“ศิลปินกราฟฟิตี้” ผู้เสียดสีสังคมยามค่ำคืน
‘Graffiti (กราฟฟิตี้)’ มีที่มาจากรากศัพท์เดิมของภาษากรีก คำว่า ‘Grafito’ หากแปลแล้วก็คือ การเขียนหรือการวาด ที่ว่ากันว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่ 30,000 ปีก่อน เป็นผลงานของมนุษย์ที่ประดับอยู่บนผนังของถ้ำทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่นับเป็นงานศิลปะถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดและได้รับการอนุรักษ์ไว้ดีที่สุดเท่าที่ชนรุ่นหลังเคยพบ
นับถอยหลังจากหลักหมื่นร่นลงมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหลักพันและร้อยปี การขีดเขียนตามพื้นผิวได้ถูกขนานว่าเป็นศิลปะที่ทรงคุณค่าและควรค่าแก่การรักษา แต่ทำไมเมื่อเวลาถูกร่นลงมาในช่วง 60 กว่าปีให้หลัง การขีดเขียนบนผนังถึงได้กลายเป็นสิ่งต้องห้าม และถูกตีตราว่าเป็น “ขบถสังคม”
ศิลปะถ้ำอายุ 30,000 ปีที่พบในถ้ำ Chauvet ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส
Wikimedia Commons
กดกระป๋องสเปรย์ เพื่อสาดเทตัวตน
กลิ่นสเปรย์สีได้เริ่มลอยละลิ่วในนครนิวยอร์กมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1960 หัวของขวดสเปรย์ถูกกดลงด้วยนิ้วมือของกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการประกาศกร้าวและทำเครื่องหมายอาณาเขตของตัวเอง จากการระเบิดชื่อหรือสโลแกนของตัวเองลงไปบนพื้นผิวกำแพงอาคารบ้านเรือนหรือขบวนรถไฟ เพราะต้องการให้ฝีมือสเปรย์แสดงถึงตัวตนต่อสาธารณชนให้ได้มองเห็นหรือโดดเด่นเป็นมากที่สุด
ตลอดช่วงทศวรรษที่ 70, 80 และ 90 วัฒนธรรมการพ่นสเปรย์แพร่กระจายไปยังเมืองใหญ่ ๆ เกือบทุกแห่งในโลกตะวันตก เมื่อมีผู้มากฝีมือหลายคนเข้า จากการขีดเขียนชื่อตัวเองก็เริ่มถูกเติมแต่งด้วยทักษะศิลปะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้งานฝีมือของตัวเองโดดเด่นและเป็นที่พูดถึง
แม้จะเป็นดูเป็นการดวลกันที่สร้างสรรค์กว่าการต่อยตี แต่การพ่นสเปรย์ก็ไม่ได้ถูกกฎหมายเสียทีเดียว เพราะอุดมการณ์ที่ต้องการแสดงตัวตนนั้นมันดันไปแสดงอยู่บนพื้นที่สาธารณะ ทั้งตามผนังกำแพงของห้างร้าน อาคารต่าง ๆ ยันผนังอิฐเปลือยเปล่าของสถานี ที่แม้แต่โบกี้รถไฟก็ยังหนีไม่พ้นความไวของผู้มากฝีมือเหล่านี้
ภาพชื่อ แท็ก โดย Taki 183 ผู้บุกเบิกในวงการกราฟฟิตี้ยุคแรก ๆ
taki183.net
นั่นไม่วายทำให้กราฟฟิตี้เริ่มเป็น “ปัญหา” ของเมือง ตำรวจของนิวยอร์กต้องคอยปราบปรามเหล่าศิลปินยามราตรีที่ละเลงศิลปะเมื่อฟ้าค่ำ เพื่อสร้างความแปลกใจให้สังคมในรุ่งเช้า ด้วยการติดตาม ยึดสิ่งของ ไปจนถึงการสั่งหยุดวิ่งขบวนรถไฟที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสเปรย์ และจะไม่ให้บริการจนกว่ายานพาหนะบนรางนี้จะเกลี้ยงเกลาจากลวดลายของสีสเปรย์เสียก่อน ทำให้กราฟฟิตี้กลายมาเป็นศิลปะอันหยาบคายและรุกล้ำที่เมืองต้องการไล่กำจัดให้สิ้นซาก และจากโครงการกวาดล้างในนิวยอร์กก็เริ่มสานต่อไปยังเมืองอื่น ๆ มากขึ้น จนในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา แนวปฏิบัตินี้ก็ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก
