โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ถกแก้ ‘พ.ร.บ.บัตรทอง’ ย้ำ ต้องรักษาสิทธิพื้นฐาน ไม่ผลักภาระประชาชนต้องจ่าย เมื่อเจ็บป่วย

Thai PBS

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

‘ปธ.องค์กรแพทย์ฯ ชมรม รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป ภาคเหนือ’ มอง แก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ไม่ใช่การลดทอนสิทธิ ชี้ ปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบ ไม่ยึดติดแค่คำว่า “ร่วมจ่าย” ยัน กฎหมายเปิดช่องบริการที่อยู่นอกเหนือสิทธิประโยชน์พื้นฐาน ด้าน ‘สภาผู้บริโภค’ ชวนจับสัญญาณแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ชี้ หลายฝ่ายเห็นพ้อง ปัญหา รพ.ขาดงบฯ ภาระงานบุคลากร ความแออัดการให้บริการ ต้องแก้ที่การบริหาร มากกว่าแก้กฎหมาย ย้ำ การมีส่วนร่วม ไม่กระทบสิทธิประโยชน์พื้นฐาน

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 สภาผู้บริโภค จัดเวทีเสวนา “จับสัญญาณ! แก้ กม.บัตรทอง = ล้ม 30 บาท ถอยหลังสู่ระบบอนาถา ?” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ท่ามกลางความกังวลว่า การแก้กฎหมายอาจกระทบทั้งสิทธิของประชาชนและกลไกสำคัญของระบบบัตรทอง

โดยตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เห็นตรงกันว่า ปัญหาโรงพยาบาลขาดงบฯ บุคลากรมีภาระงานสูง และความแออัดในการรับบริการ ควรแก้ด้วยการบริหารจัดการงบประมาณและปรับระบบบริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ มากกว่าการแก้กฎหมาย ในส่วนที่อาจกระทบต่อหลักประกันสุขภาพของประชาชน

ภาพ: สภาผู้บริโภค

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ ย้ำถึง 4 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในประเด็นนี้ คือ

  • การเปิดทางให้ประชาชนต้องจ่ายเงินเพิ่มเมื่อเข้ารับการรักษา ซึ่งเสี่ยงทำให้การเข้าถึงบริการขึ้นอยู่กับกำลังจ่าย

  • การลดบทบาทของภาคประชาชนในคณะกรรมการบัตรทอง

  • การเพิ่มอำนาจให้รัฐมนตรีเข้ามาสั่งการ สปสช. มากขึ้น

  • การเปิดช่องให้นำเงินกองทุนไปจ่ายค่าใช้จ่ายประจำของโรงพยาบาล เช่น เงินเดือน ค่าน้ำค่าไฟ หรือสิ่งก่อสร้าง ซึ่งอาจทำให้งบสำหรับดูแลรักษาประชาชนลดลง

ทั้งนี้หากจะแก้ไขกฎหมาย ต้องไม่ทำให้หลักประกันของประชาชนถอยหลัง โดยประชาชนทุกคนต้องได้รับบริการที่มีมาตรฐานและเท่าเทียม ไม่มีการเรียกเก็บเงินจนเป็นอุปสรรคต่อการรักษา ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง และเงินกองทุนบัตรทองต้องถูกใช้เพื่อจัดบริการสุขภาพให้ประชาชนเป็นหลัก

มองแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง “เหมือนจ่ายยาผิดตัว รักษาผิดโรค”

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ระบุว่า วิกฤตระบบบริการสุขภาพขณะนี้มีปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1. โรงพยาบาลได้รับงบประมาณไม่เพียงพอกับภาระงาน 2. บุคลากรทางการแพทย์อ่อนล้าจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุและมีผู้ป่วยโรคเรื้อรังมากขึ้น และ 3. ประชาชนต้องรอรับบริการนาน และบางส่วนได้รับบริการที่ลดลงจากเดิม

การแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง ไม่ใช่คำตอบของปัญหา เพราะไม่ได้ทำให้โรงพยาบาลมีงบประมาณเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดภาระของแพทย์และพยาบาล และไม่ได้ทำให้ประชาชนรอคิวน้อยลง จึงเปรียบเสมือนการ “จ่ายยาผิดตัว รักษาผิดโรค” ขณะที่โครงสร้างของกฎหมายปัจจุบันยังมีระบบคานและถ่วงดุลระหว่างผู้ให้บริการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมอยู่แล้ว

