โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจไทยในชามก๋วยเตี๋ยว : “เงินเฟ้อ” กับปากท้องของคนไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย

เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 10.00 น.

ช่วงปี 2500 ก๋วยเตี่ยวชามละ 50 ตังค์ หรือชามละบาท จริงหรือครับ?

พอดีมานั่งดูทองเนื้อเก้าย้อนหลังทาง youtube อยู่ (กลับมาดูอีกรอบ แบบว่าคิดถึง)

ผมเกิดปี 252x อย่างตัวผมเองตอนเด็กถูกสุดที่เคยกินก็ชามละ 10 บาท ตามสั่ง 15 บาท

ช่วงนั้นจำความได้ว่าประมาณปี 2532-2535 พอปี 2540 ชามละ 20 พิเศษ 25

เห็นในละครทองเนื้อเก้า ตัวละครบอกว่า ยุคนั้นก๋วยเตี๋ยวชามละ 1 บาท

- พระเอกให้ลำยองกับลูกใช้เดือนละ 300 ก็บอกว่าเยอะแล้ว เงินเดือนนายร้อยยุคนั้นถ้าบอกว่า 300 เยอะ แปลว่าเงินเดือนไม่น่าถึงพันบาท (สัก 800ได้มั้ย)

- ลำยองขายลูกอภิชาติให้คุณกวง 3 หมื่นบาท ตีเป็นเงินปัจจุบัน 3 ล้านได้มั้ย?

เรื่องราวของละครทองเนื้อเก้าเกิดขึ้นในสมัย พ.ศ. 2505 หรือหนึ่งปีหลังจากที่ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504 ซึ่งมักถูกนับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยสมัยใหม่ ในปี 2568 หรือ 64 ปีหลังจากนั้น ราคาก๋วยเตี๋ยวในประเทศไทยโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 40-50 บาท และก็เป็นดังที่เจ้าของกระทู้บอกไว้ ราคาก๋วยเตี๋ยวไม่ได้เพิ่มขึ้นพรวดเดียวจาก 1 บาทเป็น 50 บาท หากแต่ทยอยปรับขึ้นเรื่อย ๆ ตลอด 64 ปี

ในความหมายอย่างง่ายที่สุด อาจเรียกสถานการณ์ที่ก๋วยเตี๋ยวราคาแพงขึ้น แต่ได้ปริมาณเท่าเดิมว่า“เงินเฟ้อ” (inflation)

ถ้าคุณผู้อ่านไปกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำและรู้สึกเช่นนี้ โปรดสังเกตให้ดี ก๋วยเตี๋ยวชามโปรดกำลังบอกเล่าบางเรื่องราวของเศรษฐกิจไทยได้อย่างน่าสนใจ

"เงินเฟ้อ" คำนวณจากอะไร และใช้วัด "ค่าครองชีพ" ได้หรือไม่

ในทางเศรษฐศาสตร์ เงินเฟ้อคือการวัดการเปลี่ยนแปลงราคาของสินค้าหรือบริการ แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแค่เพียงรายการเดียว เช่น ก๋วยเตี๋ยวขึ้นราคา แต่เป็นการดู “การเปลี่ยนแปลงราคาของสินค้าและบริการในภาพรวม” ที่ประชาชนใช้จ่ายอยู่เป็นประจำซึ่งย่อมมีทั้งที่ราคาแพงขึ้นและถูกลง โดยคำนวณถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนการใช้จ่ายจริงจากพฤติกรรมของ “คนทั่วไป”

สำหรับสินค้าและบริการที่คนทั่วไปใช้สอยเป็นประจำนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้สำรวจสินค้าและบริการ 464 รายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568) โดยแบ่งออกเป็น 7 หมวด ได้แก่ (1) หมวดอาหารและเครื่องดื่ม (2) หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า (3) หมวดเคหสถาน (4) หมวดตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล (5) หมวดพาหนะการขนส่งและการสื่อสาร (6) หมวดการบันเทิง การอ่านและการศึกษา และ (7) หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่จัดทำเป็น “ตะกร้าเงินเฟ้อ” เพื่อคำนวณว่า โดยรวมแล้วใน 1 เดือน คนไทยบริโภคอะไรบ้าง และแต่ละอย่างมีสัดส่วนเท่าไหร่ โดยโครงสร้างของตะกร้าเงินเฟ้อในปัจจุบันที่เริ่มใช้ปี 2566 พบว่า 3 หมวดแรกที่คนไทยบริโภค ได้แก่ (1) อาหารและเครื่องดื่ม (2) เคหสถาน และ (3) พาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร

ประเด็นสำคัญที่อยากทำความเข้าใจตั้งแต่ต้น คือ เงินเฟ้อไม่ใช่ดัชนีที่ใช้วัดค่าครองชีพ ดังนั้น ตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาบางครั้งจึงอาจตรงกันข้ามกับ “ความรู้สึก” ของผู้คนที่คิดว่าข้าวของแพงและค่าครองชีพสูง เพราะคนจำนวนมากมักสับสนระหว่างเงินเฟ้อซึ่งสะท้อน “การเปลี่ยนแปลงของราคา” กับค่าครองชีพที่เป็นผลจาก “ระดับราคา”

ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่เงินเฟ้อไทยค่อนข้างต่ำ (สะท้อนราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นไม่มาก) แต่หลายคนกลับรู้สึกว่าค่าครองชีพสูง ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะราคาสินค้าหลายอย่างได้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นสะสมต่อเนื่องมาตลอดหลายปี โดยเฉพาะในช่วงสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความสำคัญของโลก ทำให้ราคาของสินค้าหลายอย่าง เช่น น้ำมัน ปุ๋ยเคมี ข้าว และอาหารสัตว์ ปรับแพงขึ้นและสูงค้างอยู่ในระดับเดิมในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ความรู้สึกต่อเงินเฟ้อของคนแต่ละกลุ่มก็อาจจะแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น กลุ่มรายได้น้อยซึ่งส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับสิ่งของจำเป็น และได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาสินค้ามากกว่ากลุ่มรายได้สูง ที่สำคัญ เนื่องจากเงินเฟ้อเป็นคำนวณค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงราคาในภาพรวมของประเทศ จึงอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ในบางพื้นที่ อาทิ กรณีคนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่รู้สึกถึง “ภาวะของแพง” มากกว่าพื้นที่อื่น เพราะราคาอาหารที่แพงขึ้นมากกว่าต่างจังหวัด

“เดี๋ยวนี้ร้านนี้แพงขึ้นเยอะเลย” - ของแพงเท่ากับเงินเฟ้อเสมอไปหรือเปล่า?

เมื่อก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำขึ้นราคา…

ถ้าหากร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำของเราขึ้นราคาเพียงเจ้าเดียว ก็ยังไม่ถือว่าเป็นเงินเฟ้อ เพราะอาจเป็นการขึ้นราคาจากปัจจัยเฉพาะ เช่น ร้านมีลูกค้าประจำแน่นหนา เลยอยากขึ้นราคาเพื่อเพิ่มกำไร ฉะนั้น จุดสังเกตที่สำคัญที่จะเข้าข่ายว่าเป็น “เงินเฟ้อ” ก็คือ กรณีที่ราคาอาหารและเครื่องดื่มโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง ดังนั้น การขึ้นราคาสินค้า จึงอาจไม่ใช่เงินเฟ้อเสมอไป แต่ต้องดูภาพรวมและปัจจัยอื่นประกอบด้วย

เมื่อร้านอาหารขอขึ้นราคา เพราะวัตถุดิบแพงขึ้น…

เวลาร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำขึ้นราคา เมื่อลูกค้าถามหาเหตุผล คำตอบที่ได้มักจะคล้าย ๆ กันว่า “ต้นทุนสูงขึ้น” ไม่ว่าจะเป็นราคาเนื้อสัตว์ น้ำตาล น้ำมันพืช แก๊สหุงต้ม ค่าขนส่ง หรือค่าแรง ที่แพงขึ้น ซึ่งหากขยับจากชามก๋วยเตี๋ยวไปมองในภาพเศรษฐกิจระดับมหภาค ปรากฏการณ์นี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า เงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ซึ่งราคาสินค้าสูงขึ้น ลูกค้าต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะต้นทุนสูงขึ้น แต่ความต้องการของผู้บริโภคไม่ได้เปลี่ยนแปลง ผู้คนยังอยากจับจ่ายเท่าเดิม

เมื่อร้านค้าขึ้นราคา เพราะมีคนอยากซื้อสินค้าจำนวนมาก…

เงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากต้นทุนอย่างเดียว ในหลายกรณีเงินเฟ้อก็เป็นผลมาจาก “อุปสงค์” ที่เพิ่มขึ้นได้(Demand-pull inflation) ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตได้ดี ทำให้คนมีรายได้มากขึ้น กำลังซื้อสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณสินค้าหรือบริการในตลาดยังเท่าเดิม ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถขึ้นราคาได้ เพราะรู้ว่ามีคนพร้อมจะจ่ายมากขึ้น

