อ่านเกมภาษีทรัมป์ โลกการค้ายังเผชิญเสี่ยงมาตรการภาษีชุดใหม่
นายศุภณัฎฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์ถึงมาตรการภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นอันสิ้นสุดลง หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวโดยอ้างกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต คำตัดสินนี้ส่งผลให้มาตรการอื่นที่อาศัยฐานกฎหมายเดียวกันเป็นโมฆะไปด้วย ทั้งมาตรการภาษีที่ใช้กดดันจีน เม็กซิโก และแคนาดาให้ปราบปรามสารตั้งต้นยาเสพติดเฟนทานิล และมาตรการลงโทษทางภาษีต่อบราซิลจากกรณีดำเนินคดีกับอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร
จากนั้น ทรัมป์ตอบโต้คำพิพากษาดังกล่าวด้วยการประกาศสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มทันที 10% กับทุกประเทศ และไม่เพียงไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ก็ประกาศในโซเชียลมีเดียว่าจะเพิ่มเป็น 15% โดยใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีเพิ่มได้ไม่เกิน 15% เพื่อรับมือกับปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศที่รุนแรง มาตรการนี้มีอายุสูงสุด 150 วัน และหากต้องการขยายต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริงโดยเฉลี่ย (effective tariff rate) ของสหรัฐฯ ซึ่งเคยอยู่ที่ราว 16% ในเดือนมกราคมก่อนคำตัดสินของศาลสูงสุด ได้ลดลงเหลือประมาณ 9.1% หลังการยกเลิกมาตรการเดิม ก่อนจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 13.7% ภายหลังการบังคับใช้ภาษีภายใต้มาตรา 122
ไทยได้อานิสงส์ระยะสั้น จากการปรับเปลี่ยนภาษีทรัมป์
การใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 122 แทนภาษีตอบโต้เป็นผลดีกับไทยอย่างน้อยในระยะสั้น เนื่องจากช่วยลดภาระภาษีจากราว 19% เหลือ 15% และการกำหนดอัตราเดียวกับทุกประเทศยังทำให้ความเสียเปรียบด้านภาษีของไทยลดลง เมื่อเทียบกับโครงสร้างภาษีตอบโต้เดิมที่เรียกเก็บแตกต่างกันตามประเทศ ซึ่งบางประเทศเสียภาษีเพิ่มเติมต่ำกว่าไทย เช่น ญี่ปุ่นถูกเรียกเก็บในกรอบไม่เกิน 15% และสิงคโปร์อยู่ที่ 10%
ในขณะเดียวกัน ไทยจะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมสำหรับสินค้าสำคัญ โดยประกาศประธานาธิบดีวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 กำหนดให้สินค้าที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีตอบโต้เกือบทั้งหมดได้รับการยกเว้นภายใต้มาตรา 122 ด้วย โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์แบบพกพา ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่าย (Router และ Network Switch) ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนราว 25% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2025
นอกจากนี้ การยกเว้นภาษีภายใต้มาตรา 122 ยังครอบคลุมสินค้าอื่น อาทิ กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีตอบโต้เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ สินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 232 ของ Trade Expansion Act (ดูตารางที่1) ทั้งนี้ อัตราภาษีภายใต้มาตรา 232 ยังคงอยู่ในระดับเดิมเท่ากับช่วงก่อนคำตัดสินของศาล