ทางออกที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การปรับระบบบริการสุขภาพทั้งระบบ ก่อนปรับการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกัน โดยเสนอให้พัฒนาระบบหมอประจำครอบครัว หรือ Smart Family Clinic เพื่อกระจายผู้ป่วยนอกออกจากโรงพยาบาลใหญ่ ลดความแออัดและเพิ่มพื้นที่สำหรับผู้ป่วยใน ควบคู่กับการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน ซึ่งจะช่วยลดการใช้เตียงผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (ICU) ลดต้นทุนโรงพยาบาล ลดภาระบุคลากร และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้รวดเร็วขึ้น พร้อมฝากให้ทุกพรรคการเมืองนำแนวคิดการจัดระบบบริการสุขภาพใหม่ไปพัฒนาเป็นนโยบายที่ชัดเจน

หากประเทศไทยสามารถจัดระเบียบระบบบริการสุขภาพใหม่ได้ จะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าการแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง ทั้งในมิติการลดต้นทุนของโรงพยาบาล ลดภาระและความเหนื่อยล้าของบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนลดระยะเวลาการรอรับบริการของประชาชน

หวั่นลดทอนสิทธิประโยชน์พื้นฐาน

นิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บอกว่า หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาจากข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือการปรับโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่บริหารกองทุนที่มีงบประมาณกว่า 270,000 ล้านบาทต่อปี โดยข้อเสนอเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการอีก 9 คน พร้อมลดสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิและภาคประชาชน อาจทำให้กลไกถ่วงดุลที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนไป ทั้งที่ตลอดเวลากว่า 20 ปี การบริหารงบประมาณส่วนกลางของกองทุนยังไม่เคยมีประวัติการทุจริต พร้อมชี้ว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้มีอำนาจต่อรองเพียงเสียงเดียว เนื่องจากเป็นหน่วยบริการหลักและได้รับงบประมาณบัตรทองส่วนใหญ่ของระบบอยู่แล้ว

อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ ข้อเสนอเปลี่ยนนิยามสิทธิของประชาชนเป็น“สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” ซึ่งมองว่าอาจเปลี่ยนหลักการสำคัญของระบบบัตรทอง จากเดิมที่ประชาชนได้รับความคุ้มครองการรักษาโดยทั่วไป เว้นแต่บริการที่กำหนดเป็นข้อยกเว้น ไปสู่การกำหนดว่าบริการใดเป็นสิทธิพื้นฐานและบริการใดอยู่นอกเหนือสิทธิ ซึ่งอาจกระทบต่อการรักษาบางประเภท รวมถึงอาจเปิดทางไปสู่ระบบร่วมจ่าย หรือ Co-payment และทำให้ประชาชนต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น

นิมิตร์ ยังย้ำว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีบทบาทสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำ และป้องกันครัวเรือนจากภาระค่ารักษาพยาบาลจนล้มละลาย ดังนั้น หากปัญหาปัจจุบันเกิดจากการบริหารจัดการหรือการจัดสรรงบประมาณ ก็ควรแก้ไขที่กลไกบริหารให้ตรงจุด มากกว่าการแก้กฎหมายในส่วนที่อาจกระทบทั้งสิทธิของประชาชนและโครงสร้างการถ่วงดุลของระบบ

ชี้ปัญหาระบบสุขภาพ ผูกโยงความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สื่อมวลชน คอลัมนิสต์ และนักวิเคราะห์การเมือง มองว่า ปัญหาระบบหลักประกันสุขภาพไม่ได้เกิดจากเรื่องงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่ภาระงานของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากจำนวนผู้ป่วย สังคมสูงอายุ และปัญหาสวัสดิการหรือค่าตอบแทนที่ล่าช้า จนเกิดความอึดอัดในระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการบริหารงบประมาณภายใต้นโยบาย“รักษาทุกที่” และบริการรับยาที่ร้านยา ซึ่งแม้มีเป้าหมายลดความแออัดของโรงพยาบาล แต่เมื่อใช้งบประมาณจากก้อนเดิมก็ทำให้หน่วยบริการบางแห่งรู้สึกว่าได้รับงบลดลง ทั้งยังมีข้อกังวลเรื่องการบันทึกข้อมูลเพื่อเบิกจ่ายที่อาจผิดปกติ และความขัดแย้งเรื่องการตรวจสอบการเบิกจ่าย โดยมองว่า สปสช. อยู่ในสถานะที่มีอำนาจต่อรองจำกัด เพราะไม่มีหน่วยบริการเป็นของตนเอง และยังต้องพึ่งโรงพยาบาลรัฐและคลินิกเอกชนจำนวนมากเพื่อรองรับประชาชน