แต่เอ๊ะ…หรือเป็นเพราะบางครั้ง กราฟฟิตี้ดันไปเสียดสีสังคมเข้าเต็มเปา
เคยมีคนเขียนไว้ว่า กราฟฟิตี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์การขัดคำสั่งของเผด็จการหรือรัฐบาล ที่เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกและความคิดของผู้คนได้ เพราะการพ่นสเปรย์ยังถูกสอดแทรกไปด้วยความคิด อุดมการณ์ของผู้คนที่แสดงต่อสถานการณ์หรือบ้านเมืองในช่วงเวลานั้น ๆ
‘Banksy’ เป็นศิลปินกราฟฟิตี้ที่โด่งดังจากการกดหัวขวดสเปรย์เพื่อเสียดสีสังคม การเมือง และเรียกร้องบางอย่างให้กับผู้คนอยู่เสมอ เช่น “Strive for peace” ผลงานบนผนังในซานฟรานซิสโกที่เรียกร้องเรื่องความรุนแรงและการใช้ระเบิด หรือสิ่งที่เป็นประจักษ์ที่สุดอย่าง “Utilize kindness” ผลงานภาพชายผู้ประท้วงที่กำลังขว้างปาช่อดอกไม้ ที่สะท้อนแนวคิดเรื่องการใช้ความรุนแรงกับผู้คนมือเปล่าที่ออกมาประท้วงรัฐบาล
GualdimG / Wkimedia Commons
หรือ ‘Above’ ก็เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่โด่งดังเพราะความเจ็บแสบจากผลงานสีสเปรย์ที่พ่นเพื่อสะท้อนเหตุการณ์ทางสังคม การเมือง หรือสภาวะระดับนานาชาติออกมาได้ดีไม่แพ้กัน อย่างผลงาน “Give a wall street Banker enough rope” ที่รังสรรค์ขึ้นมาในช่วงการประท้วง Occupy Wall Street ที่กำลังขยายไปทั่วโลก เพราะผู้คนประท้วงเรื่องความไม่เท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจต่อสถาบันการเงิน หรือแม้แต่ “24% DESEMPLEADOS” ภาพสเปรย์เงาสีดำที่ยืนเรียงรายกันท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเงิน ที่กำลังเผชิญกับอัตราการว่างงานครั้งใหญ่ในหลายประเทศ
และในหลายครั้งเอง เศษเสี้ยวกลุ่มหนึ่งของสังคมต่างก็พึ่งพาเครื่องมือการเรียกร้องความยุติธรรมผ่านการพ่นสเปรย์ ซึ่งน่าจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้แสงของสังคมได้สาดส่องมายังชนกลุ่มน้อยอย่างพวกเขาบ้าง หรือแม้แต่การสร้างการย้ำเตือนเพื่อเรียกร้องให้แก่ผู้คนที่จะต้องไม่ถูกลืม อย่างเหตุการณ์สังหารหมู่ที่สนามฟุตบอลพอร์ทซาอิดในช่วงการปฏิวัติอียิปต์ เมืองที่ต่อให้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดแค่ไหน ก็ต่างต้องผงะกับผลงานสีสเปรย์ที่ตีแสกหน้าเข้าอย่างแรงในยามเช้า
แม้กราฟฟิตี้ยังผิดกฎหมาย แต่ก็กลาย ๆ ว่าจะเป็นที่ยอมรับ
การเคลื่อนย้ายจากถนนสู่แกลเลอรีบ่งบอกถึงการยอมรับที่เพิ่มขึ้นของกราฟฟิตี้ แม้จะมีข้อโต้แย้งกันอยู่บ้างที่การวาดเขียนแบบนี้จะถูกบันทึกให้เป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่ง เพราะอาจเป็นเรื่องยากที่นักวิชาการด้านศิลปะหลายคนจะลงความเห็นยอมรับการพ่นสเปรย์ให้เป็นศิลปะเหมือนกับการวาดภาพอื่น ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีศิลปินกราฟฟิตี้จำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้ และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มคนที่ชื่นชอบงานศิลป์อยู่ไม่น้อย