อานิสงส์อีกประการที่ไทยได้รับคือการยกเว้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมสำหรับสินค้าในบัญชี Potential Tariff Adjustments for Aligned Partners (PTAAP) ซึ่งเดิมจัดทำขึ้นเพื่อผ่อนปรนให้ประเทศที่มีข้อตกลงกับสหรัฐฯ ครอบคลุมสินค้าเกษตร แร่สำคัญ อากาศยานและชิ้นส่วนบางประเภท รวมถึงยาสามัญและวัตถุดิบการผลิต การขยายรายการยกเว้นครั้งนี้จึงทำให้ไทยได้รับประโยชน์ด้วย แม้ยังไม่มีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี ผลบวกของการยกเว้นภาษีในกลุ่มสินค้าบัญชี PTAAP ต่อการส่งออกไทยน่าจะมีค่อนข้างจำกัด โดยหากไม่นับกลุ่มชิ้นส่วนอุตสาหกรรมการบินซึ่งไทยมีบทบาทน้อย มูลค่าส่งออกสินค้าไทยที่เข้าข่ายยกเว้นภาษีอยู่ราว 1.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 หรือเพียงประมาณ 2.86% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด
รายการกลุ่มสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 232 และได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 122 ประกอบด้วย เหล็กกล้าและอะลูมิเนียม อัตราภาษี 50% (ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่จะถูกเก็บภาษี 50% สำหรับส่วนที่เป็นโลหะทั้งสอง) / ทองแดง ภาษี 50% /รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ภาษี 25% /รถบรรทุกขนาดกลางและหนัก และรถโดยสาร ภาษีรถบรรทุกและชิ้นส่วน 25% และรถโดยสาร 10% /ไม้และไม้แปรรูป ภาษี 10% /เฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ ภาษี 25-30% /อุปกรณ์แต่งบ้านบางรายการ ภาษี 25-30% และชิบชั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง อัตรา 25% (แต่มีข้อยกเว้นให้ภาษีเป็น 0% เช่น ใช้งานใน Data Center หรือกิจกรรมวิจัยและพัฒนาในสหรัฐฯ)
เมื่อเปรียบเทียบอัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริงก่อนและหลังจากคำตัดสินของศาลสูงสุดและการประกาศใช้ภาษีมาตรา 122 จะพบว่าอัตราภาษีที่ไทยถูกเรียกเก็บลดลงราว 2% ใกล้เคียงกับมาเลเซีย (ลดลง 1.7%) แต่น้อยกว่าเวียดนาม (ลดลงราว 2.8%) ประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือจีนและบราซิล ซึ่งเดิมเผชิญอัตราภาษีที่แท้จริงสูงกว่าประเทศอื่น ในทางตรงก้นข้าม ประเทศที่เดิมถูกเรียกเก็บภาษีในระดับต่ำ เช่น สหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ ต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่แท้จริงเพิ่มขึ้นราว 1–2 %
ภาพที่ 1 อัตราภาษีที่แท้จริงที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการยกเลิกภาษีตอบโต้และการประกาศใช้ภาษีมาตรา 122 แทน (ถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนมูลค่าการส่งออกของสินค้าแต่กลุ่มปี 2024)
โลกการค้า-ไทยยังเผชิญมาตรการภาษีชุดใหม่ของสหรัฐฯ
แม้มาตรการภาษีตามมาตรา 122 จะผ่อนคลายกว่าภาษีตอบโต้สำหรับหลายประเทศรวมถึงไทย แต่แนวโน้มข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์กำลังเตรียมมาตรการภาษีชุดใหม่เพื่อกดดันประเทศคู่ค้า โดยอาศัยเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ซึ่งแม้จะมีขั้นตอนและข้อจำกัดมากกว่า IEEPA และไม่สามารถดำเนินการได้กว้างหรือรวดเร็วเท่าเดิม แต่ก็อาจสร้างผลกระทบได้อย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางหนึ่งคือการขยายการเก็บภาษีสินค้านำเข้าภายใต้มาตรา 232 ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าหลายรายการอยู่ระหว่างการสอบสวนว่าอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เช่น เครื่องจักรอุตสาหกรรมและหุ่นยนต์ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เวชภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง และอุปกรณ์การแพทย์ และเป็นได้ว่าสหรัฐฯ จะเปิดการสอบสวนสินค้ารายการอื่นเพิ่มเติม และเรียกเก็บภาษีในอัตราสูง