สำหรับความยั่งยืนของระบบนั้น อธึกกิต เห็นว่า กองทุนบัตรทองซึ่งต้องดูแลประชาชนหลายสิบล้านคนจำเป็นต้องบริหารด้วยงบประมาณแบบมีเพดาน และเลือกใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างคุ้มค่า ไม่สามารถเป็นระบบปลายเปิดที่จ่ายได้ไม่จำกัด พร้อมเตือนว่า หากมีการปรับโครงสร้างกฎหมายหรือกลไกบริหารโดยเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายผู้ให้บริการมากเกินไป อาจกระทบเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว ดังนั้น ทุกฝ่ายควรก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต และร่วมกันรักษาหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ย้ำ “เสมอภาค-เท่าเทียม-เป็นธรรม” เสาหลักบัตรทองต้องรักษาไว้

ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายกิจการพิเศษ ก็ระบุว่า การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ควรถูกจับตาตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น โดยเห็นว่า บัตรทอง เป็นวาระแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับประชาชนตลอดช่วงชีวิต ขณะที่ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนหรืองบประมาณไม่เพียงพอสามารถแก้ไขได้โดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย แต่ควรปรับสูตรคำนวณงบประมาณระหว่าง สปสช. กับสำนักงบประมาณให้สอดคล้องกับภาระงาน และเปิดให้บอร์ด สปสช. สามารถจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณได้ตามความจำเป็น

สิ่งที่ต้องรักษาไว้ คือ “3 เสาหลัก” ของระบบบัตรทอง ได้แก่

  • การยืนยันว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเสมอภาคเป็นสิทธิ ไม่ใช่สวัสดิการที่รัฐหยิบยื่นให้

  • การมีตัวแทนผู้รับบริการเพื่อคานอำนาจและตรวจสอบผู้ให้บริการ

  • การจัดสรรงบประมาณตามจำนวนประชากรและภาระหน้าที่อย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้ระบบย้อนกลับไปสู่การจัดสรรงบประมาณแบบอุปถัมภ์

วิโรจน์ ยังเห็นว่า ความเห็นต่างและการถกเถียงในบอร์ดไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นกลไกปกติของการถ่วงดุลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

ส่วนข้อเสนอเรื่องการร่วมจ่ายนั้น วิโรจน์ เตือนว่า ต้องแยกจากแนวคิด 30 บาท เดิมที่เป็นการจ่ายในอัตราคงที่อย่างชัดเจน เพราะหากแบ่งบริการเป็นสิทธิพื้นฐาน ที่ไม่ต้องจ่าย กับ สิทธิเพิ่มเติม ที่ประชาชนต้องร่วมจ่าย อาจทำให้สิทธิพื้นฐานหยุดพัฒนา

ขณะที่ยา เทคโนโลยี และวิธีรักษาใหม่ ๆ ถูกผลักไปอยู่ในกลุ่มที่ต้องจ่ายเพิ่ม ส่งผลให้ความก้าวหน้าทางการแพทย์กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนบางกลุ่มเข้าไม่ถึง และกระทบต่อความสามารถของแพทย์ในการเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้ผู้ป่วย

ห่วงร่วมจ่าย เพิ่มภาระผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย สะท้อนมุมมองและข้อห่วงใยในฐานะตัวแทนผู้รับบริการ โดยเน้นย้ำว่าระบบบัตรทองในปัจจุบันช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และมีภาคประชาชนร่วมถ่วงดุลในคณะกรรมการอย่างเหมาะสม จึงไม่เห็นความจำเป็นในการแก้กฎหมายในลักษณะที่อาจลดสิทธิหรือเพิ่มภาระให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่ต้องรับยาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