อีกปรากฏการณ์ที่ต้องพูดถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนมากนึกไม่ถึงก็คือ การคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectation) ที่ส่งผลต่อไปยังระดับเงินเฟ้อจริง กล่าวคือ ถ้าคนส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า

ในอนาคตราคาสินค้าและบริการจะสูงขึ้น ฝั่งผู้บริโภคก็จะรีบสั่งซื้อสินค้า ผู้ประกอบการก็จะเร่งกักตุนวัตถุดิบ เพราะกลัวของแพงขึ้นอีก ขณะที่ลูกจ้างก็จะขอขึ้นเงินเดือนเพื่อให้เพียงพอต่อค่าครองชีพที่คิดว่าจะสูงกว่าเดิม ผู้ประกอบการก็ต้องปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนวัตถุดิบและค่าจ้างที่มากขึ้นด้วย ในท้ายที่สุด ระดับเงินเฟ้อก็จะปรับเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับคาดการณ์เงินเฟ้อในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกลางของทุกประเทศ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการ “บริหารการคาดการณ์” ของผู้คนในระบบเศรษฐกิจ ให้ยึดโยงและสอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อที่วางเอาไว้ เพราะต่อให้เศรษฐกิจจริงยังไม่ได้ร้อนแรงนัก หากความเชื่อของผู้คนหลุดจากกรอบที่ควรจะเป็น ก็อาจจุดชนวนให้เกิดเงินเฟ้อที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมาได้

“เดี๋ยวนี้ร้านนี้ให้ลูกชิ้นน้อยลง/ ใช้น้ำมะนาวสังเคราะห์แทนมะนาวสด” - อีกรูปแบบของเงินเฟ้อ

ในโลกความเป็นจริง “เงินเฟ้อ” ไม่ได้แสดงออกแค่ในรูปแบบของราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะหลายครั้งเวลาที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาวัตถุดิบ ค่าแรง หรือค่าขนส่ง พวกเขาอาจเลือกปรับตัวด้วยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การขึ้นราคาโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น การลดปริมาณสินค้า (เรียกว่า Shrinkflation) การลดคุณภาพ เปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของสินค้า หรือปรับรูปแบบของบริการ (เรียกว่า Skimpflation) เพื่อให้ยังสามารถขายในราคาเท่าเดิมได้

สาเหตุที่ผู้ผลิตไม่ขึ้นราคาทันทีก็เพราะในแง่ของการตลาด “ราคา” คือสิ่งที่ไวต่อความรู้สึกของผู้บริโภคมากที่สุด การเปลี่ยนตัวเลขบนป้ายราคาอาจทำให้ลูกค้าถอยห่างได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนปริมาณหรือคุณภาพเล็กน้อย จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการมักนำมาใช้ก่อนที่จะมีการปรับราคา

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลังคือ Cheapflation เป็นกรณีที่สินค้าชนิดเดียวกัน กลุ่มที่ราคาถูกกว่าปรับราคาเพิ่มขึ้นเร็วกว่ากลุ่มที่มีราคาแพง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำของราคาสินค้า ขึ้นอยู่กับกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคเลือกซื้อ เพราะคนที่มีรายได้น้อยมักพึ่งพาสินค้าราคาถูกในชีวิตประจำวัน ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าคนที่มีรายได้สูง สอดคล้องกับงานวิจัยที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของ The Centre for Economic Policy Research (CEPR)1 ที่พบว่า ผู้บริโภคบางกลุ่มที่พยายามปรับตัว เช่น หันมาเลือกสินค้าราคาประหยัดลงเพื่อประคองคุณภาพชีวิต แต่กลับพบว่าสินค้ากลุ่มนี้ขึ้นราคาแรงกว่าสินค้าพรีเมียม ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในกรณีของร้านอาหาร จากการที่ร้านอาหารหรูจะสามารถดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่าเพราะมีอัตรากำไรอยู่ในระดับสูง จึงอาจไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นราคา ซึ่งตรงกันข้ามกับร้านก๋วยเตี๋ยวริมทางที่แม้จะไม่อยากขึ้นราคาไม่อยากลดปริมาณ หรือลดคุณภาพ เพราะกลัวลูกค้าจะหาย แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

“ก๋วยเตี๋ยวแพงขึ้นหน่อยได้ ถ้าหากสอดคล้องกับรายได้ของลูกค้า”

แน่นอนว่าเงินเฟ้อที่สูงเกินไปไม่ใช่สิ่งที่ใครต้องการ แต่ลองนึกภาพตามว่า ถ้าคุณกินก๋วยเตี๋ยวร้านเดิมมาตลอด 20 ปี โดยที่ราคายังเท่าเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลย อาจมีบางอย่างที่ดูแปลกใช่ไหม?

