โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ห้องเรียนยุค Gen AI และโจทย์ใหม่ของคุณครูเมื่อต้องสอนเจเนอเรชัน Beta

นิตยสารคิด

อัพเดต 15 ม.ค. 2568 เวลา 03.19 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2568 เวลา 03.19 น.
gen-ai-education-cover

แวดวงการศึกษาต่างตื่นตัวอย่างมากกับการเข้ามาของ ChatGPT บ้างก็ว่า นี่คือขุมทรัพย์ทางโอกาส แต่บ้างก็ว่า นี่คือหายนะทางการศึกษา แต่ว่ากันตามจริงแล้ว ตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์มนุษย์ ก็ได้มีการคิดค้นเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา แค่ช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมาเราก็พบตั้งแต่การเข้ามาของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือการอุบัติขึ้นของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วง 25 ปีให้หลัง และล่าสุดกับการมาถึงของ Generative AI รูปแบบหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ที่หลายคนยกย่องว่าเป็น “ไพ่ใบหลักแห่งอนาคต”

สายธารทางนวัตกรรมบ่งบอกกับเราว่า มนุษย์ไม่เคยปราศจากการต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คำถามที่ดังก้องอยู่ไม่ขาดสายก็คือ มนุษย์จะปรับตัวอย่างไรกับเทคโนโลยีที่เข้ามาไม่หยุดหย่อน และเหมาะสมในแต่ละยุคสมัย

(Thomas Park / Unsplash)

Generative AI กับบทบาทใหม่ พลิกมนุษย์จากผู้ออกคำสั่งเป็นผู้สร้างสรรค์
บุคลากรในวงการศึกษาต่างพยายามถามตัวเองเรื่อยมาทุกครั้งเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามากระเพื่อมในสังคม การศึกษา โดย Common Sense Media ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่า ร้อยละ 97% ของนักเรียนอายุ 11-17 ปี ใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างเรียน โดยมีโซเชียลมีเดีย ยูทูบ และเกม เป็นกลุ่มแอปพลิเคชันที่ใช้บ่อยที่สุด แนวโน้มนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอีกเท่าไรในยุคสมัยของเจเนอเรชันเบต้า (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 2025-2039) คงต้องรอดูกันต่อไป แต่ที่แน่ ๆ แนวโน้มนี้คงจะไม่ลดลง นักเรียนจะยังคงใช้เทคโนโลยีและพวกเขาจะไม่หยุดใช้

ฉะนั้น ข้อชวนคิดมากมายก็ผุดขึ้นตามมาจากภาพอนาคตที่เราล้วนมองเห็นได้ไม่ยากนี้ เมื่อปลายปี 2023 นักการศึกษาจากตะวันตกก็เล็งเห็นประเด็นนี้เช่นกัน สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT จึงได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ "Generative AI + Education" โดยมีผู้นำทางการศึกษาเข้าร่วมกว่า 250 คน สนทนาถึงเส้นทางไปสู่อนาคตของ Generative AI ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน พวกเขาเน้นย้ำว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการสำหรับเด็ก โรงเรียน และสังคม ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างใดดีที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น

มิตช์ เรสนิก (Mitch Resnick) LEGO Papert Professor of Learning Research จาก MIT Media Lab หนึ่งในผู้ร่วมวงเสวนาในหัวข้อ “Will Generative AI Transform Learning and Education?” เสนอให้เราหันกลับมาสู่คำถามพื้นฐานที่ว่า เราต้องการการเรียนรู้แบบไหนสำหรับลูก ๆ ของเรา โรงเรียน และสังคมของเรา? แทนที่จะไปถามว่า “เทคโนโลยีใหม่นี้ทำอะไรได้บ้าง?”

เขายังได้ยกคำสอนจากศาสตราจารย์ของเขา ซีย์มัวร์ พาเพิร์ท (Seymour Papert) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และนักการศึกษาชื่อดัง ที่บุกเบิกการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการศึกษา โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ที่กล่าวว่า โลกนี้แบ่งแนวคิดเรื่องแนวทางการใช้เทคโนโลยีกับการศึกษาเป็น 2 แบบ ได้แก่ ใช้เทคโนโลยีที่ช่วยมนุษย์ในฐานะ ‘ผู้ออกคำสั่ง’ (Instructionist) และ ‘ผู้สร้างสรรค์’ (Constructionist)

