ไทยเป็นสวรรค์ฟอกเงิน เหตุบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ-รัฐหวงข้อมูล
วงเสวนา Policy Watch Connect 2026 ชี้ทุนเทาฝังรากลึกในเศรษฐกิจไทย จนกลายเป็นสวรรค์ของการฟอกเงิน เหตุบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ ภาครัฐหวงข้อมูล เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ จนสู้ตามไม่ทันอาชญากรรมในโลกยุคดิจิทัล นักวิชาการเสนอเชื่อมข้อมูลเรียลไทม์ บังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นจริงจัง พร้อมตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายเบื้องต้น
เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 68 ในงานสัมมนาวิเคราะห์นโยบาย Policy Watch Connect 2026 หัวข้อเรื่อง “Policy Forum สกัดเส้นเงิน ทุนสีเทา” ที่สัปปายะสภาสถาน (อาคารรัฐสภา) รศ. นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ไทยมีปัญหาเรื่องทุนเทามาเป็นระยะเวลานาน โดยมีขนาดใหญ่ติดอันดับ 10 ประเทศแรกของโลก หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สะท้อนว่าระบบเศรษฐกิจของไทยมีการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ สามารถทำเรื่องผิดกฎหมายได้ง่าย แม้ไทยจะมีกฎหมายฟอกเงินแล้วก็ตาม แต่การบังคับใช้ยังน้อยทุกเรื่อง ถือเป็นสวรรค์ของการฟอกเงิน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ อสังหาริมทรัพย์ เปิดร้านค้าบังหน้า หรือประกอบธุรกิจที่ไม่เป็นจุดเด่นของคน
สมัยก่อนการฟอกเงินทำได้ยาก แต่ปัจจุบันเมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล การก่ออาชญากรรมในปัจจุบันก็ก้าวกระโดดตาม ทั้งหลอกลวงและฟอกเงินในเวลาเดียวกัน จากการโอนย้ายเงินหลาย ๆ รอบผ่านตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและนำออกนอกประเทศ ก่อนนำกลับเข้าประเทศใหม่เพื่อฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ต่าง ๆ เพราะระบบการเงินในปัจจุบันทำได้รวดเร็ว จึงทำให้การฟอกเงินทำได้รวดเร็วด้วยเช่นกัน
รศ. นวลน้อย เสนอวิธีการป้องกันทุนเทา นอกเหนือจากการทำ โอเพนดาต้า (Open data) คือ ต้องแชร์ข้อมูลเรียลไทม์ของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะป้องกันได้ เพราะหากภาคธุรกิจและภาครัฐยังคงหวงข้อมูล อาจจะไม่สามารถสู้กับกลุ่มทุนเทาได้อีกต่อไป เพราะทุนเทาในปัจจุบันได้ยกระดับกลายเป็นอุตสาหกรรม มีการแบ่งงานกันทำ และซื้อขายทรัพยากรได้ทุกอย่างในตลาด หากจะต้องสู้กับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แบบนี้ จะต้องไม่ใช้วิธีคิดแบบเดิม เนื่องจากสแกมเมอร์คิดกันในระดับเป็นวินาที แต่ราชการไทยคิดนานเป็นสัปดาห์
นอกจากนี้ นักวิชาการจุฬาฯ ยังเสนอให้มีการตั้งกองทุนเยียวยา โดยกองทุนนี้ใช้แหล่งจากเงินใน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ยึดมาแล้วหาเจ้าของไม่เจอ เงินประกันความเสี่ยงจากภาคธนาคาร แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โทรคมนาคม รวมถึงรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายในเบื้องต้น แต่ผู้เสียหายจะต้องให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ไปสืบสวนคดีต่อไป
สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน ระบุว่า ปัจจุบันทุนเทาได้มีการฟอกเงินในตลาดหุ้นผ่าน 2 รูปแบบ คือ 1. ฟอกเงินแบบดั้งเดิม ด้วยการแปลงเป็นหุ้นสะอาด ซึ่งตรวจพบได้ด้วยอำนาจกฎหมายฟอกเงินที่กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานข้อมูลน่าสงสัยตั้งแต่โบรกเกอร์รับลูกค้าเข้าระบบ โดยต้องรู้ว่าเป็นใครมาจากไหน มีรายได้เท่าไหร่ หากพบธุรกรรมการเงินที่สูงผิดปกติต้องรายงานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ 2. มีการพยายามสร้างเครื่องฟอกเงินแบบถาวร ผ่านการใช้บริษัทในตลาดหุ้นเป็นฐาน และเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ เช่น หากเข้าไปถือหุ้นใหญ่จนกลายเป็นเจ้าของธนาคาร ก็จะมีอำนวจควบคุมสั่งการธนาคารได้เบ็ดเสร็จ ช่วยให้เคลื่อนย้ายเงินเทาได้ง่ายโดยไม่มีใครสงสัย ซึ่งตอนนี้มีความพยายามในการทำเรื่องดังกล่าวเข้าไปเป็นหุ้นส่วนมีอำนาจสั่งการธนาคารในตลาดหุ้น
