“นาฏศิลป์ร่วมสมัย” การแสดงที่ไม่ทิ้งความงดงามในแบบดั้งเดิม
ในโลกที่หลายสิ่งหลายอย่างผันแปร วัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่ดึงดูดความสนใจทยอยผ่านเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย แต่การอนุรักษ์ความงดงามและรากเหง้าของศิลปะการแสดงของชาติอย่าง “นาฏศิลป์ไทย” ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ การเคลื่อนไหวที่สง่างามและท่วงท่าอันอ่อนช้อย ผสมผสานกับดนตรีไทยอันแสนไพเราะ ทำให้นาฏศิลป์ไทยยังคงความงดงามของวัฒนธรรมที่มีมาแต่โบราณ แต่ทว่า หลายคนอาจมองว่าเป็นสิ่งที่เข้าถึงยากและให้ความสนใจน้อยลงแล้วในยุคสมัยนี้ การอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่แปรเปลี่ยน “คิด” จะพาทุกคนไปสัมผัสกับความงดงามของวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันตกสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว จนกลายเป็น “นาฏศิลป์ร่วมสมัย”
PEAK99 / Wikimedia Commons
นาฏศิลป์ไทยดั้งเดิมที่คงความอ่อนช้อยงดงาม
“นาฏศิลป์ไทย” เป็นศิลปะการแสดงประกอบดนตรีไทยแขนงหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันงดงามที่มีมาอย่างยาวนานในประเทศไทย ถือเป็นศิลปะการแสดงรูปแบบแรก และยังมีด้วยกันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น โขน ละคร ระบำ หรือการแสดงพื้นเมือง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมและความเชื่อของคนในแต่ละภูมิภาคที่มีความสวยงามแตกต่างกันออกไป
ซึ่งความสวยงามที่กล่าวถึงนี้ ประกอบด้วยศิลปะ 3 ประการ คือ การฟ้อนรำ การดนตรี และการขับร้อง ที่รวมเข้าด้วยกัน เป็นการผสมผสานระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกายที่สง่างาม พร้อมด้วยเครื่องแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกตกแต่งอย่างประณีต และดนตรีอันแสนไพเราะ
นาฏศิลป์ไทยได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอินเดียอย่างสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยรับเอาความเชื่อเรื่องเทพเจ้า และตำนานการฟ้อนรำเข้าสู่ประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านชนชาติชวาและเขมร ตัวอย่างท่าร่ายรำตามแบบวัฒนธรรมอินเดียที่เป็นต้นแบบของนาฏศิลป์ไทยก็เช่น ท่ารำจากเทวรูปศิวะปางนาฏราชที่มีทั้งหมด 108 ท่า และมีการฟ้อนรำครั้งแรกในโลก ณ เมืองมัทราช ประเทศอินเดียใต้ ปัจจุบันตั้งอยู่ในรัฐทมิฬนาดู ซึ่งเป็นเสมือนคัมภีร์แห่งการฟ้อนรำ เรียกว่า คัมภีร์ภรตนาฏยศาสตร์ และกลายเป็นอิทธิพลสำคัญของการสืบสานและถ่ายทอดความรู้ความสวยงามของนาฏศิลป์ไทยที่มีทั้งแผนการเรียนการสอน การฝึกหัด จารีต และขนบธรรมเนียม
อีกทั้งยังมีการสันนิษฐานจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาฏศิลป์ไทยว่า ประเทศไทยได้รับการเผยแพร่ศิลปะด้านนาฏศิลป์มาจากอินเดียย้อนไปได้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีการดัดแปลงการรำมาจากอินเดีย ก่อนได้รับการแก้ไขและปรับปรุงขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ จนในที่สุดก็ได้มีการประดิษฐ์ท่าร่ายรำอันงดงามแบบไทยให้ได้ชมกันมาจนถึงปัจจุบัน
Tris T7 / Wikimedia Commons
“นาฏศิลป์ร่วมสมัย” รับวัฒนธรรมแบบใหม่แต่ไม่ทิ้งความงดงามในแบบดั้งเดิม
เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป นาฏศิลป์ไทยแบบดั้งเดิมก็ถูกปรับเปลี่ยนให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น ก่อเกิดเป็นศาสตร์ที่เรียกว่า “นาฏศิลป์ร่วมสมัย” ซึ่งเป็นการนำวัฒนธรรมและนาฏศิลป์ในรูปแบบอื่น ๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกันกับนาฎศิลป์ดั้งเดิมอย่างกลมกลืน เป็นการออกแบบ ปรับปรุง สร้างสรรค์ และนำเสนอวัฒนธรรมดั้งเดิมในรูปแบบใหม่ โดยการหลีกหนีธรรมเนียม จารีตในแบบดั้งเดิม เพื่อสร้างสรรค์ท่ารำและลีลาให้เข้ากับโลกปัจจุบัน
นาฏศิลป์ร่วมสมัยยังได้รับแนวคิดมาจากวัฒนธรรมตะวันตก หลังจากได้มีการเรียนการสอนบัลเล่ต์ (Ballet) ที่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2490 โดยศิลปินชาวต่างชาติ ไม่นานวัฒนธรรมการเต้นในประเภทต่าง ๆ จากตะวันตกก็ได้เผยแพร่เข้ามาในประเทศไทย ทั้งจากศิลปินต่างชาติที่เข้ามาเปิดสถาบันการเรียนการสอน หรือศิลปินไทยที่ไปศึกษาวัฒนธรรมการเต้นในแบบของตะวันตกที่ต่างประเทศ อาทิ การเต้นบัลเล่ต์ (Ballet) และการเต้นแบบแจ๊ส (Jazz dance)