มิตช์ตั้งข้อสังเกตว่า ในการเข้ามาในช่วงแรกเริ่มของ Generative AI ดูเหมือนจะเข้าหลักการในแบบแรกได้ง่ายกว่าแบบหลัง เหมาะจะใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการถามตอบ การทำตามคำสั่ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรกับการทุ่มเทคิดถึงการป้อนคำถามอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่สำหรับ Generative AI ในยุคหลัง เช่นพวก ChatGPT เขามองว่า มันได้เปิดความเป็นไปได้ที่จะใช้เทคโนโลยีนี้ในทั้ง 2 แนวทาง คือ ในแนวทางดั้งเดิมอย่างเช่นการป้อนคำสั่งให้ปัญญาประดิษฐ์ตอบ และการนำ Generative AI มาใช้สร้างประเด็นปลายเปิด เพื่อช่วยให้นักเรียนอยู่ในบทบาทของ ‘นักสร้างสรรค์’ ที่สามารถออกแบบ คิด และทดลองไอเดียใหม่ ๆ ได้อย่างอิสระ และที่สำคัญก็คือ ช่วยให้เกิดการถกเถียงและทำงานร่วมกันระหว่างเพื่อนร่วมชั้น

(Compare Fibre / Unsplash)

ตัวอย่างการพัฒนา Generative AI ที่จะช่วยพลิกมนุษย์จากผู้ออกคำสั่งเป็นผู้สร้างสรรค์ คือการพัฒนาให้ Generative AI เป็นตัวช่วยต่อยอดบทสนทนาระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง จัสติน ไรช์ (Justin Reich) ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการระบบการสอน MIT Teaching Systems Lab มองว่า นี่จะเป็นหนทางในการสร้างความคิดสร้างสรรค์ การทดลองไอเดียใหม่ ๆ ที่ตรงข้ามกับแนวทางการสอนให้เป็นผู้ออกคำสั่ง

จัสตินกล่าวว่า “แคโรลิน โรส (Carolyn Rose) นักวิจัยจาก Carnegie Mellon University ได้ทำการศึกษาการนำ Generative AI ที่มาวางไว้ในตำแหน่งระหว่างบทสนทนาของคนสองคนที่กำลังสนทนากันอยู่ มันเป็นเพียงเครื่องมือช่วยเหลือในการช่วยให้คนสองคนคิดอย่างกว้างขวางมากขึ้น แก้ปัญหาเมื่อพวกเขาพบข้อบกพร่องในความรู้ของตนเอง หรือสิ่งอื่น ๆ ดังนั้นผมคิดว่านี่เป็นวิธีการใช้เทคโนโลยีที่น่าสนใจอย่างมากที่จะช่วยเพิ่มพูนปฏิสัมพันธ์ทางสังคม มากกว่าจะเข้าไปแทนที่การมีปฏิสัมพันธ์ทั้งหมด”

ChatGPT ช่วยทบทวนว่า อะไรที่มนุษย์ยังทำได้ดี
นอกจากคำถามพื้นฐานว่า เราอยากมอบการศึกษารูปแบบใดแก่เด็ก ๆ แล้ว การเข้ามาของ Generative AI ยังช่วยให้มนุษย์ได้ทบทวนว่าอะไรคือสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดี ไม่ใช่คิดแต่ว่า เทคโนโลยีนี้ดีอย่างไรบ้าง

แน่นอนว่า Generative AI สามารถใช้แบ่งเบาภาระให้กับคุณครูได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยออกแบบคำถามท้ายคาบ หรือช่วยแยกข้อมูลคำตอบของนักเรียนและวิเคราะห์ผลในเบื้องต้น มิตช์จึงชวนทุกคนตั้งคำถามว่า แล้วข้อดีของคุณครูล่ะ “เพราะผมคิดว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์ทำได้ดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในด้านสังคม การสร้างความสัมพันธ์ การเชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิต การสร้างชุมชนที่เอื้ออาทรระหว่างกันและกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นว่า AI จะสามารถมีบทบาทสำคัญได้”

(Jerry Wang / Unsplash)

หนำซ้ำ การโฆษณาให้ Generative AI กลายเป็นคุณครูคนใหม่ที่ยอดเยี่ยม ยังเป็นสิ่งที่มิตช์ไม่เห็นด้วย “ผมรู้สึกหงุดหงิดมากกับวิธีการนำเสนอ Generative AI ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งอธิบายว่าสามารถเป็นติวเตอร์ระดับโลกได้เหมือนกับครู มันไม่เหมือนกับครู ผมไม่ได้บอกว่ามันไม่มีคุณค่า คุณสามารถทำสิ่งที่ดีได้จากมัน แต่ผมหวังว่าผู้คนจะหยุดเปรียบเทียบ เพราะผมคิดว่า เราควรจะดูว่าอะไรคือสิ่งที่ AI สามารถทำได้ดีจริง ๆ ในบริบทของมัน อะไรคือสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีจริง ๆ และทำให้แน่ใจว่า เราได้เน้นย้ำสิ่งนั้น และช่วยให้ครูเตรียมพร้อมรับมือกับมันได้”

