“เคบายา” แฟชั่นร้อยปีที่ไม่คลายมนต์ขลังของสตรีแดนใต้
เสื้อครึ่งตัวเปิดด้านหน้าทำด้วยผ้าบางหลากสีสันตัดเย็บเข้ารูปปักลวดลายฉลุงดงามหรือที่เรียกว่า “เคบายา” (Kebaya) นับเป็นหนึ่งในภาพจำของผู้หญิงอุษาคเนย์มานานหลายร้อยปี เนื่องจากเสื้อรูปแบบนี้เป็นที่นิยมสวมใส่ของสตรีในหลายประเทศบนคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในภาคใต้ของไทยที่ผู้หญิงมักสวมใส่เคบายาในวาระโอกาสสำคัญนับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งความนิยมสวมใส่เคบายาที่แพร่หลายในพื้นที่ต่าง ๆ ยังส่งผลให้มีการผสมผสานพัฒนารูปแบบของเครื่องแต่งกายชนิดนี้ที่แตกต่างหลากหลายออกไป และกลายเป็นแฟชั่นของสตรีชาวใต้ที่ยังคงเสน่ห์เหนือกาลเวลา
Johnstocker / Freepik
ต้นธารเคบายา
คาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซียเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ ตั้งแต่การแผ่อิทธิพลของวัฒนธรรมแบบฮินดู-พุทธจากอินเดีย การขยายตัวของศาสนาอิสลาม การตั้งรกรากของชาวจีนโพ้นทะเล ตลอดจนการมาถึงของชาวยุโรป ทั้งหมดนี้ทำให้ต้นกำเนิดของเคบายาอันเป็นเสื้อผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของผู้หญิงในภูมิภาคนี้ยังคงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ
แต่เรื่องราวจุดกำเนิดของชุดเคบายาที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดสามารถย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 15 ในยุคของอาณาจักรมัชปาหิตที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะชวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน โดยเคบายาเป็นเครื่องแต่งกายที่สตรีชนชั้นสูงในยุคนั้นนำมาสวมใส่ปกคลุมร่างกาย เพื่อตอบสนองต่ออิทธิพลของศาสนาอิสลามที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค จากเดิมที่สตรีพื้นเมืองนิยมสวมใส่เพียงผ้าพันลำตัวที่เรียกว่า เกิมเบ็น (Kemben)
Indah Ryu / Pixabay
เคบายาในยุคแรกจึงมีลักษณะเป็นเสื้อคลุมยาวที่มีความหลวมและปล่อยชายบาน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับการสันนิษฐานว่า ได้รับอิทธิพลมาจากลักษณะของเสื้อคลุมในตะวันออกกลาง ส่วนคำว่าเคบายาเองก็อาจเป็นคำที่ได้รับอิทธิพลมาจากคำว่าเสื้อผ้าในภาษาอาหรับที่เรียกว่า กาบา (Qaba) แต่ต่างกันที่กาบาเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมสวมใส่ทั่วไปทั้งชายและหญิง ตั้งแต่ระดับผู้ปกครองไปจนถึงนักบวชในโลกมุสลิม ขณะที่เคบายาเป็นเสื้อที่ออกแบบมาสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ
ในบางทฤษฎีจึงเชื่อว่า เคบายาอาจได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งมาจากจีน เนื่องจากรูปแบบเสื้อคลุมแขนยาวเปิดด้านหน้าของเคบายายุคแรกนั้น มีลักษณะใกล้เคียงกันกับเครื่องแต่งกายที่สตรีชาวจีนนิยมสวมใส่ในสมัยราชวงศ์หมิง และอาจแพร่กระจายเข้ามาในดินแดนมลายูพร้อมกับการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนโพ้นทะเลที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค แต่ไม่ว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของเคบายาจะเป็นเช่นใด ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เคบายาเป็นผลมาจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หลากหลายในคาบสมุทรมลายูได้อย่างลงตัว
Indhira Adhista / Pixabay
พัฒนาการตามถิ่น