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ใช้อำนาจตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อสอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า เช่น กำลังการผลิตล้นเกิน การเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลของสหรัฐฯ รวมถึงภาษีบริการดิจิทัล มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 จะมีอายุ 4 ปีและสามารถต่ออายุได้ ทั้งนี้ เนื่องจากมาตรา 301 ต้องผ่านกระบวนการสอบสวน จึงมักถูกใช้แบบเจาะจงประเทศที่มีพฤติกรรมการค้าไม่เป็นธรรม มากกว่าการหว่านแหทั่วโลกแบบ IEEPA ทำให้มีแนวโน้มว่าสหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการในลักษณะเจาะจงต่อประเทศที่ถูกมองว่ามีปัญหาก่อน
ไทยมีความเสี่ยงที่อาจจะติดอยู่ในกลุ่มเป้าหมายลำดับต้นๆของมาตรการนี้ เนื่องจากถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเกินดุลการค้าสูงหรือ Dirty 15 ถูกจับตามองด้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในรายงาน Special 301 ถูกระบุว่ามีปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯหลายรายการในรายงาน National Trade Estimate (NTE) ของ USTR และอาจถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นทางผ่านให้สินค้าจีนสวมสิทธิ์เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ
อีกทางเลือกหนึ่งที่สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เคยกล่าวถึงคือ มาตรา 338 ของ Smoot-Hawley Tariff Act ปี 1930 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ “เมื่อใดก็ตามที่เขาพบเป็นข้อเท็จจริง” (“whenever he shall find as a fact”) ว่าประเทศนั้นเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือกำหนดข้อจำกัดที่ไม่สมเหตุสมผล หรือมีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติต่อการค้าสหรัฐฯ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสอบสวนของหน่วยงานรัฐ ทั้งนี้สามารถเรียกเก็บภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 50%
เครื่องมือนี้ถือว่าใกล้เคียง IEEPA มากที่สุด หากสามารถนำมาใช้ได้ ก็เป็นไปได้ว่าโครงสร้างภาษีนำเข้าจะกลับไปสู่ระดับเดิมก่อนคำตัดสินของศาล อย่างไรก็ตาม มาตรานี้ไม่เคยถูกใช้มาก่อน จึงมีความเสี่ยงถูกท้าทายทางกฎหมายเช่นกัน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังสามารถกดดันคู่ค้าให้เปิดตลาดหรือเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากตนได้โดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ เพียงแค่ทบทวนหรือยกเลิกการยกเว้นภาษีสินค้าบางรายการสำหรับบางประเทศ สำหรับไทย ความเสี่ยงสำคัญคือการถอดกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยออกจากรายการยกเว้นภาษีตามมาตรา 122
ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ กับคู่ค้าตกอยู่ในสภาวะคลุมเครือ
ข้อตกลงการค้าที่สหรัฐฯ เจรจากับหลายประเทศกำลังอยู่ในภาวะไม่ชัดเจน เนื่องจากบางเงื่อนไขผูกกับโครงสร้างภาษีภายใต้ IEEPA ตัวอย่างเช่น กรณีอินโดนีเซียที่ยอมยกเลิกอุปสรรคภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ กว่า 99% และจะลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี แลกกับการคงอัตราภาษีตอบโต้ไว้ที่ 19% และการได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีสำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มบางรายการ โดยสหรัฐฯ จะลดภาษีตอบโต้เหลือ 0% สำหรับปริมาณที่ตกลงกัน ซึ่งการกำหนดปริมาณดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับว่าระดับการใช้ฝ้ายและเส้นใยสังเคราะห์จากสหรัฐฯ เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าสิ่งทอดังกล่าว เมื่อภาษีภายใต้ IEEPA ถูกยกเลิก เงื่อนไขของดีลที่อ้างอิงโครงสร้างดังกล่าวจึงอยู่ในภาวะคลุมเครือว่ามีผลต่อไปหรือจำเป็นต้องปรับรูปแบบใหม่
