โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กรดยูริกในเลือดสูงต้องทำอย่างไร? ปรับพฤติกรรมช่วยลดเสี่ยง “โรคเกาต์”

PPTV HD 36

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กรดยูริกในเลือดสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคเกาต์และนิ่วในไต โดยเฉพาะเมื่อระดับสูงต่อเนื่อง แนะลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย เลี่ยงสุราและเครื่องดื่มหวาน

ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย โดยทางการแพทย์จะกำหนดว่าเมื่อกรดยูริกในเลือดสูงเกินขีดจำกัดของความสามารถในการละลายของกรดยูริก (Monosodium urate) คือ 6.8 มก./ดล. ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ถือว่ามีภาวะกรดยูริกสูง

ระดับกรดยูริกในเลือดที่เกิน 7 มก./ดล. จะเริ่มมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบจากผลึกเกลือยูเรตหรือโรคเกาต์ และเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วที่ไต

โควิด-19 กลับมาระบาดเพิ่ม แพทย์แนะวิธีป้องกัน ลดเสี่ยงติดเชื้อ

ดังนั้นโดยทั่วๆ ไป เราจึงใช้ระดับกรดยูริก มากกว่า 7 มก./ดล. ในการบอกว่าเป็นภาวะกรดยูริกในเลือดสูงค่าการทำงานของไต (ระดับครีเอตินิน) น้ำหนัก อายุ เพศ ความดันโลหิตและการดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้

ในเด็กระดับกรดยูริกในเลือดจะอยู่ในช่วง 3 – 4 มก./ดล. เนื่องจากมีการขับออกทางไตได้ดี เมื่อเข้าวัยหนุ่มสาว ในผู้ชายค่ากรดยูริกในเลือดจะเพิ่มขึ้น 1 – 2 มก./ดล. และมักจะคงที่ระดับนี้ไปตลอดชีวิต ในขณะที่ผู้หญิงแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่าจนกว่าจะหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน ซึ่งมีฤทธิ์ในการเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ หลังวัยหมดประจำเดือนระดับกรดยูริกในผู้หญิงจากค่อยๆ สูงขึ้น จนมีค่าใกล้เคียงกับระดับกรดยูริกในเลือดของผู้ชาย

ระดับกรดยูริกในเลือด ที่มากกว่า 9 มก./ดล. จะทำให้การเกิดโรคเกาต์ต่อปีสูงขึ้นถึง 4.9 % เมื่อเทียบกับคนที่มีระดับกรดยูริกในเลือดน้อยกว่า 7 มก./ดล. จะพบเพียง 0.1 % เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูง ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการของโรคเกาต์ แต่มักจะพบอาการทางเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วนลงพุง และโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน

แต่หากระดับของกรดยูริกสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อการเกิดโรคเกาต์ได้ โดยพบว่าผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือดมากกว่า 9 มก./ดล. เป็นเวลา 5 ปี จะมีโอกาสเป็นโรคเกาต์ สูงถึง 22 % ในขณะที่ผู้ที่มีระดับกรดยูริก 7 – 8.9 มก./ดล. นาน 5 ปี พบเพียง 3 % เท่านั้น

โรคเกาต์ (Gout) จะทำให้มีอาการปวดข้อมากอย่างฉับพลัน มักพบในผู้ชายช่วงอายุ 40 – 60 ปี และในผู้หญิง มักจะเกิดขึ้นหลังหมดประจำเดือน การอักเสบของข้อในครั้งแรกๆ มักเป็นเพียงข้อเดียว ข้อที่พบบ่อยที่สุด คือ ที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า รองลงมา คือข้อหลังเท้า ข้อเท้า การวินิจฉัยโรคเกาต์ที่แน่นอนต้องเจาะข้อที่อักเสบ เพื่อเอาน้ำในข้อมาตรวจ แล้วพบผลึกเกลือยูเรต โดยจะเห็นเป็นผลึกรูปเข็มอยู่ภายในเซลล์เม็ดเลือดขาวในน้ำไขข้อ ในกรณีที่ไม่สามารถนำน้ำไขข้อมาตรวจได้ จะใช้ลักษณะทางคลินิกเพื่อช่วยในการวินิจฉัย

การรักษาภาวะกรดยูริกในเลือดสูง

การรักษาโดยการไม่ใช้ยา

  • ออกกำลังกายและลดน้ำหนัก สามารถทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ด้วย
  • จำกัดการรับประทานเนื้อแดงหรืออาหารทะเล การรับประทานเนื้อแดงปริมาณมาก จะทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ แต่การรับประทาน พืช ฝัก ถั่ว หรือผักที่มีสารพิวรีนสูง ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์
  • ลดหรืองดการดื่มสุรา โดยเฉพาะเบียร์หรือสุราที่ผ่านการกลั่น
  • จำกัดการทานน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล
  • รักษาภาวะหรือโรคอื่นที่พบร่วม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดสูง

ขณะที่รักษาโดยการใช้ยาจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับวินิจฉัยและการใช้ยาที่ถูกต้องและเหมาะสม การตรวจสุขภาพประจำปี จะทำให้เราตรวจพบความผิดปกติ ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัย พร้อมให้คำแนะนำและให้การรักษาได้ถูกต้องและทันท่วงที อย่างไรก็ดีหากพบความผิดปกติของกรดยูริก การลดระดับกรดยูริกในเลือดโดยการปรับพฤติกรรม เป็นวิธีที่ดีที่สุด สามารถทำได้เลย ไม่มีอันตราย หรือผลข้างเคียง และช่วยให้สุขภาพของคุณกลับมาดีขึ้นได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...