TOP บวกแรง 5% ลุ้นกำไร Q4 ฟื้นเด่นรับ “ค่าการกลั่น” สูง หนุนทั้งปีแตะ 9.7 พันล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ม.ค.69) ราคาหุ้นบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ณ เวลา 11:16 น. อยู่ที่ระดับ 41.50 บาท บวก 2 บาท หรือ 5.06% สูงสุดที่ระดับ 41.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 40 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 610.70 ล้านบาท
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 4/2568 ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP คาดว่าจะอยู่ที่ 2,130 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 455% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 1% จากไตรมาสก่อน สาเหตุที่ทรงตัวจากไตรมาส 3/2568 เพราะรายการพิเศษ net stock loss หลังภาษีฯ ติดลบ 2,953 ล้านบาท ฉุดเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2567 ที่เป็นบวก 260 ล้านบาท และเป็นบวก 1,194 ล้านบาทในไตรมาส 3/2568 จากราคาน้ำมันดิบผันผวนลงจากความกังวลซัพพลาย OPEC และการเจรจาหยุดยิงของรัสเซีย-ยูเครน
ทั้งนี้ หากตัดรายพิเศษดังกล่าวและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (fx loss) ออก คาดไตรมาส 4/2568 จะมีกำไรปกติ 5,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 702% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1,202% จากไตรมาสก่อน นำโดยธุรกิจโรงกลั่นที่ซัพพลายทั่วโลกตึงตัวในช่วงไตรมาส 4/2568 จากโรงกลั่นทั้งในสหรัฐฯ และเอเชีย ปิดซ่อมนอกแผน รวมถึง EU re-stock รับฤดูหนาว ส่งให้ product spread หลัก 31-52% จากไตรมาสก่อน หนุนให้ market GRM/ค่าการกลั่นฟื้นเป็น 9.1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 78% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 160% จากไตรมาสก่อน
อย่างไรก็ตาม หากกำไรปกติไตรมาส 4/2568 เป็นไปตามคาด จะทำให้ทั้งปี 2568 คาดกำไรอยู่ที่ 9,700 ล้านบาท ลดลง 27% จากปีก่อน ซึ่ง downside ประมาณ 0.17 บาทต่อหุ้น ไม่ได้กระทบอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ มองทิศทางปี 2569 จะดีขึ้น คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้น 45% เป็น 14,000 ล้านบาท เพราะไม่มีปิดซ่อมใหญ่ ส่งผลให้ปริมาณกลั่นเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และประสิทธิภาพ (efficiency) ดีขึ้น, กลับมาเปิดทุ่นรับน้ำมันดิบในช่วงครึ่งแรกปีนี้ ลดค่า ship-to-ship (0.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) รวมถึงปิโตรเลียม spread ยังอยู่ในระดับสูง จากไม่ได้เผชิญ oversupply หนุนค่าการกลั่นฟื้นเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน มาที่ 5.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ดังนั้น คงมุมมอง TOP ยังน่าสนใจบนอัพไซด์ในระยะยาวของ heavy crude ต่อโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ที่จะเพิ่มขึ้นหากซัพพลายของเวเนซูเอลา ทำให้ส่วนต่าง Light crude-heavy crude มากกว่าคาด ทั้งนี้ ระยะสั้นมีปัจจัยบวกจากไตรมาส 4/2568 กลับมาฟื้นตัวเด่นกว่ากลุ่ม (ฐานต่ำ) และความคืบหน้าโครงการ CFP
ด้านนางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี TOP กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไทยออยล์ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในการออกและเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนสกุลดอลลาร์สหรัฐ (หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์) ซึ่งถือเป็นธุรกรรมการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ชุดแรกจากบริษัทไทยในปี 2569 ที่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างดีเยี่ยม จำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำเงินมาสนับสนุนการลงทุนของบริษัท โดยเฉพาะโครงการ CFP ที่กำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2571
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (CLSA) ประเมินว่า TOP จะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2.2 พันล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.98 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าจะลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของผลประกอบการไตรมาสดังกล่าวมาจากการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของค่าการกลั่นตลาด (Market Gross Refining Margin: Market GRM) ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 9.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากระดับ 3.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 3 ปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Crack Spreads) ที่แข็งแกร่ง รวมถึงอัตราการเดินเครื่องที่อยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 113
อย่างไรก็ดี ปัจจัยบวกดังกล่าวถูกหักลบด้วยผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 3.0 พันล้านบาท จากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบดูไบ รวมถึงผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงและอัตราแลกเปลี่ยนในรายไตรมาส ส่งผลให้ CLSA ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2568 ลงร้อยละ 13 จากเดิม นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มอะโรเมติกส์และน้ำมันหล่อลื่นยังมีแนวโน้มช่วยหนุนค่ากำไรขั้นต้นรวม (GIM) ให้เพิ่มขึ้นเป็น 11.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 5.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1 ปี 2569 CLSA คาดว่าค่าการกลั่นจะอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ราว 8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน ดีเซล และเบนซินที่ลดลง แม้อัตราการเดินเครื่องจะยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แต่ยังคงมีความเสี่ยงต่อผลกำไรหากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
ด้านโครงสร้างเงินทุน ไทยออยล์มีแผนออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.8 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อนำเงินมาสนับสนุนโครงการ Clean Fuel Project (CFP) ควบคู่กับการซื้อคืนหุ้นกู้ชุดอื่น โดยใช้เงินที่ได้จากการทำ Asset Monetization
ทั้งนี้ CLSA ยังคงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับหุ้นไทยออยล์ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 36.00 บาทต่อหุ้น พร้อมระบุว่าหุ้นยังได้รับแรงสนับสนุนในระยะสั้นจากระดับค่าการกลั่นที่อยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงจากการลดสัดส่วนการถือหุ้นจากการเข้ามาของพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ รวมถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการ CFP ซึ่งอาจกระทบต่อมูลค่าในระยะยาว