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถปรับข้อตกลงดังกล่าวให้เข้ากับมาตรา 122 ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เลขที่ 14346 ไม่ได้ถูกยกเลิก ซึ่งเป็นคำสั่งที่ให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์และ USTR ดำเนินการเพื่อทำให้ข้อตกลงการค้าและความมั่นคงมีผล ดังนั้น หน่วยงานทั้งสองอาจเจรจาปรับเงื่อนไขการค้ากับคู่ค้าได้โดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าว
ไทยควรรอดูทิศทางก่อนเจรจากับสหรัฐฯ
ไทยยังไม่บรรลุข้อตกลงทางการค้าสุดท้ายกับสหรัฐฯ มีเพียงการลงนามกรอบข้อตกลงเบื้องต้นเท่านั้น แต่การเร่งเจรจาในช่วงนี้ทำได้จำกัด เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความคลุมเครือทั้งในด้านเครื่องมือทางภาษีที่สหรัฐฯ จะใช้หลังมาตรา 122 ครบระยะเวลา และสถานะของข้อตกลงการค้า ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยซึ่งตอนนี้อยู่ในสถานะรักษาการ ทำให้มีข้อจำกัดในการทำความตกลงระหว่างประเทศ โดยสามารถเดินหน้าได้เพียงการหารือในระดับเจ้าหน้าที่ ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงควรติดตามท่าทีของสหรัฐฯ และผลการเจรจากับประเทศคู่แข่งอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้กำหนดกลยุทธ์การเจรจาในระยะต่อไปเมื่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วเสร็จ
รัฐบาลรักษาการและหน่วยงานรัฐควรเร่งดำเนินการคือการลดความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกใช้มาตรการภาษีแบบเจาะจง เช่น มาตรการภาษีตามมาตรา 301 ซึ่งหากไทยถูกดำเนินมาตรการ ในขณะที่ประเทศคู่แข่งไม่ถูกกระทบ จะทำให้เสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น ไทยควรเร่งแก้ไขประเด็นที่สหรัฐฯ อาจใช้เป็นเหตุในการดำเนินมาตรการดังกล่าว ซึ่งการปรับปรุงเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนอุปสรรคการค้าที่ไม่ใช่ภาษีซึ่งสร้างต้นทุนโดยไม่จำเป็นต่อผู้ผลิตในประเทศและบั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน การยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อปิดช่องโหว่การสวมสิทธิทางการค้า
America First ไม่จบ เตือนไทยเสี่ยงกดดันการค้า–การลงทุนระยะยาว
นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติการใช้อำนาจตามกฎหมาย “International Emergency Economic Power Act (IEEPA)” ส่งผลให้ภาษีที่สหรัฐฯ เคยเก็บผ่านช่องทาง ต้องถูกยกเลิกทั้งหมดทันที ทำให้ อัตราภาษีจริง จะลดลงจาก 13.6% เหลือราว 6.0–6.5%
ขณะที่ภาษีเฉพาะบางอุตสาหกรรม (Sectoral Tariff) ที่ไม่ได้อิง IEEPA จะยังคงอยู่ทั้งหมด เช่น ภาษีนำเข้าเหล็ก–อลูมิเนียม 25–50% ทองแดง 50% รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 25% ชิ้นส่วนยานยนต์ 10–25% รถบรรทุก 10–25% และผลิตภัณฑ์ไม้ 10–50%
ทั้งนี้ TISCO ESU มองว่า การตัดสินของศาลฎีกาในครั้งนี้ เป็นการจำกัดขอบข่ายอำนาจ และความคล่องตัวของ ทรัมป์ แต่ยังไม่ใช่จุดจบของการดำเนินนโยบาย America First เพราะทันทีหลังคำตัดสินเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์ได้ตอบโต้โดยการใช้อำนาจฝ่ายบริหารตาม มาตรา 122 ขึ้นภาษี 10% กับทุกประเทศ เป็นเวลา 150 วัน มีผลวันที่ 24 ก.พ.–23 ก.ค. 2026 ยกเว้นบางสินค้า เช่น แร่หายาก ทองคำ พลังงาน สินค้าเกษตรบางประเภท เช่น เนื้อวัว ส้มและมะเขือเทศ ผลิตภัณฑ์ยาและส่วนประกอบทำยา สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท และยานพาหนะบางประเภท
แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะประกาศเก็บภาษีใหม่ แต่ ประเมินว่าอัตราภาษีที่เรียกเก็บจริง (Effective Tariff Rate) จะอยู่ที่ราว 10% เนื่องจากยังมีการเว้นภาษีหลายรายการ และมีความเสี่ยงว่าภาษีอาจถูกยกเลิกหลังครบกำหนด 150 วันจากแรงคัดค้านภายในพรรครีพับลิกันเอง ต่อมาในวันที่ 21 ก.พ. 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์ยังส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นภาษีเป็น 15% อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่เรียกเก็บจริงจะอยู่ที่ 12% ซึ่งยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำตัดสิน
จับตาภาษี 1.7 แสนล้านดอลลาร์ ที่จะถูกเวรคืน
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือการพิจารณาเวรคืนภาษีนำเข้าที่รัฐบาลจัดเก็บจาก IEEPA ในช่วงปี 2568-20 ก.พ. 2569 รวมมูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 65% ของรายรับจากภาษีศุลกากรทั้งหมด และคิดเป็น 0.5% ของ GDP สหรัฐฯ โดยยังต้องรอคำวินิจฉัยว่า จะคืนภาษีแบบใด เช่น คืนเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย 6–7% ต่อปี หรือให้ผู้ประกอบการยื่นเรื่องตามขั้นตอนศาล ซึ่งอาจส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ราว 0.3-0.5ppt ของ GDP ในปี 2569 โดยกระทรวงการคลังอาจจำกัดความเสี่ยงด้านสูงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยการเลือกออกตั๋วเงินคลัง (T-bills) เพื่อนำเงินมาชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการที่เสียภาษีไปในช่วงก่อน
การบังคับใช้มาตรา 122 ทำให้ความได้เปรียบ–เสียเปรียบด้านภาษีของประเทศคู่ค้าหลักเปลี่ยนไป เช่น จีนและอินเดียที่เคยถูกเก็บภาษีสูงจะกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศอื่นมากขึ้น ขณะที่อังกฤษที่เคยได้สิทธิภาษีต่ำก็สูญเสียข้อได้เปรียบเดิม ส่งผลให้จีนมีโอกาสเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรงมากขึ้น นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังมอบอำนาจให้ USTR ใช้ มาตรา 301 ตรวจสอบการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลต่อคู่ค้ารายใหญ่ทั่วโลก รวมถึง ไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และอังกฤษ ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าสมรภูมิการแข่งขันทางการค้ากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
เศรษฐกิจไทย บวกระยะสั้น แต่เสี่ยงระยะยาว
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย ประเมินว่า ไทยอาจได้รับผลบวกบ้างในระยะสั้นจากการที่อัตราภาษีลดลงจาก 19% มาอยู่ที่ 15% แต่ต้องติดตามอย่างละเอียดในแต่ละรายสินค้า เช่น เนื้อไก่ อาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น เนื่องจากในครั้งนี้ ทุกประเทศจะถูกคิดภาษีในอัตราที่เท่ากัน ทำให้แต้มต่อที่ไทยเคยมีในบางสินค้าที่ไทยถูกจัดเก็บในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าคู่แข่งก็จะหายไป
ขณะเดียวกัน สินค้าจากประเทศจีนก็จะได้รับอานิสงส์จากอัตราภาษีที่ลดลงด้วย ทำให้ความจำเป็นในการใช้ไทยเป็นฐานการส่งออก (Transshipment) โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าอาจลดลง จึงมีแนวโน้มกระทบต่อทิศทางการค้า การลงทุนในระยะข้างหน้า ส่วนความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในช่วง 150 วันข้างหน้า และปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ อาจเป็นอีกแรงกดดันที่ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชนของไทยได้
อ่านข่าว:
“ภาษีทรัมป์” สั่นคลอนการค้าโลก เศรษฐกิจสหรัฐฯเสี่ยงชะลอตัว
"ภาษีทรัมป์" ดันนำเข้ากลุ่มอาหารเพิ่ม พาณิชย์ย้ำ เจรจาการค้าต้องเดินต่อ
“ทรัมป์” เดือดขึ้นภาษีใหม่จากเดิม 10% เป็น15 % ทั่วโลกมีผลทันที