ในทางเศรษฐศาสตร์ เงินเฟ้ออ่อน ๆ ที่อยู่ในระดับไม่เกิน 3% และไม่ผันผวนจนเกินไป มักถือเป็นสัญญาณบวก เพราะแสดงว่าเศรษฐกิจกำลังมีชีวิตชีวา ความต้องการในสินค้าและบริการยังคงเติบโตอยู่ ซึ่งส่งผลให้ราคาค่อย ๆ ขยับขึ้นอย่างพอดี ไม่รุนแรง ไม่หวือหวา ซึ่งการมี “เสถียรภาพของราคา” เช่นนี้ ทำให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายใช้สอย ออมเงิน หรือลงทุนเพื่อขยับขยายกิจการ และทั้งหมดนี้ก็เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน

ดังนั้น หากราคาก๋วยเตี๋ยวเพิ่มขึ้นนิดหน่อย ด้วยเหตุผลที่สมเหตุสมผล และไม่ได้แพงจนเกินเอื้อม ก็อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจกำลังเดินหน้า คนมีรายได้และกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และวงจรของการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจก็ยังทำงานอย่างราบรื่น

ในทางกลับกัน หลายท่านอาจมีความกังวลว่าเงินเฟ้อที่ต่ำต่อเนื่อง ก็อาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด หรือที่เรียกว่า deflation ซึ่งในความเป็นจริงจะดูว่าน่ากังวลหรือไม่ต้องประเมินลึกลงไปถึงที่มาของเงินเฟ้อต่ำว่าเป็นผลมาจากอะไร โดยหากเกิดจากปัจจัยด้านอุปสงค์ที่ผู้คนไม่กล้าใช้จ่าย ไม่กล้าลงทุน เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง และลากยาวมานับสิบปีก็ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะความเชื่อมั่นของทั้งประชาชนและภาคธุรกิจที่ถดถอย ทำให้ธุรกิจชะงัก การผลิตน้อยลง คนตกงานมากขึ้น และเศรษฐกิจก็เข้าสู่วงจรลบที่ยากจะฟื้นตัว ซึ่งตรงกันข้ามกับกรณีเงินเฟ้อไทยที่ต่ำในช่วงที่ผ่านที่ไม่ได้น่ากังวล เพราะเป็นผลมาจากปัจจัยอุปทานที่ราคาต้นทุนการผลิตลดลง แต่การบริโภคในประเทศยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “ปลดล็อกความเข้าใจ เงินเฟ้อไทย ทำไมถึงต่ำ” https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine/Phrasiam-68-2/theknowledge-lowinflation.html)

ดังนั้น หน้าที่สำคัญของธนาคารกลางจึงไม่ใช่การทำให้ราคาสินค้าถูกที่สุดหรือแพงที่สุด แต่คือการประคับประคองเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่พอดี คือ ไม่สูงเกินไปจนคนอยู่ไม่ได้ และไม่ต่ำเกินไปจนเศรษฐกิจไม่ขยับ ซึ่งจะต้องอิงกับโครงสร้างและศักยภาพการเติบโตของประเทศนั้น ๆ เป็นหลัก

ฉะนั้น ครั้งต่อไปที่คุณนั่งหน้าชามก๋วยเตี๋ยว ลองค่อย ๆ ลิ้มรส บางทีคุณอาจจะไม่ได้แค่รสชาติของน้ำซุป แต่อาจกำลังรับรู้ถึง "อุณหภูมิของเศรษฐกิจ" ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เงียบ ๆ ในชามตรงหน้า

เป้าหมายของ ธปท. ในเศรษฐกิจแบบก๋วยเตี๋ยว

ในโลกที่เศรษฐกิจไทยถูกเล่าผ่านร้านก๋วยเตี๋ยว ธปท. เปรียบเสมือน “ผู้จัดการศูนย์อาหาร” ที่มีหน้าที่ดูแลทั้งระบบให้ดำเนินไปอย่างสมดุล เช่น ไม่ให้ร้านค้าทยอยขึ้นราคามาก ๆ พร้อมกันจนน่าตกใจ หรือปล่อยให้ราคานิ่งเกินไปจนร้านอยู่ไม่ได้ เป้าหมายของผู้จัดการศูนย์อาหารคนนี้คือ ดูแลรักษาให้ร้านค้าขายของได้ ผู้บริโภคพอใจ และศูนย์อาหารมีความมั่นคงในระยะยาว