ในปี พ.ศ. 2530 การเต้นแบบนาฏศิลป์ร่วมสมัยก็ได้เข้ามาสู่ประเทศไทย ทำให้เกิดเป็นการแสดงในรูปแบบใหม่ที่มีการนำเทคนิค ลีลาท่าทาง และแนวคิดการเต้นในแบบของตะวันตกมาผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมไทย จนเกิดสิ่งแปลกใหม่ที่ได้สร้างความสนใจให้กับชาวไทยในสมัยนั้นไม่น้อย ทั้งยังถูกสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้การแสดงในลักษณะนี้มีความหลากหลายและอิสระ ขึ้นอยู่กับการตีความและจินตนาการของผู้สร้างสรรค์ เช่น การแสดงจินตลีลา ที่เป็นการนำเอาการเต้นแบบวัฒนธรรมตะวันตกอย่าง “บัลเล่ต์” มาผสมกับความอ่อนหวานอย่าง “การรำไทย” ท่วงท่าจะมีลักษณะเป็นการจีบมือหรือตั้งวงตามแบบฉบับของนาฏศิลป์ไทยดั้งเดิม แต่ส่วนขาและเท้า จะใช้การเคลื่อนไหวในแบบของบัลเลต์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มความหลากหลายด้วยการใช้นาฏศิลป์ในแบบอื่น ๆ และทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างยิมนาสติก เข้ามาเพิ่มความน่าสนใจและความสมบูรณ์แบบให้กับการแสดงอีกด้วย
นอกจากการนำทักษะและรูปแบบการเคลื่อนไหวที่หลากหลายเข้ามาผสมผสาน ทางด้านแนวคิดการแสดง ก็มีการปรับเอาแนวคิดที่สะท้อนปัญหาและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมเข้ามาประกอบ เช่น การแสดงชุดพิเศษ “7” ที่ถูกสร้างสรรค์โดยศิลปินที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติอย่างพิเชษฐ กลั่นชื่น โดยเป็นการแสดงที่กล่าวถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน และถ่ายทอดผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย ตลอดจนลีลาการแสดงอันสวยงาม เนื่องในโอกาสวันสิทธิมนุษยชน เมื่อปี พ.ศ. 2563 ในงาน “7 ทศวรรษแห่งสิทธิมนุษยชน” ซึ่งจัดโดยคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย โดยในการแสดง มีการใช้สัญลักษณ์ของ “นก” เพื่อสื่อถึงความมี “เสรีภาพและอิสระ” อีกทั้งยังมีการนำเอานางในวรรณคดีมาเป็นตัวแทนในการกล่าวถึงสิทธิสตรีในปัจจุบันอีกด้วย การแสดงทั้งหมดได้ใช้ทั้งเทคนิคการรำไทย และการเต้นแบบตะวันตก ผสมผสานทั้งสองเทคนิคจนเกิดเป็นการแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัยเพื่อสื่อสารให้ผู้ชมเข้าใจและมีอารมณ์ร่วมไปกับการแสดง
นาฏศิลป์ร่วมสมัยที่ดีนั้น จึงไม่ได้มีเพียงความอ่อนช้อยสวยงามตามแบบฉบับของการรำไทย แต่ยังต้องสามารถทำให้ผู้ชมเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังจะสื่อสารได้ในโลกปัจจุบัน เพื่อสะท้อนว่า วัฒนธรรมการแสดงอันสวยงามของไทยนี้จะไม่ถูกแช่แข็งหรือเป็นเพียงสิ่งที่เคยมี แต่ยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่อนาคต ในการเป็นอีกสื่อที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคสมัยได้อย่างประณีตงดงาม
ที่มา : บทความ “ประวัตินาฏศิลป์ไทย” จาก trueplookpanya.com
บทความ “นาฏกรรมร่วมสมัย (Contemporary Dance)” โดย Kru Pat thaiclassical dance
บทความ “The History of Thai Traditional Dance” โดย Thailand Insider
บทความ “กระบวนการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ร่วมสมัย ส่วนที่ ๑” โดย Tananpach As
บทความ “7 นาฏศิลป์ร่วมสมัยชุดพิเศษรำลึก 'วันสิทธิมนุษยชน'” โดย Post Today
บทวิจัย “แนวคิดการแสดงนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย ในปี พ.ศ.2530 - 2560” โดย ชุมพล ชะนะมา และ วิชชุตา วุธาทิตย์
บทวิจัย “กระบวนการส้รางสรรค์นาฏศิลป์ร่วมสมัย” โดย ธนกร สรรค์วราภิภู
บทวิจัย “การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ตามยุคสมัย” โดย นิศารัตน์ สิงห์บุราณ กาญจนารัศมิ์ แจ่มฟ้า และ ศริยา หงษ์ยี่สิบเอ็ด
บทวิจัย “บริบททางการศึกษาที่มีผลกระทบต่อนาฏยศิลป์ ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย” โดย ชุมพล ชะนะมา และ วิชชุตา วุธาทิตย์
บทความ “นาฏศิลป์ไทยในปัจจุบันของไทย”
เรื่อง : ณัฐนิธิ ประเสริฐแท่น