ขณะเดียวกันแม้ธนาคารจะเป็นธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด และเชื่อว่าโดยหลักแล้วเจ้าหน้าที่ธนาคารย่อมมีความรู้ความเข้าใจในกฎเกณฑ์เป็นอย่างดี แต่คำถามคือหากมีธนาคารที่บังคับใช้มาตรการอย่างหละหลวม จะแยกแยะได้อย่างไรว่าธนาคารใดมีการกำกับดูแลที่รัดกุมและธนาคารหละหลวม หรือกรณีเลวร้านกว่านั้นอาจมีธนาคารที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับคนฟอกเงิน ตรงนี้จะแยกออกออกได้อย่างไร ทั้งนี้แม้มีเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่อย่างถูกต้องจริง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ มีคนส่วนน้อยที่ละเลยหน้าที่ ไม่ว่าจะเกิดจากความหละหลวมขององค์กร หรือสมคบคิดกับกลุ่มฟอกเงิน เหตุใดบุคคลเหล่านี้จึงยังสามารถลอยนวลและไม่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนอย่างจริงจัง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ธนาคารมีหน้าที่สำคัญต้องรายงานข้อมูล ปปง. ตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งที่ผ่านมาสังคมอาจให้ความสำคัญเฉพาะผู้เสียหายหรือบุคคลฟอกเงิน แต่กลับมองข้ามเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เป็นตัวกลาง
พ.ต.อ. สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎรและอดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ระบุว่า สิ่งที่พบจากปัญหาในการปราบปรามการฟอกเงิน คือ หลายหน่วยงานรัฐ มักจะมุ่งไปที่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุทั้งหมด เช่น ปิดบัญชีม้า จับคนร้าย ยึดทรัพย์สิน เป็นต้น จึงอยากให้ภาครัฐมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ตัวอย่าง บัญชีม้า ไม่ได้ใช้ในเรื่องสแกมเมอร์อย่างเดียว แต่ยังถูกใช้ในเรื่องทุกจริตต่างๆ ด้วย ดังนั้นต้องหาวิธีป้องกันที่ต้นเหตุด้วยการไม่ให้เกิดบัญชีม้า
ทั้งนี้หน่วยงานรัฐยังมีปัญหาในกระบวนการทำงาน เช่น ประชุมความร่วมมือตั้งคณะทำงานคอนเนคเดอะดอท (Connect the Dots) เพื่อสกัดทุนเทา แต่เมื่อไปคุยนอกรอบกลับไม่ได้รับความร่วมมือ โดยบางหน่วยงานอ้างว่าข้อมูลเป็นความลับ หรือติดกฎหมายอื่น ๆ ไม่สามารถแชร์ข้อมูลให้ได้ ขณะเดียวกันบางหน่วยเข้าใจการทำงานของตนเอง แต่ไม่เข้าใจว่าหน่วยงานอื่นทำงานอย่างไร
ภาครัฐยังมีปัญหาเรื่องเขียนกฎหมายไม่ครบ ตัวอย่าง พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่แก้มาแล้ว 2 ฉบับ ซึ่งตอนเขียนกฎหมายไม่ได้คิดว่าปัญหาของผู้เสียหายคืออะไร โดยกฎหมายนี้มีการตั้งศูนย์ AOC 1441 สายด่วนภัยออนไลน์ แต่กลับมีปัญหาเรื่องอำนาจสอบสวนของตำรวจที่มีการโยนกันไปมาหลายพื้นที่ เป็นต้น
ความไม่โปรงใสในการทำงาน กรณีคดีการฉ้อโกงบริษัท STARK มีผู้เสียหายไปลงทุนในกองทุน LTF ที่มีการลงทุนในบริษัทนี้ แต่ตอนเกิดเรื่องบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในกองทุนดังกล่าว กลับขายหุ้นในราคาต่ำจนทำให้ขาดทุน จนมีการตั้งกรรมการสอบ ผลออกมา บลจ. ดังกล่าวผิดจริง โดนลงโทษปรับเงิน 2 ล้านบาท ในขณะที่มีความเสียหายหลายพันล้านบาท ผู้เสียหายไม่พอใจจึงร้องเรียนคณะกรรมาธิการ เพื่อขอดูคำวินิจฉัยหน่วยงานกำกับดูแล แต่กลับไม่ได้รับการเปิดเผยอ้างเหตุผลเป็นความลับ
นอกจากนี้ยังมีปัญหาการนำเงินมาคืนผู้เสียหายจากกระบวนการที่ล่าช้า เพราะต้องรอคดีสิ้นสุดก่อน และปัญหาการโอนเงินของคนต่างชาติที่ไม่รู้แหล่งที่มา แต่เจ้าที่กลับจับกุมหรืออายัดเงินของพ่อค้าแม่ค้าที่สุจริต
สุกท้ายการกำกับดูแลสถาบันการเงินต้องมีความเข้มข้นและจริงใจในการแก้ไขปัญหา โดยเข้าไปแก้เรื่องการเปิดบัญชีม้า การแสดงตัวตนและการเปิดเผยข้อมูลลูกค้า ซึ่งอยู่ในกฎหมายฟอกเงิน หากบังคับใช้เข้มข้น ก็สามารถอายัดบัญชีป้องกันการเปิดบัญชีม้าได้ มา
ปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา กล่าวว่า ไทยได้กลายเป็นสวรรค์ของเงินฟอกแล้ว โดยจากข้อมูลของ 6 หน่วยงานกำกับดูแล พบว่าในปี 68 ที่ผ่านมามีหลายแสนคดีที่เกิดขึ้น ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท และสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ซึ่งการป้องกันไม่ให้มีฟอกเงิน ต้องเริ่มจากผู้บังคับใช้กฎหมาย โดยที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งข้อมูลให้ ปปง. แต่พบกว่าหน่วยงานรัฐกลับดำเนินการต่อไม่ได้ เพราะขาดกำลังคน ในขณะที่มีคดีหลายแสนคดี ดังนั้นต้องหาเครื่องมือไปช่วยเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกัน กมธ.จะเข้าไปเร่งรัดหน่วยงานกำกับดูแลบังคับใช้กฎหมายให้เร็วขึ้น เช่น ปปง.ต้องยึดทรัพย์ทันที หรือ ก.ล.ต. เร่งดำเนินคดีให้รวดเร็ว ห้ามทิ้งนานเป็นปี