อีกปัญหาใหญ่ที่คุณครูสะท้อนมาในช่วงขาขึ้นของ Generative AI ก็คือ การถูกใช้เป็นเครื่องมือโกงข้อสอบ มิตช์ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า “20 ปีก่อน ในยุคที่เราสามารถอัปโหลดวิดีโอการสอนขึ้นอินเทอร์เน็ตได้แล้ว มีคนบอกกับผมว่า นี่คือหายนะที่จะทำให้เด็กไม่มาเข้าเรียนในห้องเรียน ผมก็ตอบไปว่า งั้นคุณก็ต้องหาวิธีการสอนในรูปแบบใหม่แล้วล่ะ” ในทำนองเดียวกันกับ ChatGPT “ถ้าคุณให้โจทย์ที่ ChatGPT สามารถตอบให้ได้ทั้งหมด คุณคงต้องเปลี่ยนแนวทางโจทย์ของคุณแล้วล่ะ”

โจทย์สำคัญสำหรับการประยุกต์ Generative AI มาใช้กับการเรียนการสอน ถูกขมวดมาอยู่ในประโยคที่ว่า “ผู้สอนต้องคิดถึงสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนได้รับ” ดังที่ เจแนต แรนคิน (Janet Rankin) ผู้อำนวยการศูนย์ MIT Teaching + Learning Lab กล่าว “เมื่อครูทราบเป้าหมายแล้ว ก็สามารถพิจารณาได้ว่า Generative AI จะเข้ามาช่วยสนับสนุนเป้าหมายเหล่านั้นได้อย่างไร”

ตัวอย่างเช่น หากวัตถุประสงค์ของการให้เด็กเขียนบทความนั้นคือเพื่อจะพัฒนาทักษะการเขียน แต่ผู้เรียนจะไม่สามารถพัฒนาทักษะเหล่านั้นได้เลย หากพวกเขาใช้ AI เขียนบทความมาให้ทั้งหมด เจแนตจึงชี้ชวนให้กลับมาตั้งหลักใหม่ พร้อมทบทวนวัตถุประสงค์ที่อยากจะให้เด็กได้บรรลุ กรณีนี้ไม่แตกต่างจากครั้งที่เครื่องคิดเลขเข้ามายังระบบการศึกษา ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้วิชาคณิตศาสตร์หายไป

(Greg Rosenke / Unsplash)

เปลี่ยนแค่การสอนไม่เพียงพอ ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ
นักการศึกษารุ่นใหม่ต่างสนับสนุนแนวทางการสอนแบบผู้สร้างสรรค์มากขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวคือการสร้างโจทย์ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองคิดไอเดียใหม่ ๆ และที่สำคัญคือก่อให้เกิดการระดมสมอง ซึ่งจะช่วยให้เด็ก ๆ มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ในอนาคต ทว่า หลักสูตรในปัจจุบันกลับยังเป็นไปในแนวทางแรก ที่เน้นการท่อง จำ และทำตามคำสั่งเสียมากกว่า

ภาพที่คุ้นชินก็คือ ครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน ครูออกคำสั่งและนักเรียนทำตามโจทย์นั้นอย่างตายตัว ดังนั้น ลำพังแค่การเปลี่ยนแปลงภายในห้องเรียนย่อมไม่เพียงพอต่อการสร้างรูปแบบหลักสูตรให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์

ลองจินตนาการถึงห้องเรียนในโรงเรียน มีปัจจัยมากมายที่ส่งผลให้ไม่สามารถลดทอนการศึกษาเหลือเพียงแค่การปรับหลักสูตร แล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลง “ตามประวัติศาสตร์แล้ว นักเทคโนโลยีไม่ได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับระบบที่ซับซ้อนเหล่านั้น ทั้งในด้านสังคมและเทคโนโลยี" จัสติน ไรช์ (Justin Reich) ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการระบบการสอน MIT Teaching Systems Lab กล่าว "หากคุณไม่เข้าใจระบบที่คุณกำลังสร้างขึ้นเหล่านี้ คุณก็จะไม่สามารถสร้างสิ่งของที่ใช้งานได้จริงในระบบได้” ระบบที่จัสตินว่ามานั้น มีตั้งแต่การเรียนการสอน งานเอกสาร รวมไปถึงบรรทัดฐานในแต่ละสังคมโรงเรียนที่แตกต่างกัน