ธปท. ดำเนินนโยบายในลักษณะเดียวกัน โดยตั้งเป้าหมายให้อัตราเงินเฟ้อในระยะกลางอยู่ที่ 1–3% ซึ่งสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่โตพอดี ไม่ร้อนแรงจนเกินไปและไม่เย็นชืดจนเกินควร ที่ผ่านมาประเทศไทยถือว่าควบคุมเงินเฟ้อได้ดีพอสมควร เพราะในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2% และแม้จะมีช่วงหนึ่งที่เงินเฟ้อสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทานบ้าง อย่างในปี 2565 แต่ก็สามารถดึงกลับเข้าสู่กรอบได้ภายในเวลาเพียง 7 เดือน ต่างจากอีกหลายประเทศที่ในช่วงต้นปี 2568 ก็ยังไม่สามารถดึงระดับเงินเฟ้อกลับมาได้

หลายคนอาจคิดว่า ถ้าเงินเฟ้อสูงหรือต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ธนาคารกลางควรรีบ “หมุนวาล์ว” แก้ปัญหาทันที เช่น ขึ้นหรือลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่ในความเป็นจริง ผู้จัดการศูนย์อาหารอย่าง ธปท. ต้องมองไปไกลกว่านั้น เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือ “ความเสถียรของราคา” ไม่ใช่การทำให้ตัวเลขอยู่ในกรอบทุกเดือน หรือทุกปี การดำเนินนโยบายการเงินจึงต้องพิจารณาบริบทของประเทศในแต่ละช่วง และรักษาความยืดหยุ่นเอาไว้ เพื่อให้สามารถดูแลทั้งเงินเฟ้อ ระบบการเงิน และการเติบโตของเศรษฐกิจควบคู่กันไป

ในทางปฏิบัติ การขึ้นหรือลดดอกเบี้ยนโยบายจึงต้องดูให้แน่ชัดว่า “สาเหตุของราคาก๋วยเตี๋ยวที่เพิ่มขึ้น” มาจากอะไร ถ้ามาจากอุปสงค์ เช่น คนแห่กินก๋วยเตี๋ยวจนร้านทำไม่ทัน ดอกเบี้ยก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือควบคุมได้ เพราะการขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ผู้คนอาจชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาได้ โดยผลลัพธ์ของการปรับดอกเบี้ยจะค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยใช้เวลาประมาณ 6-8 ไตรมาสกว่าจะเห็นผลได้เต็มที่

ในทางกลับกัน ถ้าราคาก๋วยเตี๋ยวเพิ่มขึ้นเพราะวัตถุดิบอย่างหมู หรือราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นในช่วงสั้น ๆ การขึ้นดอกเบี้ยก็อาจไม่ใช่คำตอบ เพราะต้นเหตุไม่ได้มาจากฝั่งผู้บริโภค แต่เป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หากใช้นโยบายแรงเกินไปก็อาจกระทบเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการศูนย์อาหารยังต้องจับตา “การคาดการณ์” ของร้านค้าและลูกค้าให้ดี เพราะหากทุกฝ่ายเริ่มเชื่อว่าในอนาคตราคาจะต้องขึ้นแน่นอน ร้านค้าก็อาจขึ้นราคาก่อนล่วงหน้า และลูกค้าก็จะรีบมาซื้อก่อนของจะแพง กลายเป็นว่า “แค่เชื่อ” ก็ทำให้ราคาพุ่งขึ้นจริง ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ธนาคารกลางต้องควบคุมไม่ให้ “เงินเฟ้อคาดการณ์” หลุดกรอบ

ในกรณีของไทย ถึงแม้จะเคยมีช่วงที่เงินเฟ้อออกนอกกรอบบ้างจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ “ผู้จัดการศูนย์อาหาร” อย่าง ธปท. ก็ดูแลภาพรวมของตลาดให้เหมาะสม และพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อให้ราคาก๋วยเตี๋ยวยังอยู่ในระดับที่กินได้ไหว ไม่แพงเกินไป ไม่ถูกเกินไป และไม่หลุดสมดุล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไอที ธุรกิจ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...