และก็ยังมีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่ข้องเกี่ยวกับวงการศิลปะอีกหลายคนที่ให้การยอมรับว่า ‘กราฟฟิตี้’ เป็นทั้ง การเฉลิมฉลองและการประกาศการต่อต้านที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้และเป็นอีกหนึ่งวิธีการแสดงออกที่รัฐบาลเองก็ยังไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ ซึ่งในทัศนะของหลายคนก็คิดว่า กราฟฟิตี้ไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงอะไร ตราบใดที่ศิลปินกระป๋องสเปรย์ทำงานอยู่ในอาชีพนี้อย่างซื่อสัตย์และซื่อตรง
เพราะเหล่ากราฟฟิตี้ทั้งหลายก็ปรับตัวและกำลังค้นหาโอกาสมากขึ้นในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ถูกกฎหมาย อย่างการจัดแสดงในหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ หรือการร่วมมือกับองค์กรที่ให้บริการพื้นที่สาธารณะกลางแจ้ง แต่ก็ยังมีศิลปินยามราตรีอีกมากที่ยังคงมีอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่านกับการแอบระเบิดสีสเปรย์ของตัวเองตามผนังหรือขบวนรถไฟในยามค่ำคืน แถมยังอยู่ตรงข้ามกับเหล่านักพ่นสเปรย์ในพิพิธภัณฑ์ และเคยกล่าวถึงกันไว้ว่า "กราฟฟิตี้จะไม่เหมือนเดิมเมื่อย้ายจากถนนไปที่แกลเลอรี ป้ายสเปรย์บนผืนผ้าใบ จะไม่มีพลังเช่นเดียวกับป้ายมันบนถนน"
ปัจจุบันเมื่อสังคมเปิดกว้างขึ้น กราฟฟิตี้ได้กลายเป็นศิลปะนอกแขนงที่มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในสายตาของสังคม อีกทั้งภาครัฐและเอกชนของหลายเมืองเองก็เริ่มยินดีที่จะให้การพ่นสเปรย์บนกำแพงนี้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองด้วยเช่นกัน รวมไปถึงการโปรโมตแบรนด์อย่างโดดเด่นด้วยกราฟฟิตี้ ส่วนถ้าพูดถึงอุตสาหกรรมกราฟฟิตี้ในอีกมุมนั้น เชื่อว่าอย่างไรเสีย วิถีการกดหัวสเปรย์แบบเดิมคงยังมีอยู่ไม่เลือนหายไปไหน ไม่ใช่เพราะความสนุกสนานของกลุ่มคนที่ได้ร่ายรำบนกำแพง แต่เป็นเพราะการเรียกร้อง แสดงออก ต่อต้าน จะวนเวียนอยู่คู่กับสังคมต่อไป และรอให้เหล่านักพ่นสเปรย์ยามราตรีได้ออกมาสาดเทแต้มสีตีแสกหน้าให้กับสังคมในยามเช้าเช่นเคย
โครงการ Art for Estates ที่ Fenwick Estate ในลอนดอน
สามารถดูภาพอื่น ๆ ได้ที่นี่ : globalstreetart.com
ที่มา : บทความ “Graffiti to Street Art – A Short History” จาก artordeath.wordpress.com
บทความ “The Writing on the Wall: Graffiti as a form of societal resistance” จาก decoratingdissidence.com
บทความ “The History Of Graffiti” จาก 90degrees.graffitiartistsforhire.com.au
บทความ “Satire in Graffiti” จาก chicanoartquezada.wordpress.com
บทความ “Graffiti and Political Sarcasm as Tools for Political Participation in Egypt” โดย POLICY BRIEF
บทความ “Street and Graffiti Art” จาก theartstory.org
เรื่อง : นัฐวรรณ วุทธะนู