เคบายาในยุคแรก เริ่มเป็นที่นิยมของกลุ่มสตรีชนชั้นสูงในอาณาจักรมัชปาหิต ก่อนที่จะแพร่กระจายไปสู่อาณาจักรใกล้เคียง อย่างอาเจะห์ รีเยา สุมาตราเหนือ และยะโฮร์ รวมถึงผู้หญิงชาวโปรตุเกสที่เข้ามายังดินแดนแถบนี้ในราวศตวรรษที่ 16 ต่อมาเคบายาจึงเริ่มแพร่หลายไปสู่สตรีสามัญชนในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งเริ่มมีการสวมใส่เคบายาในรูปแบบที่เรียบง่ายไม่หรูหรา ขณะเดียวกันการค้าและการทูตยังส่งผลให้เครื่องแต่งกายแบบเคบายากระจายตัวไปยังพื้นที่ใกล้เคียงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบาหลี มะละกา สุลาเวสี ซูลู และมินดาเนา รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ของไทย ที่ต่างได้รับอิทธิพลการแต่งกายด้วยเคบายาและมีการพัฒนารูปแบบที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละท้องถิ่น
เคบายาแบบดั้งเดิมที่เรียกกันว่า เคบายาลาบูห์ (Kebaya Labuh) หรือเคบายาปันจัง (Kebaya Panjang) นับเป็นรูปแบบเคบายาที่ได้รับความนิยมมากสุดในชวาและหมู่เกาะใกล้เคียง โดยเป็นเสื้อคลุมที่มีลักษณะหลวมและมีความยาวถึงเข่า ทำจากผ้าเนื้อบาง ไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้าย ผ้าโปร่ง หรือผ้าลูกไม้ ตกแต่งด้วยลวดลายปัก สวมทับผ้าพันลำตัวที่เรียกว่า เกิมเบ็นหรือกาอิน (Kain) โดยใช้เข็มกลัดหรือเครื่องประดับยึดสาบเสื้อด้านหน้าของเคบายาให้เกิดความกระชับ และสวมใส่พร้อมกับผ้าโสร่ง
Abby AR / Unsplash
ในมาเลเซียได้มีการพัฒนาเคบายาโดยการผสมผสานกับชุดบาจูกูรุง (Baju Kurung) ซึ่งเป็นชุดพื้นเมืองของชาวมาเลย์ที่มีลักษณะเป็นเสื้อหลวมทำจากผ้าฝ้าย ผ้าไหม หรือผ้าเรยอน มีความยาวตั้งแต่ระดับสะโพกถึงหัวเข่า แขนยาวและไม่เปิดด้านหน้า แต่เมื่อมีการนำเคบายาเข้ามาผสมผสานกับบาจูกูรุง ก็ทำให้เกิดชุดที่เรียกว่าบาจูเคบารัง (Baju Kebarung) ที่ยังคงลักษณะของเสื้อตัวยาวแบบบาจูกูรุง แต่มีการเปิดด้านหน้าเหมือนเคบายา
ส่วนเคบายาในสไตล์รีเยาปะหัง (Kebaya Riau Pahang) ซึ่งเป็นรัฐที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาแต่อดีตนั้น จะมีการออกแบบให้มีความยาวของเสื้อที่สั้นลง เพิ่มส่วนของปกเสื้อ พร้อมทั้งเพิ่มกระดุมที่แสดงถึงสถานะของผู้สวมใส่ โดยกระดุม 7 เม็ดสำหรับบุคคลทั่วไป และ 9 เม็ดสำหรับระดับเชื้อพระวงศ์ขึ้นไป นอกจากนี้ ยังนิยมสวมใส่พร้อมกับโดโกห์ (Dokoh) ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่ทำจากโลหะและอัญมณี รวมถึงผ้าพาดบ่าเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับผู้สวมใส่
An Adi / Pixabay
เคบายาของผู้หญิงปักษ์ใต้
การสวมใส่เคบายาของผู้หญิงในภาคใต้ของไทย แม้จะได้รับอิทธิพลมาจากความแพร่หลายของเคบายาในวัฒนธรรมมลายูเช่นเดียวกัน แต่ที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดกลับเป็นเคบายาที่สวมใส่กันในกลุ่มวัฒนธรรมเปอรานากัน (Peranakan) หรือวัฒนธรรมบาบ๋า-ย่าหยา (Baba-Nyonya) ซึ่งหมายถึงวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างมลายูกับจีนโพ้นทะเล
ชาวเปอรานากันเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ได้รับอิทธิพลการสวมใส่เคบายามาจากโลกมลายู แต่มีการพัฒนารูปแบบที่มีความเฉพาะตัวมากขึ้น เรียกว่าเคบายาเปอรานากัน (Kebaya Peranakan) หรือย่าหยาเคบายา (Nyonya Kebaya) ส่วนในอินโดนีเซียจะเรียกว่าเคบายาเอนซิม (Kebaya Encim) ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มชาวเปอรานากันทั้งในมะละกา ปีนัง สิงคโปร์ และภูเก็ต รวมถึงกลุ่มวัฒนธรรมเชตตีมะละกา (Chetti Melaka) ซึ่งเป็นกลุ่มชาวทมิฬจากตอนใต้ของอินเดียที่รับวัฒนธรรมมลายูและเปอรานากัน
Kakanda Yonik / Pexels
