โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“พิชัย” ชงปลดล็อก “กองทุนประกัน” เพิ่มพอร์ตลงทุนหุ้น ดันตลาดทุนคึกคัก

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 26 พ.ค. 2568 เวลา 15.54 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2568 เวลา 13.39 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

วันนี้ (26 พ.ค.68) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานเสวนา “ปลุกเสน่ห์หุ้น–คริปโทฯ–ทอง ครึ่งปีหลัง!” จัดโดย DailynewsTalk 2025 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องพึ่งพาตลาดทุนที่แข็งแรง โดยย้ำว่า “หุ้นยังมีเสน่ห์” แม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว

“หุ้นยังมีเสน่ห์อยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเรามองอย่างไร เข้าใจกลไกแค่ไหน ถ้าเข้าใจดี หุ้นก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่มั่นคงได้แน่นอน” รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุ

นายพิชัย กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันตลาดทุนไทยยังมีกฎเกณฑ์หลายประการที่เป็นข้อจำกัด โดยเฉพาะในกลุ่มกองทุนประกันชีวิตและประกันภัย ซึ่งมีสินทรัพย์จำนวนมาก แต่ไม่สามารถลงทุนในหุ้นได้อย่างยืดหยุ่น เนื่องจากติดกติกาล้าสมัย จึงเสนอให้มีการ “ปลดล็อก” ข้อจำกัดเหล่านี้ รวมถึงส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนสามารถใช้ “หุ้นซื้อคืน” (Treasury Stock) เป็นเครื่องมือบริหารทุนได้มากขึ้น โดยหากกฎกระทรวงฉบับใหม่แล้วเสร็จ จะช่วยให้ดำเนินการได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

รองนายกฯ และ รมว.คลัง ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการออกพันธบัตรดิจิทัล ภายใต้ชื่อ G-Token” ว่า เป็นทางเลือกใหม่ในการระดมทุนจากรายย่อย สร้างโอกาสเข้าถึงการลงทุนที่เท่าเทียม และคาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมากกว่าการฝากเงินในธนาคาร

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนแก้กฎหมายเพื่อเชื่อมโยงการลงทุนระหว่าง “ตลาดทุน” และ “ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล” (Digital Asset) อย่างเป็นระบบ เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามตลาดได้อย่างสะดวก รองรับพฤติกรรมการลงทุนยุคใหม่

นายพิชัย กล่าวเพิ่มเติมถึงการใช้คริปโทเคอร์เรนซีในต่างประเทศว่า บางประเทศเริ่มเปิดให้ใช้คริปโทฯ ซื้อสินค้าโดยผูกกับบัตรเครดิต ซึ่งคนขายจะรับเงินเป็นสกุลท้องถิ่นตามปกติ โดยไม่ทราบว่าผู้ซื้อใช้คริปโทฯ ชำระเงิน ซึ่งโมเดลนี้สามารถนำมาใช้ในไทยได้หากมีระบบรองรับที่ปลอดภัย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินของประเทศ

รองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 1.9% ขณะที่ในอดีตเคยเติบโตถึง 6–10% แต่เงินในระบบยังคงอยู่ในกองทุนจำนวนมาก สะท้อนถึงความไม่สมดุลด้านโครงสร้าง เมื่อมีการลงทุนขนาดใหญ่ สภาพคล่อง (liquidity) มักไม่สอดคล้องกับกระแสเงินสด (cash flow) ที่ไหลเข้ามา ส่งผลให้เกิดภาวะเงินตึง และต้องพึ่งพาการกู้เงินจากต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากในบางช่วงเงินไหลเข้ามามาก แต่ไม่มีช่องทางลงทุนที่ชัดเจน ก็กลายเป็นส่วนเกิน (surplus) พอมีสภาพคล่อง แต่กลับปล่อยกู้ได้น้อย เพราะยังไม่มี trust and confidence ทั้งจากฝั่งผู้ปล่อยสินเชื่อและนักลงทุน

นายพิชัย พร้อมระบุด้วยว่า ไทยยังเป็น “หลุมหลบภัย” (Safe Haven) สำหรับเงินทุนต่างชาติ โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มที่อยู่ในช่วง Wait and See ซึ่งรอดูทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและความพร้อมของระบบก่อนตัดสินใจลงทุนระยะยาว

รองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้การลงทุนในต่างประเทศจะง่ายขึ้นในยุคนี้ แต่สำหรับนักลงทุนไทย การลงทุนในบริษัทไทยยังคงได้เปรียบ เพราะเข้าใจธุรกิจและติดตามข้อมูลได้ใกล้ชิดมากกว่า พร้อมย้ำว่า ตลาดทุนจะยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...