(Avel Chuklanov / Unsplash)

หัวใจสุดท้ายคือการเข้าถึงที่เท่าเทียม
เป้าหมายสุดท้ายที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ AI กับระบบการศึกษาเห็นพ้องในทางเดียวกันก็คือ การมอบการควบคุมและอิสระในการใช้เทคโนโลยีให้กับผู้เรียนจากหลากหลายภูมิหลังทางประชากร หลายคนแสดงความกังวลว่า หากเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีมุมมองที่จำกัด จะนำมาซึ่งคำถามว่า "ใครบ้างที่จะถูกนับรวมอยู่ในเทคโนโลยี และใครบ้างที่ไม่ได้รับ?”

การมีอยู่ของ AI ยังส่งผลให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำอาจถ่างกว้างได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม มีการคาดการณ์ว่า การบริโภคทรัพยากรน้ำประจำปีทั่วโลกของ AI (เพื่อการระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ AI นั้นต้องใช้ทรัพยากรน้ำจำนวนมาก) จะยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ระหว่าง 4.2 พันล้านถึง 6.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2027 ซึ่งสูงกว่าการใช้น้ำประจำปีของประเทศอย่างเดนมาร์กถึง 4-6 เท่า

ฮัล อาเบลสัน (Hal Abelson) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่ MIT ได้แสดงความเห็นว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ควรเป็นเครื่องมือสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่มีการศึกษาสูง ทรัพยากรดี หรือมีพื้นฐานทางเทคนิคที่ดีเท่านั้น แนวคิด "Computational Action" (แนวคิดที่เน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลกระทบเชิงสังคม) ซึ่งเป็นรูปแบบที่มุ่งมั่นส่งเสริมให้เด็ก ๆ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเองผ่านเทคโนโลยี ควรเป็นแนวคิดที่สังคมควรหันมาให้ความสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่า เด็กทุกคนสามารถสร้างสรรค์เครื่องมือที่ช่วยยกระดับชีวิตและสร้างผลกระทบเชิงสังคมที่มีความหมายได้ ตัวอย่างเช่น นักเรียนมัธยมปลายในมอลโดวาได้พัฒนาแอปพลิเคชันมือถือที่ผู้คนสามารถป้อนข้อมูลและดูแหล่งน้ำสะอาดบนแผนที่ร่วมกัน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ช่วยแก้ไขปัญหาในระดับประเทศ

ในท้ายที่สุด สิ่งที่อาจเรียกว่าเป็น “ภัย” จากการเข้ามาของ Generative AI ได้กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์หันกลับมาตั้งหลักว่า อะไรคือคุณค่าของความเป็นมนุษย์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความสามารถในการปรับตัว นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสที่จะพัฒนาทักษะสำคัญของมนุษย์ที่เทคโนโลยีไม่สามารถทำซ้ำได้ เช่น ความเห็นอกเห็นใจ การสร้างความสัมพันธ์ ความคิดสร้างสรรค์ การเป็นผู้นำ และการทำงานร่วมกัน เพราะโดยหลักการแล้ว AI อาจกำลังผลักดันให้เราขยายขอบเขตการสอนและการเรียนรู้ให้ก้าวข้ามระบบที่เคยมีมา และเน้นย้ำไปถึงจุดแข็งจริง ๆ ที่เรามีมาร่วมกัน

ที่มา : บทความ “What will the future of education look like in a world with generative AI?” โดย MIT Open Learning
บทความ “Generative AI in action” โดย MIT Open Learning
บทความ “Designing Education for the Alpha Generation in the Age of AI” โดย Ann M. Chavez
บทความ “What we need to know about generation beta” โดย Shannon Meyerkort

เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Richemont พบยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 11% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2025

THE STANDARD

วัยทองเริ่มเมื่อไหร่ และเราต้องเตรียมตัวล่วงหน้าตั้งแต่อายุเท่าไหร่ถึงจะรอด

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

“Oysters & Spice” สดฉ่ำจากท้องทะเลไทยที่ The Siam Tea Room โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค

Gourmet & Cuisine

Rangoon Tea House Bangkok เปิดบ้านคนรักชาและอาหารเมียนมาร์หลังใหม่ที่ ICONSIAM!

Gourmet & Cuisine

เปิดลิสต์ 10 อาหารสุขภาพ “แคลอรีสูง” กินเพลินระวังน้ำหนักพุ่งแบบไม่รู้ตัว

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

พาราด็อกซ์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ อิสระในการใช้ชีวิต

GM Live
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...