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อไหร่ที่เราฆ่าหมู จะต้องเสียภาษีถึงตัวละ 30 บาท … แต่ 30 บาทสำหรับคนกะเหรี่ยงในสมัยนั้น มันมีค่าเท่ากับการรับจ้างทำงานเป็นเวลา 1 ปีและช่วงเวลาที่จะต้องฆ่าหมูได้อย่างเปิดเผย คือ การจัดงานแต่งงาน

ดังนั้นบ้านไหนที่แต่งงานก็จะกลัวถูกเก็บภาษีหัวหมู เพราะถ้าไม่จ่ายภาษีก็จะต้องถูกจับไปทำงาน เสมือนถูกลงโทษแทนการจ่ายค่าปรับ ซึ่งสำหรับคนกะ เหรี่ยงยุคนั้นจะมีความเชื่อว่า เป็นมลทินอย่างมาก

และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันแต่งงาน จะถูกนำไปตั้งเป็นชื่อลูกคนแรกของครอบครัวเสมอ ชื่อของพวกเขา จึงเป็นเหมือนสมุดบันทึกที่บ่งบอกว่า เกิดอะไรขึ้นในวันแต่งงานของพ่อกับแม่

ตัวอย่างชื่อคนที่ 1 ชื่อว่า … ปอ แปล๊ะ ฮโย

ปอ แปลว่า พ่อ … แปล๊ะ แปลว่า หลีก … ส่วน ฮโย เป็นคำที่คนปกาเกอะ ญอใช้เรียกคนเมือง คนโยนก คนที่พูดภาษาเมือง ซึ่งส่วนใหญ่จะหมายถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ดังนั้น ปอ แปละ ฮโย คือ พ่อหลีกเจ้าหน้าที่ … เป็นเหตุการณ์ในวันแต่งงาน”

ตัวอย่างที่ 2 ชื่อว่า ปอ ทปลี ฮโย … แปลว่า พ่อ กลัว เจ้าหน้าที่

ตัวอย่างที่ 3 ชื่อว่าปอ จิ ฮโย … แปลว่า พ่อ วิ่งหนี เจ้าหน้าที่

พฤ เล่าว่า ชื่อแรก ปอแปล๊ะฮโย มาจากเหตุการณ์ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านหนึ่งกำลังจะจัดงานแต่งงานซึ่งต้องมีการฆ่าหมู แต่ระหว่างนั้นมีชาวบ้านที่เพิ่งกลับขึ้นมาบนดอย รีบมาเล่าให้ฟังว่า เขาเห็นเจ้าหน้าที่กำลังพักแรมระหว่างขึ้นดอยมาเก็บภาษี เมื่อเจ้าของงานแต่งทราบเรื่อง ก็กลัวว่าอาจต้องถูกเก็บภาษีหัวหมู 30 บาท เขาก็เลยต้องยอมเลื่อนงานแต่งงานออกไปก่อน ทั้งที่ดูฤกษ์ดูยามไว้แล้ว

ลูกคนแรกของเขา จึงได้ฉายาชื่อ ปอแปล๊ะฮโย แปลว่า พ่อของนายหลีกทางให้เจ้าหน้าที่…ก็ขนาดจะแต่งงาน ยังต้องยอมเลื่อนวันเพราะกลัวเจ้าหน้าที่มาเก็บภาษีหัวหมู บางงานที่ไม่รู้ล่วงหน้า เลื่อนไม่ทัน ชาวบ้านก็ต้องแบกหัวหมู แบกเหล้าวิ่งเอาไปแอบเพื่อไม่ให้เสียภาษี

แล้วถ้าเจ้าหน้าที่รัฐ มาเดินสำรวจ มาบอกให้ลงชื่อเข้าร่วมโครงการ มาบอกว่าถ้าไม่ลงชื่อจะไม่ได้สิทธิทำกินอีกต่อไป … คนกะเหรี่ยง คนชาติพันธุ์ จะทำอย่างไร

จึงเป็นทั้งคำถามและข้อเรียกร้องทิ้งท้ายของ “พฤ” ที่หวังจะช่วยทำให้พวกเขาได้รับความยุติธรรมมากขึ้น

รายงานโดย : สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา สื่อมวลชนอิสระ

อ่านข่าว : คดีสูญหาย (พริก) "กะเหรี่ยง" ชำแหละวิถีคน "หนองหญ้าปล้อง"

ชีวิตคนในป่าถูกกฎหมาย "ขับไล่" Last Karen (Life) ร้องขอ หลบหนี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

แจ้งความแล้ว ปม "ทนายดัง" ล่วงละเมิดหญิง 18 ปี

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประกันสังคมลงทุน "TU Dome" คุ้มหรือไม่ ?

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไทยเป็นสวรรค์ฟอกเงิน เหตุบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ-รัฐหวงข้อมูล

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ททท.ยืนยันภาพจริง ไม่ใช่ AI "ลิซ่า" โปรโมตท่องเที่ยว "ทะเลบัวแดง"

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...