ยุพา ยังระบุว่า หากมีระบบร่วมจ่าย แม้จะเป็นเพียงบางส่วน ก็อาจกลายเป็นภาระสะสมสำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับยาทุกเดือน และอาจทำให้บางคนต้องลดจำนวนยาที่รับในแต่ละครั้ง หรือเดินทางมารับยาบ่อยขึ้นเพื่อแบ่งภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งกระทบทั้งรายได้และการดำเนินชีวิต ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หากผู้ป่วยบางส่วนตัดสินใจหยุดหรือขาดการรักษา อาจนำไปสู่ปัญหาดื้อยาและส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในวงกว้าง

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามต่อการใช้คำว่า สิทธิประโยชน์พื้นฐาน ว่าจะถูกกำหนดแคบเพียงใด เพราะหากระบบมุ่งเพียงรักษาให้ผู้ป่วย ไม่เสียชีวิต แต่อย่าละเลยคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยอาจเข้าไม่ถึงยาและการรักษารูปแบบใหม่ที่ช่วยลดผลข้างเคียงและทำให้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น จึงย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต้องไม่ทำให้เสียงของผู้ป่วยถูกลดทอน และต้องไม่ทำให้สิทธิที่มีอยู่ถอยหลัง

บัตรทองต้องรักษาสิทธิการรักษา ไม่ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายเมื่อเจ็บป่วย

สอดคล้องกับ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค มองว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ได้เกิดจากฝ่ายการเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากพลัง 3 ประสาน ทั้งภาคประชาชนที่ 11 เครือข่ายร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมาย นักวิชาการที่ร่วมศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน และฝ่ายการเมืองที่ผลักดันจนเกิดขึ้นจริง คุณูปการสำคัญของระบบบัตรทองจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง 30 บาท แต่คือการทำให้ประชาชนเมื่อเจ็บป่วยสามารถเดินเข้าโรงพยาบาลและได้รับการรักษาที่จำเป็น โดยไม่ต้องกังวลก่อนว่ามีเงินอยู่ในกระเป๋าเพียงพอหรือไม่

ดังนั้นการยกเลิกเก็บ 30 บาทในอดีตมีเหตุผลด้านต้นทุนการบริหารจัดการ เพราะการเก็บเงินจากผู้รับบริการต้องเพิ่มภาระงานธุรการให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ ขณะที่รายได้ที่จัดเก็บไม่ได้คุ้มกับต้นทุนที่เกิดขึ้น จึงไม่เห็นด้วยหากจะนำระบบกลับไปสู่การเรียกเก็บเงิน ณ จุดบริการ โดยเฉพาะหากพัฒนาไปสู่การร่วมจ่ายตามค่ารักษา เพราะอาจทำให้ประชาชนที่ไม่มีเงินถูกจำกัดการเข้าถึงบริการ พร้อมยกกรณีร้องเรียนที่ผู้ป่วยถูกแจ้งให้เตรียมเงิน 15,000 บาทก่อนเข้ารับการผ่าตัด และเมื่อไม่มีเงินจ่ายกลับถูกเลื่อนคิวรักษาออกไป สะท้อนความเสี่ยงที่ระบบอาจถอยกลับไปสู่ภาวะที่ฐานะทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดว่าใครจะได้รับการรักษาเมื่อใด

“ถ้ารัฐเห็นว่าระบบหลักประกันสุขภาพต้องการเงินเพิ่ม เราสามารถคุยเรื่องการจัดเก็บผ่านระบบภาษีหรือภาษีสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนร่วมสมทบก่อนที่จะเจ็บป่วยได้ แต่ไม่ควรไปเก็บเงินในวันที่คนเดินเข้าโรงพยาบาล เพราะวันนั้นเขาไม่ได้มีทางเลือกว่าจะป่วยหรือไม่ป่วย สิ่งที่เราต้องรักษาไว้คือสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นต่อการมีชีวิตในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่ลดทอนลงเหลือเพียงคำว่า สิทธิพื้นฐาน แล้วให้ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มเพื่อเข้าถึงการรักษาที่ดีกว่า”

สารี อ๋องสมหวัง

สำหรับผู้ที่ ไม่เห็นด้วย กับข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง สามารถร่วมลงชื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขกฎหมายได้ ที่นี่

ยันแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ไม่ลดสิทธิ

“ร่วมจ่าย” ที่อยู่นอกเหนือสิทธิประโยชน์พื้นฐาน

ด้าน พญ.รัชริน เบญจวงศ์เสถียร ประธานองค์กรแพทย์ และผู้แทนองค์กรแพทย์ชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ภาคเหนือ โพสต์ถึงกรณีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง โดยย้ำว่า การแก้กฎหมายไม่ได้หมายความว่าเป็นการลดสิทธิประชาชน และคำว่า “ร่วมจ่าย” ไม่ได้หมายถึงการให้ประชาชนต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลพื้นฐานที่จำเป็น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนอ่านรายละเอียดของร่างกฎหมายก่อนตัดสินใจเชื่อข้อมูลหรือคำกล่าวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยย้ำว่าขณะนี้ยังเป็นเพียงร่างกฎหมาย และยังไม่มีผลบังคับใช้

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือ การทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนมีความชัดเจนมากขึ้น และกำหนดให้มีการทบทวนอย่างน้อยทุก 3 ปี เพื่อให้สามารถปรับสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับความจำเป็นด้านสุขภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และสถานการณ์โรคที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้การจัดสรรงบประมาณคำนึงถึงต้นทุนจริง ความซับซ้อนของผู้ป่วย ภารกิจ และบริบทของแต่ละพื้นที่มากขึ้น เนื่องจากโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยซับซ้อนจำนวนมาก โรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล หรือโรงพยาบาลที่มีภาระงานสูง มีต้นทุนการให้บริการแตกต่างกัน

สำหรับประเด็น ร่วมจ่าย ซึ่งเป็นข้อถกเถียงสำคัญ พญ.รัชริน อธิบายว่า ร่างกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทองต้องจ่ายเงินทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา แต่เป็นการเปิดช่องให้บริการบางประเภทที่อยู่นอกเหนือสิทธิประโยชน์พื้นฐาน เช่น ยาราคาแพงหรือการตรวจบางประเภทที่ไม่อยู่ในสิทธิ สามารถกำหนดให้มีการร่วมจ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีข้อยกเว้นหรือมาตรการคุ้มครองสำหรับผู้ยากไร้และกลุ่มที่รัฐกำหนด

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าประเด็นดังกล่าวยังจำเป็นต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน ทั้งบริการประเภทใดที่จะร่วมจ่าย ใครเป็นผู้มีหน้าที่จ่าย จำนวนเงินเท่าใด มีการกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายหรือไม่ และจะคุ้มครองประชาชนที่ไม่สามารถจ่ายได้อย่างไร โดยประเด็นเหล่านี้ควรเป็นเรื่องที่ประชาชนติดตามและตรวจสอบในกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป

พญ.รัชริน ยังมองว่า การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพควรพิจารณาทั้งระบบ ไม่ควรตัดสินจากคำว่า ร่วมจ่าย เพียงคำเดียว ขณะเดียวกันก็ไม่ควรสร้างความมั่นใจว่า “ไม่มีอะไรเปลี่ยน” โดยไม่พิจารณารายละเอียดของร่างกฎหมาย เพราะเป้าหมายของการปฏิรูปควรทำให้ประชาชนยังคงมีสิทธิและเข้าถึงบริการ โรงพยาบาลมีทรัพยากรเพียงพอ และบุคลากรสามารถให้บริการได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ยังเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนการปฏิรูป พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยให้เหตุผลว่าการปรับกลไกการจัดสรรงบประมาณให้สะท้อนต้นทุนจริง ภาระงาน และความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ จะช่วยเสริมความมั่นคงด้านบุคลากร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือ และระบบบริการของโรงพยาบาล ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลต่อคุณภาพบริการประชาชน พร้อมระบุว่าการลงชื่อสนับสนุนเปิดรับถึงวันที่ 10 กันยายน 2569 โดยร่วมลงชื่อได้ ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ไฟไหม้บ้านเรือน ซ.รามคำแหง 39 แยก 15 จนท.เร่งฉีดน้ำสกัด

18 นาทีที่แล้ว

"ณัฐวุฒิ" ปฏิเสธทำร้าย "สมชัย" อ้างตกใจแฮนด์จักรยาน วอนสังคมดูคลิปเต็ม

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สุขภาพ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...