โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ชัยยศ” มอง SET ผ่านจุดต่ำสุด รับแรงหนุนต่างชาติซื้อกลับ–เก็งดอกเบี้ยขาลง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 04.50 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 04.50 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยในรายการ "ข่าวหุ้นเจาะตลาด" วันนี้ (16 ก.ค.68) ว่า กรณีประเด็นที่อินโดนีเซียบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ ด้วยอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐที่ 0% และให้อัตราภาษีสหรัฐฯอยู่ที่ 19% ต่อสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซียถือเป็นแนวโน้มสำคัญที่อาจเป็นตัวกำหนดกรอบการเจรจาของไทยในลำดับถัดไป

โดยฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าไทยอาจต้องเผชิญอัตราภาษีใกล้เคียงกับเวียดนามที่ระดับ 20% และอาจจำเป็นต้องลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐลงเหลือ 0% เช่นกัน หากต้องการรักษาความได้เปรียบทางการค้า โดยอาจต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่มากกว่า เนื่องจากไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯสูงกว่าอินโดนีเซีย ดังนั้นไทยอาจต้องมีเงื่อนไขหรือข้อเสนอที่มากกว่า เพื่อให้อัตราภาษีใกล้เคียงกับอินโดนีเซียหรือเวียดนาม

อย่างไรก็ตามแม้ต้นทุนค่าขนส่งค่าผลิต และค่าแรงของสินค้าสหรัฐจะสูงกว่า ทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าไทยเพื่อการบริโภคภายในประเทศอาจไม่มากนัก แต่สินค้าเกษตรบางชนิด เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด และเนื้อสุกร หากสหรัฐฯ ส่งเข้ามาขายในไทยเสรีจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยพอสมควร

โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น ผู้เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ อย่างไรก็ตามไทยมีการนำเข้าถั่วเหลืองอยู่แล้ว ส่วนผลกระทบต่อเนื้อหมูระดับพรีเมียมหรือทั่วไปยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน

ตรงนี้มองว่าควรเปรียบเทียบกับเวียดนามมากกว่าอินโดนีเซีย เนื่องจากมีกระแสทุนจีนเข้ามาคล้ายกันและลักษณะทางภูมิศาสตร์คล้ายคลึงกัน หากไทยต้องเผชิญอัตราภาษีที่ประมาณ 20% ใกล้เคียงเวียดนาม ถือว่าค่อนข้างเสียเปรียบ แต่หากลดลงมาได้ก็น่าจะเป็นบวกกับไทย

ส่วนภาพรวมตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ประเมินยังไม่ถือว่าเป็นขาขึ้น แต่ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า SET มีโอกาสเป็นจุดต่ำสุดแล้ว จากสัญญาณเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าสะสมประมาณ 4,000 ล้านบาทในช่วง 4 วันที่ผ่านมา บวกกับเม็ดเงินจาก กองทุน Thai ESG มูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงินเหล่านี้เลือกเข้าลงทุนในกลุ่มไฟแนนซ์ ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเคย underperform มานาน

โดยปัจจัยหนุนหลักที่นักลงทุนต่างชาติจับตามากที่สุด คือความคาดหวังว่าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ ซึ่งสื่อรายงานว่าอาจเป็นผู้บริหารจากภาคธนาคาร จะมีแนวทางผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศที่คิดเป็นกว่า 60% ของ GDP ไทย หากลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง เหลือระดับ 1.25% ตามที่คาดการณ์อาจช่วยผลักดันเศรษฐกิจและ SET Index ให้ปรับขึ้นต่อเนื่องได้

อย่างไรก็ตามนักลงทุนรอความชัดเจนประกาศผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ ทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายก็เป็นแนวทางที่ชัดเจนแล้วว่าต้องทำ เพราะหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง หากผู้ว่าฯคนใหม่มาจากภาคธนาคาร (ตามโพลข่าว) ก็จะมีความเข้าใจในระบบสินเชื่อและการป้องกัน NPLs ได้ดี ทำให้มีมุมมองที่ดีต่อการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินและลดดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ทำให้เงินทุนไหลเข้ามา

สำหรับหุ้นแนะนำ นายชายยศมองว่าในระยะนี้ควรเน้นกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและราคาลงลึกจนมีความน่าสนใจในการสะสม ได้แก่

CPALL คาดงบไตรมาส 2/68 กำไรสุทธิราว 6,700 ล้านบาท เติบโตเทียช่วงเดียวกันของปีก่อน และได้อานิสงส์หากดอกเบี้ยลดลง เพราะเป็นกลุ่มค้าปลีกอุปโภคบริโภคซึ่งฟื้นตัวตามกำลังซื้อ โดยมองเป็นหุ้นที่ Underperform มานานมากแนะนำราคาพื้นฐาน 80 บาท

BDMS ราคาหุ้นปรับฐานแรงแม้คาดงบไตรมาส 2/68 มีกำไรสุทธิราว 3,500 ล้านบาท โตเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้ต่อเนื่อง มองป็นกลุ่มที่ Underperform มาก่อนและน่าจะกลับมาเล่นได้มองเป็นจังหวะสะสมในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งราคาพื้นฐาน 33 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...