โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เตือนภัยยาพาราเซตามอล ใช้ผิดวิธีเสี่ยงตับวายเฉียบพลัน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แพทย์หญิงณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า พาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) เป็นยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน หรือปวดประจำเดือน นอกจากยาที่มีพาราเซตามอลเป็นตัวยาเดี่ยวแล้ว พาราเซตามอลยังเป็นส่วนประกอบของยาอื่นอีกหลายชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดบางสูตร จึงมีโอกาสได้รับตัวยาซ้ำจากยาหลายชนิดโดยไม่รู้ตัว

เมื่อพาราเซตามอลเข้าสู่ร่างกาย ยาส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับและกำจัดออกจากร่างกาย แต่ยาบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ตับ ซึ่งตามปกติร่างกายสามารถกำจัดสารพิษนี้ได้ด้วยสารที่เรียกว่า “กลูตาไธโอน” (Glutathione) แต่หากได้รับพาราเซตามอลในปริมาณมากเกินไป กระบวนการกำจัดยาตามปกติจะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสารพิษเพิ่มขึ้น ขณะที่กลูตาไธโอนถูกใช้จนลดลง สารพิษจึงสะสมและทำลายเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดภาวะตับบาดเจ็บเฉียบพลัน และหากรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้

4 พฤติกรรมกินยาพาราเสี่ยงทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว

การได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดไม่ได้เกิดจากการกินยาจำนวนมากในครั้งเดียวเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการใช้ยาไม่เหมาะสมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมที่ควรระวัง ได้แก่

1. กินยาถี่กว่าที่กำหนด

เมื่อไข้หรืออาการปวดยังไม่ดีขึ้น บางคนอาจกินยาซ้ำเร็วกว่าที่ควร ทำให้ปริมาณยาที่ได้รับสะสมในแต่ละวันสูงเกินไป โดยทั่วไปควรเว้นระยะการรับประทานพาราเซตามอลอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์

2. กินหลายเม็ดโดยไม่ดูปริมาณตัวยา

พาราเซตามอลมีหลายขนาด การนับเพียงจำนวนเม็ดโดยไม่ตรวจว่าหนึ่งเม็ดมีตัวยากี่มิลลิกรัม อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดได้ จึงควรตรวจขนาดของยาและคำนวณปริมาณพาราเซตามอลรวมที่ได้รับในแต่ละวัน

3. กินยาหลายชนิดที่มีพาราเซตามอลซ้ำกัน

ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ หรือยาแก้ปวดบางชนิดมีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ หากรับประทานร่วมกับพาราเซตามอลชนิดเดี่ยว อาจได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ จึงควรตรวจ “ตัวยาสำคัญ” หรือ Active Ingredient บนฉลากก่อนใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน

4. เพิ่มขนาดยาเองเมื่ออาการไม่ดีขึ้น

หากมีไข้หรืออาการปวดต่อเนื่อง ไม่ควรเพิ่มจำนวนเม็ดหรือความถี่ในการรับประทานยาด้วยตนเอง เพราะการเพิ่มขนาดยาไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างปลอดภัย หากอาการไม่ดีขึ้นหรือจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและประเมินการรักษาที่เหมาะสม

ยาพาราเซตามอลควรกินเท่าไรจึงเหมาะสม?

ขนาดพาราเซตามอลที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว อายุ และภาวะสุขภาพ จึงไม่ควรพิจารณาจากจำนวนเม็ดเพียงอย่างเดียว สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป มักใช้ครั้งละ 500–1,000 มิลลิกรัม ทุก 4–6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ โดยปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิด ไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมภายใน 24 ชั่วโมง

กินยาพาราเกินขนาด ทำให้ตับวายได้อย่างไร?

เมื่อร่างกายได้รับยาเกินขนาดจนเซลล์ตับเสียหายอย่างรุนแรง ตับอาจสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่สำคัญ และพัฒนาไปสู่ ตับวายเฉียบพลัน ได้

เมื่อตับทำงานลดลง ร่างกายจะกำจัดสารพิษและสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดได้ไม่ดีเท่าปกติ ผู้ป่วยอาจมีตัวเหลือง ตาเหลือง เลือดออกง่าย สับสน หรือซึม และในรายที่รุนแรงอาจมีอวัยวะอื่นทำงานผิดปกติร่วมด้วย

ข้อที่สำคัญคือ อาการมักไม่แสดงทันทีหลังได้รับยาเกินขนาด ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่มีอาการใด ๆ เลย ขณะที่เซลล์ตับกำลังถูกทำลายอยู่เบื้องหลัง อาการตับวายชัดเจน เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง มักปรากฏช้ากว่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนไปพบแพทย์

กินยาพาราอย่างไรให้ปลอดภัยต่อตับ?

การใช้พาราเซตามอลอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาเกินขนาดได้ โดยควร

อ่านฉลากและตรวจปริมาณตัวยาก่อนใช้ทุกครั้ง

เว้นระยะการรับประทานยาตามคำแนะนำ ไม่เพิ่มขนาดหรือความถี่ด้วยตนเอง

นับปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิดที่ใช้ภายใน 24 ชั่วโมง

ตรวจส่วนประกอบของยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดสูตรผสม เพื่อป้องกันการได้รับตัวยาซ้ำ

ให้พาราเซตามอลแก่เด็กตามน้ำหนักตัวและความเข้มข้นของยา โดยใช้อุปกรณ์ตวงยาที่เหมาะสม

หากมีโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีภาวะขาดสารอาหาร หรือต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

เมื่อใดควรไปโรงพยาบาลหรือประเมินสุขภาพตับเพิ่มเติม?

หากสงสัยว่าได้รับพาราเซตามอลเกินขนาด ไม่ว่าจะจากการกินยาปริมาณมากในครั้งเดียว กินเกินขนาดซ้ำหลายครั้ง หรือได้รับพาราเซตามอลซ้ำซ้อนจากยาหลายชนิด ควรไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ เพราะพิษจากพาราเซตามอลในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน

หากเข้ารับการรักษาเร็ว แพทย์อาจให้ยาต้านพิษ N-acetylcysteine (NAC) ซึ่งช่วยเสริมกลูตาไธโอนและลดการทำลายเซลล์ตับ โดยยาจะให้ผลดีที่สุดเมื่อได้รับภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม และยังอาจมีประโยชน์แม้เข้ารับการรักษาล่าช้า แพทย์จะประเมินปริมาณยา ระยะเวลาหลังได้รับยา และผลตรวจเลือด เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ความปลอดภัยในการใช้พาราเซตามอลไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงขนาดยา ระยะห่างระหว่างมื้อ และปริมาณรวมจากยาทุกชนิดภายใน 24 ชั่วโมง การอ่านฉลากและใช้ยาอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะตับบาดเจ็บได้ด้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...