แต่เดิม สตรีชาวเปอรานากันยังคงสวมใส่เคบายาในลักษณะเดียวกันกับชาวมลายู โดยสวมเสื้อหลวมยาวถึงเข่าพร้อมกับนุ่งโสร่งผ้าปาเต๊ะ กระทั่งในช่วงทศวรรษที่ 1920 ชาวเปอรานากันได้เริ่มพัฒนารูปแบบเคบายาที่มีลักษณะแตกต่างออกไป โดยเฉพาะการออกแบบเคบายาที่มีความยาวถึงสะโพก ตัดเย็บเข้ารูป และมีสีสันสดใสหลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการใช้วิธีการปักฉลุลายลูกไม้ที่มีความละเอียดสูงในลวดลายมงคลตามความเชื่อของจีน อย่างดอกไม้ ผีเสื้อ แมลง หงส์ และมังกร
สำหรับเคบายาของชาวเปอรานากันในจังหวัดภูเก็ตของไทยนั้น ยังสามารถแบ่งได้เป็นหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเคบายาลินดา (Kebaya Renda) ที่นิยมใช้ผ้าป่านรูเบียลายดอกในการตัดเย็บ ประดับด้วยการเย็บผ้าลูกไม้บริเวณสาบเสื้อและชายเสื้อ และใช้เครื่องประดับในการยึดสาบเสื้อให้เข้ารูป ขณะที่เคบายาบีกู (Kebaya Biku) นับเป็นยุคใหม่ที่เริ่มมีการใช้วิธีการปักฉลุลายเล็ก ๆ บริเวณสาบเสื้อและชายเสื้อ ส่วนเคบายาซูเลม (Kebaya Sulam) เป็นการพัฒนาที่สูงขึ้นด้วยความความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้งานปักฉลุเคบายามีลวดลายที่วิจิตรงดงามและซับซ้อน และมีสีสันหลากหลายกว่าเดิม
Muhammad Renaldi / Pexels
มรดกร่วมแห่งยุคสมัย
แม้ว่าในปัจจุบัน เคบายาจะไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่ผู้หญิงในเอเชียอาคเนย์สวมใส่ในชีวิตประจำวันแล้ว แต่เคบายายังคงได้รับการสวมใส่ในโอกาสสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นงานทางการอย่างพิธีแต่งงานหรือพิธีการทางศาสนา รวมถึงงานสังสรรค์และเทศกาลต่าง ๆ เคบายาจึงยังคงได้รับการนำเสนอต่อสายตานานาชาติในฐานะเครื่องแต่งกายที่เป็นอัตลักษณ์ของสตรีในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่เห็นได้ชัดเจนคือการออกแบบเครื่องแบบพนักงานหญิงของสายการบินหลายประเทศ ที่เลือกใช้เคบายาเป็นต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซียแอร์ไลน์ (Malaysia Airlines) รอแยลบรูไนแอร์ไลน์ (Royal Brunei Airlines) และการูดาอินโดนีเซีย (Garuda Indonesia) แต่ที่เป็นที่จดจำมาอย่างยาวนานคือ สิงคโปร์แอร์ไลน์ (Singapore Airlines) ที่เลือกใช้เคบายาและผ้าโสร่งเป็นเครื่องแบบของพนักงานหญิง เพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ของ “หญิงสาวสิงคโปร์” (Singapore Girl) มายาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ
สะท้อนให้เห็นว่าเคบายาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีร่วมกันของผู้คนในภูมิภาค ส่งผลให้ในเดือนเมษายน 2023 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ผลักดันข้อเสนอต่อองค์การยูเนสโกให้เคบายาเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ร่วมกับมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ นับเป็นสิ่งที่ยืนยันความสำคัญของเคบายาในฐานะเสื้อผ้าสตรีชาวใต้ที่ยังคงมีมนต์ขลังไม่เสื่อมคลาย
ที่มา : บทความ “The Origin of the Kebaya and How It Became an Asean Icon” โดย Samantha Khor จาก www.airasia.com
บทความ “History of Kebaya, Southeast Asia's Most Enduring Traditional Garments” โดย Dini Yasyi จาก seasia.co
บทความ “Malay Traditional Fashion & Textile” จาก malayfashiontextile.yolasite.com
บทความ “Kebaya Riau Pahang” จาก pemetaanbudaya.jkkn.gov.my
บทความ “Nonya kebaya” โดย Jaime Koh จาก eresources.nlb.gov.sg
บทความ “เสื้อเคบายา แฟชั่นยอดฮิตของสาวภูเก็ต มาจากไหน มีกี่แบบ?” จาก www.museumthailand.com
บทความ “มรดกร่วม ‘เคบายา’” โดย ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร จาก www.prachachat.net
ข่าว “เตรียมเสนอ ‘เคบายา (Kebaya)’ ชุดพื้นเมืองสตรีภาคใต้ ขึ้นทะเบียนยูเนสโก ร่วมกับ 4 ประเทศอาเซียน” จาก www.thaigov.go.th
เรื่อง : ธีรพล บัวกระโทก